ปมความแค้น ขัดเคือง ทางการแพทย์เชื่อว่า บางส่วนมาจากปมเอดิเพิส

พระยากง-พระยาพาน-ยายหอม :

ตำนานการบูรณะพระปฐมเจดีย์ และการสร้างพระประโทนเจดีย์

 

ย้อนกลับไปเมื่อพุทธศตวรรษที่๑๔ ดินแดนอันเป็นภาคกลางของสยามประเทศหรือประเทศไทยในปัจจุบัน มี “เมืองนครชัยศรี”ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำนครชัยศรี อันมี”พระยากง”เป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถ

พระองค์ได้ปกครองบ้านเมืองและประเทศราชอย่างมีความสุข แต่พระองค์ยังไม่มีพระโอรสและธิดาไว้สืบสกุล

พระองค์และพระอัครมเหสีจึงได้บำเพ็ญทานรักษาศีลอย่างหนักแล้วตั้งจิตอธิษฐานขอบุตรไว้สืบสันตติวงศ์ต่อไป

หลายปีผ่านไปพระอัครมเหสีก็ได้ตั้งครรภ์และได้คลอดพระโอรสรูปงามผิวพรรณดีออกมา ซึ่งในพิธีทำคลอดนั้นได้นำพานไปรองรับพระโอรสแต่ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น คือศีรษะของพระโอรสได้กระทบกับขอบพานทองรองซึ่งเป็นเหตุอัศจรรย์

พานทองที่แข็งแรงนั้นบุบยุบลงไป และทำให้เกิดรอยแผลที่หน้าผากแต่ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

พระราชาทรงดีพระทัยมากที่ได้พระโอรสจึงได้ทำพิธีฉลองและสมโภชพระโอรสอย่างเอิกเกริก และหลังจากนั้นได้ให้โหรมาทำนายลักษณะและตั้งชื่อให้พระโอรส โดยโหรหลวงทำนายว่า พระโอรสนี้มีบุญญาธิการมาก มีความสามารถในการรบและการปกครองที่ดีหาใครจะต่อกรพระองค์ได้ไม่ และจะได้เป็นกษัตริย์สืบต่อจากพระองค์อย่างแน่นอน

พระราชาได้ยินดังนั้นก็โสมนัสยิ่งนัก

แต่!..แต่อะไร?..จงบอกเรามา..โหรอ้ำอึ้งอยู่นาน เมื่อพระราชาขอให้บอกมาพระองค์จะไม่ว่าอะไร?..

โหรจึงบอกว่าในอนาคตพระโอรสจะทำปิตุฆาต(ฆ่าพ่อ)

พระยากงครุ่นคิดและปริวิตกในคำทำนายและอนาคตของพระองค์และราชสมบัติยิ่งนัก พระองค์จึงตัดสินพระทัยให้นำพระโอรสไปฆ่าทิ้ง

ฝ่ายพระอัครมเหสีผู้เป็นมารดาทรงตกพระทัยและอาลัยรักลูกในอุทรยิ่งนัก ไม่ยอมทำตามแต่จะขัดพระบัญชาก็ไม่ได้ จึงได้ติดสินบนเพชฌฆาตให้ทำการฆ่าเด็กทารกอื่นแทนแล้วให้นำพระโอรสของนางไปให้“ยายหอม”หญิงชาวบ้านผู้มีอาชีพเลี้ยงเป็ดเป็นคนเลี้ยงดู โดยห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

ยายหอมซึ่งได้รับคำสั่งของอัครมเหสีจากเพชฌฆาตก็ทำตามด้วยความรักและความเมตตาในชะตากรรมของพระโอรสน้อยผู้น่าสงสาร เพชฌฆาตบอกว่าพระมเหสีตั้งชื่อให้ว่า “พานทอง”และกำชับห้ามยายหอมบอกเรื่องนี้แก่ผู้ใดอย่างเด็ดขาดแม้แต่พระโอรสก็ตาม

