สังคมในแต่ละท้องถิ่นของไทย มักมีความสัมพันธ์กับอำนาจนอกเหนือธรรมชาติมาแต่เดิม ความเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิดังกล่าว ซึ่งเห็นได้จากการชุมนุมของคนในชุมชนที่ร่วมกันประกอบพิธีกรรมต่างๆ ที่ได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันจากการถ่ายทอดความทรงจำร่วมกันระหว่างคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ การประกอบพิธีกรรมร่วมกัน จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันและเชื่อมโยงอำนาจนอกเหนือธรรมชาติที่มีความศักดิ์สิทธิเข้ากับความเชื่อ และพิธีกรรมของผู้คนในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งความเชื่อที่ยึดถือสืบทอดปฏิบัติต่อกันมาของชุมชนในภาคใต้คือการนับถือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ จึงมีการประกอบพิธีกรรมเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษของท้องถิ่นตนเองที่อพยพโยกย้ายมาตั้งถิ่นฐาน ที่เป็นชุมชนในปัจจุบัน
ชุมชนบ้านควนหมาก เริ่มมีผู้คนอพยพมาตั้งถิ่นฐานในปี พ.ศ.2414ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แนวภูเขาซึ่งพื้นที่ส่วนมากมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาที่เป็นป่าดงดิบ มีไม้ยืนต้นส่วนใหญ่เป็นไม้ต้นหมาก กลุ่มคนที่อพยพมาจากเดิมนั้นประกอบอาชีพเลี้ยงโค กระบือขาย ต่อมาทีการขโมยโค กระบือเกิดขึ้นชุกชมในท้องถิ่นเดิม จึงเกิดภาวะที่ไม่มีงานทำ มีรายได้น้อย ประกอบกับไม่มีที่ดินทำกินที่เป็นหลักเป็นแหล่งจึงอพยพมาตั้งบ้านเรือนที่บริเวณเชิงเขา
(บ่อน้ำที่เป็นแหล่งน้ำของชุมชนตั้งแต่ครั้นตั้งถิ่นฐาน)
(สภาพบ่อในปัจจุบัน)
ชาวบ้านในชุมชนบ้านควนหมาก มีความเชื่อพื้นฐานเช่นเดียวกับที่มนุษย์ทั่วไปมีต่ออำนาจนอกเหนือธรรมชาติจึงทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นเป็นความเชื่อท้องถิ่นมีวิธีการ กลไกอันซับซ้อนปรากฏอยู่ในรูปแบบ “พิธีกรรม” เฉพาะกลุ่มในบางพื้นที่มักมีนัยสำคัญที่แอบแฝงอยู่เสมอ “พิธีกรรม” ที่ปรากฏในชุมชนบ้านควนหมากปัจจุบันคือพิธีกรรมการนับถือผีบรรพบุรุษของชาวชุมชนบ้านควนหมาก จะปรากฏอยู่เฉพาะบางพื้นที่ของชุมชนที่มีกลุ่มคนที่มีการนับถือผีบรรพบุรุษของตนที่ล่วงลับไปแล้วที่เคยเป็น “โนรา” ลูกหลานในสายเลือดของตนต้องรักษาสืบทอดพิธีการ “ลงครู” ต่อไปเรื่อยๆ กล่าวได้ว่าบ้านเรือนใดที่ที่บรรพบุรุษเป็น “โนรา” มาตั้งแต่รุ่นทวด ต่อมาก็ต้องตกมาสู่ ปู่ย่า ตายาย จากนั้นก็ ลุงป้า พ่อแม่ น้า อา และพี่น้องตามลำดับขึ้นอยู่กับว่าบรรพบุรุษที่เป็น “โนรา” จะเป็นของฝั่งพ่อ หรือ ฝั่งแม่ ซึ่งจะต้องมีลูกหลานในแต่ละรุ่นคนใด คนหนึ่งของวงศ์ตระกูลต้องรับผิดชอบหน้าที่ “ร่างทรง” เพื่อประกอบพิธีกรรม “ลงครูหมอ” แต่จารีต พิธีกรรม การนับถือผีบรรพบุรุษของชุมชนบ้านควนหมากในปัจจุบันเลือนหายไปตามกาลเวลาอย่างช้าๆ ซึ่งยังมีพิธีกรรมนี้ปรากฏให้เห็นจากกลุ่มคนบางกลุ่มของชุมชน
