น้ำมันมะพร้าวกับโรคหัวใจในทัศนะของแพทย์แผนปัจจุบัน
ความเห็นของแพทย์ในการอภิปรายเรื่องน้ำมันมะพร้าวกับโรคหัวใจ
(ขอบคุณภาพหัวใจจากอินเตอร์เน็ต)
รศ. พญ.ลำดวน วงศ์สวัสดิ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ
ความรู้เรื่องโรคหัวใจ : โรคหัวใจ เป็นหนึ่งในโรคที่มีอัตราการตายมากที่สุดเมื่อเราอายุมากขึ้น แล้วเป็นโรคหัวใจ จะเกิดโรคต่างๆขึ้นดังนี้
(1) หลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยที่สุด และเป็นพื้นฐานของเส้นเลือดสมองตีบ ตับแตก
(2) โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
(3) เส้นเลือดหัวใจตีบ ทำให้หลายคนมีอาการเจ็บหน้าอกและต้องเข้ารับการรักษาด้วยการสวนหัวใจหรือเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจ
(4) โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจ และ
(5) โรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ นอกจากนี้หลอดเลือดของเราจะเกิดตะกรันขึ้น จากการที่เลือดไหลผ่านหลอดเลือดทุกวัน ๆในระยะเวลายาวนาน มีผู้ทำวิจัยนำตะกรันไปตรวจปรากฏว่า 47% เป็นน้ำมันไม่อิ่มตัว 27 % เป็นน้ำมันอิ่มตัว
เส้นเลือดแข็งตัว : เกิดจากกรรมพันธุ์ ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม เช่น อาหาร โลหะหนัก การติดเชื้อ การดำเนินชีวิต เช่น การออกกำลังกาย และจัดสมดุลในเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องของการอักเสบ คืออาการบวม แดง ร้อนที่เกิดในเส้นเลือด ต้นเหตุของการอักเสบ คือการที่อะไรก็ตามที่ทำให้เส้นเลือดเป็นรอยแผล ซึ่งรอยแผลนี้ก็จะเกิดจากน้ำตาลขึ้นสูงเร็วไป เกิดจากไขมัน LDL ที่ทำให้เกิดรอยแผลบนพื้นผิวเส้นเลือด เกิดจากการอักเสบ หลังจากเกิดการอักเสบก็จะมีการดึงเม็ดเลือดขาวเข้ามา มีบวม แดง ร้อนเข้ามา หลังจากนั้นเส้นเลือดฝอยบางส่วนที่บวม แดง ร้อน ก็จะตีบตัน ฝ่อ มีการนำและมีการสร้างพังผืดมาเกาะติด ดึงเม็ดเลือดแดง บวม แดง ร้อน หรือเกล็ดเลือดเข้ามาด้วย
รู้ได้อย่างไรว่า เป็นเส้นเลือดแข็ง : เมื่อมีอาการความดันโลหิตสูง เมื่อมีอายุมากขึ้น เส้นเลือดโป่งพอง การตรวจอุลตร้าซาวนด์ และการฉีดสี
การรักษาเส้นเลือดแข็ง : ในทางการแพทย์ได้แก่ การให้ยาลดความดัน การให้ยาแอสไพรินเพื่อกันไม่ให้เลือดแข็งตัว การให้ยาลดไขมันในเส้นเลือด หากเส้นเลือดโป่งพอง ก็จะไม่ให้ใช้วิธีผ่าตัด และแนะนำเป็นประจำว่า ทุกอย่างต้องควบคู่กับการเปลี่ยนวิถีชีวิต สำหรับผู้ที่ทานยาลดไขมันในเส้นเลือด ต้องระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง เพราะมีผลข้างเคียงมาก
ผลข้างเคียงจากการทานยาลดไขมันในเส้นเลือด : คือทำให้กล้ามเนื้อเจ็บปวด อ่อนแรง อ่อนเพลีย เกิดเป็นตาต้อหิน ภูมิต้านทานลดต่ำลง ตับอักเสบ