ยายหอมเลี้ยงดูพระโอรสอย่างดีเหมือนกับลูกของตนเอง และได้พาไปฝากเรียนหนังสือกับพระอุปัชฌาย์ผู้เก่งกาจในแถบนั้นอีกด้วย

อันความรู้ความสามารถของเด็กพานทองส่อแววแห่งความเก่งกาจในสติปัญญาและภาวะผู้นำที่ดีมาตั้งแต่ยังเด็ก พระอาจารย์ผู้มีฌานอภิญญาได้พร่ำสอนให้กตัญญูรู้คุณและต้องไม่วู่วามและใช้แต่อารมณ์มากกว่าเหตุผลเด็ดขาด

พระอาจารย์ได้แนะนำให้ยายหอมให้อนุญาตให้หลานชายไปรับราชการกับ “พระยาราชบุรี”อันเป็นเมืองประเทศราชของนครชัยศรีเพื่ออนาคตที่ดีของหลานยายเอง เพราะเห็นว่ามีความสามารถ และต้องการให้อยู่ไกลจากพระบิดาแห่งนครชัยศรีนั้นเอง พระอาจารย์จึงได้ฝากเข้ารับราชการในพระยาราชบุรี ซึ่งพานทองได้รับราชการด้วยความรู้ความสามารถและจงรักภักดียิ่งนัก จนสนิทสนม เป็นที่ไว้วางพระทัย จึงได้รับการยกย่องและรับเป็นโอรสบุญธรรมเลยทีเดียว

ครั้นเวลานานหลายปีผ่านไปพานทองก็ได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น “พระอุปราช”แห่งเมืองราชบุรี

ในปีหนึ่งของเมืองราชบุรีเกิดฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดข้าวยากหมากแพงประชาชนเดือดร้อนอย่างหนัก ไม่มีเครื่องราชบรรณาการเพียงพอที่จะส่งให้กับนครชัยศรี พระยาราชบุรีทรงกลุ้มพระทัยมาก แต่พระอุปราชพานทองให้ความเห็นว่าปีนี้ไม่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการให้กับเมืองนครชัยศรี เพราะบ้านเมืองของเรากำลังลำบากมาก

พระยาราชบุรีบอกว่าทำอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะจะทำให้พระยากงพิโรธและอาจยกทัพมาตีเมืองราชบุรีอย่างแน่นอน พระอุปราชทรงยืนยันและจะขอต่อสู้และปกป้องเมืองราชบุรีเองหากพระยากงยกทัพมาตี

ฝ่ายพระยากงทราบดังนั้นก็พิโรธจัด จึงสั่งยกทัพเตรียมไพร่พลบุกตีเมืองราชบุรีที่แข็งขืนไม่ยอมส่งเครื่องราชบรรณาการและไม่ยอมอ่อนน้อม อันจะเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีให้กับหัวเมืองประเทศราชอื่นๆ

ครั้นได้เพลาและฤกษ์ศึกสงคราม แล้วจึงยกทัพใหญ่มาตีเมืองราชบุรีด้วยพระองค์เอง พระอุปราชพานทองจึงอาสายกทัพออกสู้ข้าศึกอย่างสามารถ และทั้งคู่ได้กระทำ “ยุทธหัตถี”รบกันบนหลังช้างอย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติ

พระยากงพลาดท่าเสียทีถูกอุปราชพานทองฟันพระศอด้วยของ้าวขาดสิ้นพระชนม์บนหลังช้างศึกกลางสนามรบนั้นเอง

หลังสงครามที่พระยาพานเป็นผู้ชนะศึก ซึ่งตามธรรมเนียมโบราณนั้น เมืองนครชัยศรีต้องตกเป็นเมืองขึ้นของราชบุรี พระยาราชบุรีดีพระทัยมากและยกย่องชมเชยในเดชานุภาพและความจงรักภักดีของโอรสบุญธรรมยิ่งนัก จึงยกเมืองนครชัยศรีให้พระองค์ปกครอง อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพระยาพานยิ่งนัก ซึ่งทรัพย์สมบัติ ข้าทาส บาทจาริกา สนมนางใน และพระมเหสีของเมืองนครชัยศรีก็ต้องตกเป็นสมบัติของพระองค์โดยปริยาย

