เรื่องใบไผ่หล่นไปในคูน้ำริมนำ แล้วไปสร้างไรน้ำซึ่งเป็นห่วงโซ่อาหารให้ปลาบางชนิดนี้ เป็นเรื่องที่ผมคะเนเอาเองว่าน่าเป็นไปได้ เพราะปกตินั้นใบไผ่ที่หล่นอยู่ตามดินจะย่อยสลายแล้วกลายเป็นปุ๋ยชีวภาพที่ดีมาก ดังนั้นพอหล่นลงน้ำ ก็ยิ่งน่าจะย่อยสลายเป็นปุ๋ยแล้วเกิดจุลินทรีย์น้ำต่างๆ ได้มาก
เรื่องนี้ต้องการงานวิจัยรองรับ (ใครทำรับรองสนุกตายเลย) แต่หากไผ่ไม่ดี ก็หาไม้อื่นแทนก็ได้ ที่เห็นๆ คือไทร ที่ลูกมั่นหล่นลงไป ปลาฮุบกินตลอด (ไม่ต้องสร้างไรน้ำให้ยุ่งยาก) เสียแต่ว่าใบมันแผ่กว้างไปหน่อย แต่ในที่นี้เราต้องการพืชที่ทรงพุ่มแคบ
อ้อ..ใต้ร่มไม้ยืนต้นนั้นนอกจากเห็ดแล้ว ยังปลูกพืชเตี้ยที่ชอบแดดรำไรได้อีกมาก เช่น ผักหวานบ้าน พริกไทย ดีปลี เร่ว กระวาน
เรื่อง การปลูกสาหร่ายในคูน้ำที่ผมเสนอไปนั้น ก็น่าทำวิจัยให้มากๆ เข้าใจว่ามันจะกินอึปลาเป็นอาหารได้อย่างรวดเร็ว ส่วนปลาก็กินสาหร่ายเป็นอาหาร นี่มันระบบสมดุลธรรมชาติแท้ๆ โดยเราไม่ต้องทำอะไรเลย น้ำในส่วนที่สาหร่ายบำบัดไม่หมด เราก็สูบเข้านาเพื่อเอาไปเป็นปุ๋ยสดให้ต้นข้าว โดยอาจทำวิจัยเลือกสายพันธุ์ข้าวที่ชอบกินน้ำอึปลาแบบนี้ด้วย
สมมุติว่าน้ำ 1 ลบ. เมตรเลี้ยงปลาได้ 1 กก. (เราเลี้ยงแบบธรรมชาติไม่หนาแน่นมากนัก) เราก็ได้ปลา 700 กก. แล้ว กก.ละ 50 บาท ก็ได้แล้ว 35,000 บาท เลยกลายเป็นรายได้หลัก ส่วนนาข้าวกลายเป็นรายได้รอง แต่ยังต้องการเพราะกลายเป็นบ่อบำบัดน้ำเสียให้เราไปโดยปริยาย
...คนถางทาง (๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๕)
เพื่อนผมทำสวนมะม่วง 10 ไร่กลายเป็นคนรวยไปแล้ว เคล็ดลับประการหนึ่งของเขาคือ เลี้ยงปลาดุกริมต้นมะม่วง แล้วเอาน้ำเลี้ยงปลารดมะม่วง ปลากดว่า มะม่วงออกลูกดกมากกว่าปกติสองเท่า (ทำให้เพื่อนคนนี้จากเดิมติดหนี้ 15 ล้าน กลายเป็นมีรถสปอร์ตขับ ๙ คัน แต่หุงข้างหม้อดินด้วยฟืนทุกวัน ด้วยตัวเอง....ความขัดแย้งที่น่าคิด)
ถ้าเราเอาน้ำเลี้ยงปลาไปรดต้นข้าวล่ะ ....จะได้ผลข้าวเพิ่มสองเท่าไหม มีมหาลัยไหนอยากวิจัยไหม มีแหล่งทุนไหนจะให้ทุนไหม