การป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว : ต้องดูว่าปัจจัยเสี่ยงอยู่ที่ไหน เราก็ใช้ป้องกัน การป้องกันมีด้วยกันหลายระดับ ถ้าคนไข้เกิดโรคแล้วมีอาการ เราจึงจะให้การรักษา คำถามก็คือ ถ้าเราใช้น้ำมันมะพร้าว ในปัจจุบันจะใช้ได้ทั้งการป้องกัน และใช้รักษาได้หรือไม่
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดแข็งตัว: ปัจจัยพื้นฐานได้แก่ ความดันโลหิต อ้วน เบาหวาน การสูบบุหรี่ การไม่ได้ออกกำลังกาย ระดับคอเลสเตอรอลสูง ปัจจัยเสริม ได้แก่ ความเครียดเป็นตัวกระตุ้นให้โรคหัวใจทำงาน เส้นเลือดจะหดตัว ทำให้เราปวด เมื่อไปพบแพทย์จะต้องทำการสวนหัวใจ ทำบายพาสหัวใจทันที แต่บางคนที่รอให้ความเครียดลดลง เส้นเลือดที่หดตัวก็จะคลายตัวลง
สาเหตุของโรคหัวใจ : หลังจากหมดประจำเดือด ฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำลงมีส่วนให้ไขมันขึ้นสูง และเกิดหัวใจหลอดเลือดได้ ฮอร์โมนที่สำคัญคือ cathe calamines เป็นออร์โมนจากความเครียดไปกระตุ้นให้ cathe calamines หลั่ง ความเครียดจากการสันดาปของการเผาผลาญอาหารในร่างกาย ความเครียดที่เซลล์ต่างๆ ในระดับของเซลล์ที่สร้างอนุมูลอิสระขึ้นมา เป็นปัจจัยที่ทำให้ไขมัน LDL ถูกออกซิไดซ์ ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว การแข็งตัวของเส้นเลือด ซึ่งอาจเกี่ยวกับเรื่องของเล็ดเลือด เส้นเลือดหดตัว
เมื่อเราอายุมากขึ้น : ต้องระวังการเกิดความดันโลหิต ไม่ได้เกี่ยวกับเส้นเลือดอย่างเดียว อาจเกี่ยวกับแมกนีเซียมต่ำ หรือโปรตัสเซียมต่ำ แคลเซียมสูงเกินไป ดังนั้น ต้องกินผักเพื่อเพิ่มปริมาณแมกนีเซียมให้สูงขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตดีขึ้น
อัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ : ณ ปัจจุบัน การดูว่าคนเราจะผิดปกติอย่างไร ในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เพื่อดูว่าเรามีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากน้อยเพียงใด คือนอกจากจะดูเรื่องไขมันแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ C – reactive protein ซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกว่าเส้นเลือดของเราอักเสบหรือไม่ ตัวอื่นๆ ที่จะตรวจ คือ homocystein ที่เป็นปัจจัยให้เส้นเลือดผิดปกติ อีกสิ่งหนึ่งคือ เรื่องของฮอร์โมน ระดับของแมกนีเซียม และมีของเสียในเส้นเลือดมากน้อยเพียงใด