ในวันหนึ่งพระยาพานกษัตริย์ผู้ครองเมืองนครชัยศรีพระองค์ใหม่มีพระประสงค์จะเข้าไปบรรทมกับอดีตพระอัครมเหสีของพระยากง ทำให้เทพเทวาที่สิงสถิตยในพระนครแห่งนั้นเป็นกังวลและคิดหาทางช่วยเหลือพระองค์ไม่ให้ก่อเวรสร้างกรรมมากไปกว่านี้ จึงได้แปลงเป็นแพะแม่ลูกมานอนขวางทางเข้าพระตำหนักของพระอัครมเหสี

โดยในขณะที่พระยาพานกำลังก้าวเดินข้าม แพะผู้ลูกได้ถามแพะแม่ว่าทำไม?เขาเดินข้ามเรา แม่แพะตอบว่า ประสาอะไรกับการเดินข้ามเรา แม้แต่แม่ของเขาก็ยังจะเอาทำเมีย

พระยาพานได้ยินดังนั้นก็เอะใจแต่ไม่ได้คิดอะไร และในคืนนี้ก็เพียงมาพูดคุยด้วยและดื่มน้ำชาเท่านั้นเพราะรู้สึกไม่สบายพระทัยอย่างบอกไม่ถูก

หลังจากนั้นมาอีกหลายวันพระองค์ก็จะเข้าไปบรรทมกับพระอัครมเหสีอีก ครั้งนี้ก็ปรากฏว่ามีม้าแม่ลูกมานอนขวางและพูดเหมือนเดิมอีก พระองค์ก็ได้แค่พูดคุยและดื่มน้ำชาด้วยเท่านั้นเหมือนเดิม

ในครั้งที่สามหลังจากที่ครุ่นคิดและเจอเหตุการณ์แปลกๆ ถึงสองครั้งสองครา พระองค์ก็ได้ครุ่นคิดและตั้งสัจจะอธิษฐานว่า หากพระอัครมเหสีเป็นมารดาของพระองค์จริงก็ให้ปรากฏว่ามีน้ำนมไหลออกมาจากถันให้เห็นในการพูดคุยปฏิสันฐานกันด้วยเทอญ แล้วพระองค์ก็ไปที่ตำหนักนั้นอีก ซึ่งก็เหมือนเดิมแต่ครั้งนี้เป็นแมวแม่ลูกซึ่งก็พูดเหมือนกับแพะและม้าในครั้งก่อน แต่พระองค์ก็เข้าไปในตำหนัก ในระหว่างที่สนทนาปราศัยกันอยู่นั้น น้ำนมจากถันของพระอัครมเหสีก็ได้ไหลซึมและไหลย้อยออกมานอกเสื้อทรงของพระนาง เป็นที่อัศจรรย์ใจยิ่งนัก

พระยาพานทองเห็นดังนั้นจึงรีบลุกจากพระที่นั่งลงมานั่งกับพื้นแล้วกันแสงพร้อมก้มกราบพระมารดาแนบพื้นอยู่อย่างนั้น พระมารดาตกพระทัยแต่พอจะอนุมานได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะคำทำนายโหรบอกว่า ใครคือคนที่จะฆ่าพระยากง และได้มองเห็นหน้าผากที่เป็นแผลเป็นของพระยาพานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาหาแล้ว ทั้งสองแม่ลูกจึงได้สอบถามและบอกเรื่องราวที่มาที่ไปของกันและกัน

พระยาพานทราบดังนั้นก็โศกเศร้าเสียใจอย่างหนัก ที่พระองค์ทำปิตุฆาตและเกือบจะได้พระมารดาเป็นภรรยาอีก พระองค์ในยามนี้โกรธและเกลียดยายหอมมารดาเลี้ยงยิ่งนัก ที่ยายหอมรู้ความจริงทุกอย่างแต่ไม่เคยบอกพระองค์แต่อย่างใดเลยจนเหตุการณ์เลวร้ายและบานปลายมาจนถึงขณะนี้ ดีที่ว่าเทวดาเมตตาได้แปลงมาเป็นสัตว์นอนขวางประตูและให้สติพระองค์จึงไม่เกิดเรื่องเลวร้ายมากไปกว่านี้