(บรรยากาศภายในบริเวณประรำพิธี)
(นายพรานออกโรง)
(ร่างทรงของ "ครูหมอ")
(ผู้ที่อยู่ในประพิธี ที่เป็นญาติพี่น้องกันทั้งหมดในแต่ละรุ่น)
กล่าวได้ว่าพิธีกรรม “ลงครูหมอ” เป็นระบบพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบพิธีการ “ลงผีครูหมอ” ส่วนมากมีการทำพิธีตามแต่ที่ “ผีครูหมอ” ระบุว่าจะต้องการอะไร เพราในปีหนึ่งๆ ลูกหลานในตระกูลอาจมีการบนบานศาลกล่าวไว้หรือ ถูกครูหมอทักเมื่อทำผิดต่อผีบรรพบุรุษ จึงต้องแก้บนด้วยพิธี “ลงครูหมอ” หรือพิธีการลงผีครูหมอ ในเวลาการประกอบพิธีกรรม ญาติพี่น้องต่างต้องมาร่วมในการประกอบพิธีกรรมทั้งญาติที่เกี่ยวกันโดยสายเลือดที่มีปู่ย่า ตายายคนเดียวกันและญาติที่เกี่ยวกันโดยที่มีบรรพบุรุษคนเดียวกัน แม้นว่าจะผ่านมากี่ชั้นกี่รุ่นก็ตาม จะเป็นสายพ่อ สายแม่ จะต้องเข้าร่วมในพิธีกรรมการแก้บน เพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษ ลูกหลานที่มาร่วมในพิธีกรรมจะไม่รู้จักหน้า รู้จักตากันมาก่อนเนื่องจาก ผู้ที่เข้าร่วมพิธีไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนในพื้นที่ชุมชนบ้านควนหมากทั้งหมดแต่ “สายพ่อ” ที่มี “ครูหมอ” ที่ได้รับมาจากบ้านวังใหญ่ลูกหลานที่บ้านวังใหญ่ ก็ต้องเข้าร่วมพิธีด้วยเนื่องจากในอดีต “คนทรง” ของ “ครูหมอ” สายพ่อนั้นอยู่บ้านวังใหญ่ต่อมาเมื่อคนทรงเดิมนั้นได้บวชเป็นพระ ก่อนหน้าจะบวชเป็นพระก็ได้เชิญให้ครูหมอมาลงที่ นาย ก.(นามสมมติ) ร่างทรงในปัจจุบัน จึงเกิดการนับญาติโดยการสมมติ เมื่อมีการแก้บนต้องประกอบพิธีที่ “ครูหมอ” อยู่ในปัจจุบันคือบ้านควนหมาก ซึ่งเป็นที่อยู่ของร่างทรงในปัจจุบัน หากว่าลูกหลานคนใดคนหนึ่งที่อยู่ บ้านวังใหญ่ ถูกครูหมอทัก หรือถูกครูหมอทำให้ป่วยหรือ แสดงพฤติกรรมประหลาดประหลาดๆ จึงต้องมา “บนครูหมอ” ที่บ้านควนหมาก เมื่อได้สิ่งที่ตนได้บนบานไปตามดังที่ประสงค์ ก็ต้องจัดพิธี “ลงผีครูหมอ” ที่บ้านของตนที่วังใหญ่ แต่จะต้องมาประกอบพิธีการอัญเชิญบอกกล่าวต่อ “ครูหมอ” ที่ตนได้บนบานศาลกล่าวไว้ให้ไปร่วมพิธีตามที่ตนได้สัญญาไว้ ถือว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนบ้านควนหมาก กับชุมชนบ้านวังใหญ่ ที่มีการสร้างสายสัมพันธ์ในลักษณะสังคมชนบทที่มี “ความสัมพันธ์แบบกลุ่มปฐมภูมิ” ทำให้ญาติพี่น้องที่มาร่วมในพิธีมีความสนิทสนม และเป็นกันเองถือเป็นการขายเครือญาติไปสู่เพื่อนบ้านในชุมชนใกล้เคียงทำให้มีการไปมาหาสู่กันเสมอ หากว่าลูกหลานคนใดคนหนึ่งที่อยู่ บ้านวังใหญ่ ถูกครูหมอทัก หรือถูกครูหมอทำให้ป่วยหรือ แสดงพฤติกรรมประหลาดประหลาดๆ จึงต้องมา “บนครูหมอ” ที่บ้านควนหมาก เมื่อได้สิ่งที่ตนได้บนบานไปตามดังที่ประสงค์ ก็ต้องจัดพิธี “ลงผีครูหมอ” ที่บ้านของตนที่วังใหญ่ แต่จะต้องมาประกอบพิธีการอัญเชิญบอกกล่าวต่อ “ครูหมอ” ที่ตนได้บนบานศาลกล่าวไว้ให้ไปร่วมพิธีตามที่ตนได้สัญญาไว้
(เจ้าภาพกับญาติพี่น้องที่มาร่วมงานซึ่งไม่ได้พบปะกันมานาน...)