คอเลสเตอรอลสูง เป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคหัวใจ : ความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจที่เป็นที่สนใจ คือ คอเลสเตอรอลสูง เป็นปัจจัยใหญ่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ห้ามกินน้ำมันอิ่มตัว แล้วน้ำมันไม่อิ่มตัวจะมีผลไหม ? ปัจจัยที่น่าสนใจคือ กรดไขมันที่อิ่มตัว เป็นไขมันที่ร่างกายเราสร้างไม่ได้ แต่เราต้องการ เราจะเอามากจากไหน? คนเราหากมีคอเลสเตอรอลสูง ไม่ได้เป็นปัจจัยในเรื่องการกินอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นอีก เช่นผู้ชายที่มีอายุ 45 ปี ขึ้นไป ผู้หญิงอายุ 55 ปี ขึ้นไป เรื่องกรรมพันธุ์ การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า วัยประจำเดือนหมด คนอ้วน รับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอล และไขมันสูง ความดันโลหิตสูง ไม่ออกกำลัง
จริงๆแล้ว ร่างกายของคนเราเหมือนเครื่องยนต์ เมื่อเราได้น้ำตาลเข้าไปหรือได้อาหารเช้าไป ร่างกายเราพยายามปรับให้มันคงที่ ฉะนั้นคอเลสเตอรอลที่เรากินจากอาหารเข้าไปร่างกาย เราก็ปรับเช่นกัน แต่หากใครมีปริมาณสูงกว่าปกติ แสดงว่าร่างกายเราเริ่มเสื่อมบางอย่าง เพราะบางทีคอเลสเตอรอลสูงก็ไม่ได้มาจากการกินอาหาร หรือน้ำมันพืชอย่างเดียว จะมีปริมาณคอเลสเตอรอลต่ำ คอเลสเตอรอลที่สูงไม่ได้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ การรับประทานอาหารมาก ก็ไม่ได้ทำให้คอเลสเตอรอลสูง ฉะนั้นการรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลอยู่ในเกณฑ์ปกติ ความผิดปกติที่เกิดขึ้น มาจากสาเหตุหลายอย่างร่วมกัน
มีงานวิจัยระบุว่า คนที่เป็นโรคหัวใจ ไม่ใช่มีคอเลสเตอรอลสูงอย่างเดียวเพราะ 40% เป็นคนที่มีคอเลสเตอรอลปกติ ผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่า 200 mg% มีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้ 3 เท่า อัตราการที่จะบอกว่าเป็นโรคหัวใจที่ดี ก็จะดูเรื่อของไตรกลีเซอไรด์ ต่อ HDL ซึ่งเป็นอัตราที่จะบอกได้ดีกว่าเรื่องของ คอเลสเตอรอลรวมกับ HDL ไขมัน LDL หากมีในปริมาณสูง ก็ไม่ได้ทำให้เกิดโรค แต่เมื่อเป็นรูปแบบของการออกซิไดซ์ ถ้าร่างกายเราไม่ผิดปกติอย่างอื่น จึงจะทำให้เกิดเป็น oxidative stress มีตัวอนุมูลอิสระ จึงจะทำให้เกิดโรคหัวใจ
การห้ามกินน้ำมันอิ่มตัว : มีข้อถกเถียงกันเป็นนาน มีการพัฒนาการค้านกับความเชื่อของคนเรา ที่บอกว่า ประชาชนชาวฟิลิปปินส์ ชาวบังกลาเทศ หรือ ไพลีนีเซียน สมัยก่อนกินน้ำมันมะพร้าวมาก ไม่เคยมีโรคหัวใจเลย แต่ปัจจุบันทำไมกลุ่มนี้ มีโรคหัวใจมากขึ้น หรือ ในอเมริกาในปี 1930 -1940 ไม่ได้กินน้ำมันพืช น้ำมันถั่ว แต่กินอาหารอย่างอื่น กินแต่น้ำมันมะพร้าว ปรากฏว่าช่วงหลังอัตราการเกิดโรคหัวใจสูงขึ้น ซึ่งค้านความรู้สึกของความเป็นมา
กินน้ำมันถั่วเหลืองเป็นโรคหัวใจมากขึ้น : ขณะเดียวกันเมื่อมีการบำบัดด้วยน้ำมันถั่วเหลือง ปรากฏว่า คนเป็นโรคหัวใจมากขึ้น และมีงานวิจัยหลากหลายในอดีตที่ผ่านมา บอกว่าน้ำมันถั่วเหลืองดี ไม่ทำให้เกิดไขมันสูง LDL ไม่สูง HDL สูง มาถึงปัจจจุบันมันค้านความเชื่อความเป็นอยู่