ด้วยอารมณ์เหนือเหตุผลพระยาพานจึงได้สั่งให้ทหารไปตัดหัวยายหอมให้ตายไปบัดเดี๋ยวนี้ และแล้วชะตากรรมยายหอมผู้ซื่อสัตย์ก็ศรีษะหลุดออกจากบ่าตายไปในทันที

ฝ่ายพระยาพานเมื่อพระทัยเย็นลงแล้ว ก็พิจารณาใคร่ครวญเรื่องราวต่างๆอย่างแจ่มแจ้ง เมื่อได้สติก็รีบห้ามทหารไม่ให้ไปฆ่ายายหอมผู้มีพระคุณมากล้นคนนั้น

แต่อนิจจา!สายไปเสียแล้ว พระยาพานเสียใจสติแทบฝั่นเฟือนที่พระองค์ได้ทำกรรมอันหนักหนาและใหญ่หลวงต่อผู้มีพระคุณถึงสองท่าน พระองค์ไม่เป็นอันกินอันนอนด้วยเกรงกลัวในบาปอันมหันต์นี้ยิ่งนัก พระองค์ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ปรึกษาใครก็ไม่พอพระทัยและไม่รู้สึกดีขึ้นเลย จึงได้นึกถึงพระอาจารย์ที่ยายหอมได้ไปฝากให้เป็นศิษย์สมัยยังเยาว์วัยนั้นเอง

พระอาจารย์เข้าใจในวิบากกรรม ซึ่งใครก็หลีกเลี่ยงไม่ได้มันต้องเป็นไป และเพื่อกรรมที่จะเบาบางของพระยาพาน ดังนั้นพระอาจารย์ได้แนะนำลูกศิษย์ให้สร้างพระเจดีย์สูงใหญ่เท่ากับนกเขาเหิรถวายเป็นพุทธบูชาเพื่ออุทิศบุญให้กับพระยากงพระบิดา แล้วสร้างพระเจดีย์ใหญ่อีกองค์อุทิศให้ยายหอมก็จะทำให้ได้บุญกุศลมาก และกรรมหนักนั้นจะได้เบาบางลงบ้าง อย่างน้อยจิตใจของพระองค์ก็จะมีความสุขขึ้นมาบ้างนั้นเอง

พระยาพานจึงได้ตัดสินใจก่อสร้างพระเจดีย์ครอบ “พระปฐมเจดีย์”องค์เก่า

(ที่สร้างในสมัยที่คณะพระอรหันต์สายที่๘ ที่“พระเจ้าอโศกมหาราช”ได้ส่งมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิทวีปแถบนี้ ในราวพุทธศตวรรษที่๓)ให้ใหญ่สวยงามและสูงเท่ากับนกเขาเหิร(นกเขาบินนั้นเอง) เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับพระบิดาคือพระยากง ดังที่ปรากฏเห็นอยู่คือพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้นั้นเอง

และได้สร้าง “พระประโทนเจดีย์”อย่างสวยงามและใหญ่โต เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับยายหอมผู้เป็นมารดาเลี้ยงของพระยาพาน ซึ่งปรากฏให้เห็นและได้กราบไหว้สักการบูชา ที่วัดพระประโทนเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ในทุกวันนี้นั้นเอง

............................................