(ลูกๆ หลานๆ ที่นานปีจะได้พบปะกัน)
“ลงครูหมอ” เป็นการถ่ายทอดจากคนรุ่นก่อนๆ มาสู่คนในรุ่นปัจจุบัน เป็นการตระหนักถึงการสืบทอด พิธีกรรม ไม่ให้สูญหาย เรียกได้ว่าเป็นพิธีกรรมที่สร้าง “เครือข่าย” ระหว่างเครือญาติชุมชนที่มีการติดต่อสื่อสารกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันจากการที่นับญาติกันโดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักนามสกุล แต่จะนับญาติจาก “สายครูหมอเดี่ยวกัน” เป็นการเชื่อมโยงเครือญาติที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ให้มีการพบปะกันบริเวณพื้นที่ทางวัฒนธรรม อาจนำไปสู่การแต่งงานระหว่างคนต่างชุมชนในท้องที่เดียวกัน จึงเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน บ้านควนหมาก บ้านวังใหญ่ และบ้านสะพานไม้แก่น ที่ไปมาหาสู่ พึงพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนที่ได้รับจากการประกอบพิธี “ลงครูหมอ” หากมีจิตสำนึกที่ดีงามถือได้ว่าเป็นส่วนเล็ก ส่วนน้อยในการสร้างความความมั่นคงให้กับผืนแผ่นดินถิ่นกำเนิดอันเป็นที่อยู่อาศัยในการร่วมกันต่อสู้กับกระแสการพัฒนาประเทศบางส่วนที่ไม่ได้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงปัจจุบันของชุมชนจากภาค....... ที่เข้ามาสู่ชุมชนอีกทั้งยังสร้างความเสียหายให้กับชุมชน ซึ่งหมู่บ้านอันเป็นพื้นที่ที่ได้ลงสำรวจ และศึกษาค้นคว้าหาองค์ความรู้ในครั้งนี้นั้นเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่บริเวณปลายด้ามขวานของแผ่นดินแหลมทอง หากยังมีการปล่อยปละละเลยอยู่เหมือนกับปัจจุบันความมั่นคงของประเทศชาตินั้นจะย่างก้าวสู่ขั้นวิกฤตลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากในขณะที่เรายังมัวแต่สนใจกับ “จำนวนปัจจัยของปีงบประมาณในแต่ละปี” ว่ามีจำนวนเท่าไร หรือว่าทำอย่างไรจึงจะให้ได้มามากขึ้นกว่าเดิม ผลจากการพยายามทางความคิดเพื่อสิ่งสิ่งนั้นทำให้เราทั่งหลายรับทราบกันอยู่บ่อยๆ จากสื่อต่างๆ อันสร้างความสลดใจ ทุกข์ใจ เสียใจ และเวทนาไปพร้อมๆกันกับความสูญเสียของพี่น้องร่วมชาติที่ต่างศาสนา และศาสนาเดียวกัน หากยังเป็นอย่างปัจจุบันในมุมกลับกันอาจเป็นผลดีกับรุ่นลูก รุ่นหลานในต่อไปก็เป็นได้จากการที่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูด และติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน แล้วกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” นั้นทำไมผู้ที่นั่งโต๊ะ ผู้ที่มืออำนาจในการประทับตรา และมีลายเซ็นที่มีอำนาจ จึงมองไม่เห็นคุณค่าและลงมือดำเนินการเสียทีทั่งที่เป็น“ข้ารับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท” แต่ในสภาพความเป็นจริงนั้นการคัดเลือกเข้าไปทำงานยังคงมีมาตรฐานจากตำราเป็นตัวชี้วัด ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต้องคิดคำนึงถึงหลักความเป็นจริงกันแล้วทำตามตำรากันเสียให้หมดผลดี ผลร้าย ผลที่ตามมาไม่ต้องคิดถึงกันแล้ว คิดแต่ผลได้กันเสียให้หมด “ตัวฉันอย่างเดียว” ก็ดำเนินตามที่ตำราว่าไว้ ว่าอย่างไรก็ทำอย่างนั้นแตกหัก พังเละเทะยังไงก็ช่างมัน จะปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้นอยู่ต่อไปจริงๆหรือ.......