หมายเหตุ :

๑. “วัดดอนยายหอม” อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ก็มี “ศาลยายหอม”ให้กราบไหว้ ระลึกถึง และขอพรกันอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ และที่สำคัญที่วัดแห่งนี้ยังได้เก็บสรีระสังขารของ ๒ พระอริยเจ้าผู้ประเสริฐและยิ่งใหญ่ไว้ คือ “หลวงพ่อเงิน” และ “หลวงพ่อแช่ม”ให้ลูกหลานได้กราบไหว้สักการบูชาและเป็นพุทธานุสติ ธัมมานุสติ และสังฆานุสตินั้นเอง


๒. “วัดกลางบางแก้ว” อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่สุดยอดพระอริยะเจ้าของประเทศไทย คือหลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่ม และหลวงปู่เจือ(ซึ่งละสังขารไปกันหมดแล้ว) โดยแห่งวัดนี้ ก็เป็นวัดในตำนานเรื่องนี้ ที่น่าไปศึกษาและกราบไหว้สักการะบูชายิ่งนักเช่นกัน

ศิษย์ตถาคต : เรียบเรียง(ขอขอบคุณ)

 

 

 

ในทางทฤษฎีทางจิตวิทยา  

ปมเอดิเพิส (อังกฤษ: Oedipus complex; เสียงอ่านภาษาอังกฤษ: /ˈɛdəpəs-ˈkɒmplɛks/) ได้รับการอธิบายว่าเป็นความคิดและความรู้สึกหมกมุ่นในระดับจิตไร้สำนึกที่บุคคลเริ่มใฝ่ใจเชิงสังวาสในบิดาหรือมารดาเพศตรงข้ามกับตน และเริ่มขัดใจในบิดาหรือมารดาเพศเดียวกับตน

อาการเช่นนี้จะพัฒนาขึ้นในเด็กชายวัยระหว่างสามถึงห้าปี โดยเด็กจะแสดงอาการหึงหวง และมีปฏิกิริยาในเชิงต้องการครอบครองแม่ไว้เป็นของตัวเองคนเดียว เกิดความรู้สึกชิงชัง อิจฉา และไม่พอใจพ่อของตัวเอง และต้องการที่จะแทนที่ในตำแหน่งของพ่อ

ต่อมาเด็กจะพยายามเลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ ของพ่อ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การกระทำ หรือรูปแบบการใช้ชีวิตต่างๆ เพื่อคาดหวังที่จะเป็นตัวแทนของพ่อ และได้อยู่กับแม่ตลอดไป

ระยะนี้เป็นระยะที่สำคัญมาก ต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก และเป็นขั้นตอนหัวเลี้ยวหัวต่อที่เหมาะที่จะปลูกฝังเรื่องต่างๆ ให้เด็ก

นักจิตวิเคราะห์เชื่อว่า โดยปกติเมื่อเด็กชายเติบโตขึ้นและมีพัฒนาการทางจิตไปอย่างถูกต้อง ปมนี้จะคลายไปเองเมื่อเด็กเริ่มยอมรับหรือผูกพันตนเองกับบุคลิกของผู้เป็นพ่อโดยยอมรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกของตนในระดับจิตสำนึก (แทนที่จะเป็นแรงขับดันในระดับจิตไร้สำนึก) และพยายามทำตัวเลียนแบบพ่อแทนที่จะชิงชังพ่อ ทำให้ปมดังกล่าวไม่เป็นปัญหาต่อไป

ชื่อของทฤษฎีนี้ ผู้คิดค้น นายแพทย์ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ จิตแพทย์ และนักจิตวิทยาชาวออสเตรีย ได้นำมาจากเทพปกรณัมกรีกเรื่องของ "เอดิเพิส" ที่ฆ่าเลเอิส บิดาของตนเอง และแต่งงานกับ โจคาสตา ซึ่งเป็นมารดาแท้ ๆ ของตนโดยเข้าใจผิด และต่อมาได้นำโศกนาฏกรรมและความหายนะมาสู่นครธีบิสทั้งเมือง

มีผู้เปรียบเทียบปกรณัมกรีกเรื่องนี้กับตำนานพื้นบ้านไทย เรื่องพระยากงพระยาพาน หรือตำนานพระปฐมเจดีย์

(ผู้ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์และยกตัวอย่างนิทานพื้นบ้านไทยประกอบ มีอาทิ น.พ. ยรรยง โพธารามิก จิตแพทย์แห่งโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา)

 

อ่านพบจึงนำมาบันทึกไว้ค่ะ ขอบคุณผู้แวะมาอ่านทุกท่านค่ะ