งานวิจัยที่ Mc Master University : ได้มีงานวิจัยอย่างใหญ่หลวง ที่ Mc Master University ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญมากเกี่ยวกับการวางระเบียบวิธีวิจัย ได้นำงานวิจัยทั้งหลายที่เกี่ยวเรื่องน้ำมัน หรืออาหารที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ซึ่งระเบียบวิธีวิจัยทำเป็น Systemic Revew ถือเป็นระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้อง และคนยอมรับมากที่สุด เป็นการนำวิจัยทั้งหมดมาดูก่อนว่า จะต้องเป็นงานวิจัยที่ดี 4-5 ข้อ แล้วนำผลนั้นมารวมกัน แล้วสรุปโดยใช้วิธีทางการวิจัยที่เป็น Systmic Revew แล้วหาข้อมูล ทำค่าทางสถิติออกมา งานวิจัยนี้ออกมาเมื่อปี 2009 มีความเข็มแข็งและได้รับการยอมรับ
งานวิจัยนี้บอกว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ การกินกรดไขมันทรานส์ ( trans fatty acid ) มากเกินไป กินอาหารที่มีน้ำตาลมาก ส่วนปัจจัยที่ไม่ทำให้เกิดโรคหัวใจ คือ กินแอลกอฮอล์ ปลา เส้นใยเป็นจำนวนมาก กินน้ำมันที่มีโอเมกา-3 ในจำนวนมาก กินผัก ผลไม้มากๆ กินวิตามินซี อี มากๆ เพราะเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ LDL ไม่เปลี่ยนเป็น oxidized form งานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่า น้ำมันอิ่มตัวเป็นตัวทำให้เกิดโรคหัวใจ
คุณสมบัติของไขมันอิ่มตัว : มีการพบว่า น้ำมันอิ่มตัว เป็นตัวเพิ่ม HDL ลด lipoprotein ไม่ทำให้โอเมกา -3 หายไป ไม่ต้องการใช้เอนไซม์ ฆ่าเชื้อโรค ทำให้หัวใจทำงานได้ดี ทำให้กระดูก modeling ได้ดี แคลเซียมเกาะได้ดี เป็นตัวที่นำพาวิตามินที่ละลายน้ำได้ดี
งานวิจัยที่นิวซีแลนด์ : ยังมีงานวิจัยที่เกี่ยวกับไขมันอิ่มตัวอีก คืองานวิจัยที่นิวซีแลนด์ ในปี 2009 เผยแพร่ใน Ann.Nutr.Metab นำงานวิจัยที่หลากหลายมาสรุปว่า ไขมันไม่อิ่มตัว เป็นตัวทำให้เกิดโรคหัวใจ ขณะเดียวกัน ไขมันอิ่มตัวไม่มีความสัมพันธ์ในการเกิดโรคหัวใจ WHO และ FDA ในสหรัฐอเมริกายอมรับว่า น้ำมันอิ่มตัวเป็นน้ำมันที่ดี จึงแนะนำให้คนกินน้อยกว่า 7% ณ ปัจจุบัน เนื่องจากคนอเมริกันรู้ว่า คนเป็นโรคหัวใจมากขึ้น เด็กอ้วนมากขึ้น จึงวางแผนว่าปี 2010 -2020 ให้คนกินน้ำมันอิ่มตัวน้อยกว่า 7% ไม่พูดถึงเรื่องการที่จะต้องไปกินน้ำมันไม่อิ่มตัวเลย
น้ำมันอันตราย : น้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัว เป็นน้ำมันที่อันตราย ปัจจุบันคน 70-80% ยังบริโภคน้ำมันถั่วเหลือง ในน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันอื่นๆ มีโอเมก้า- 6 มาก โดยไขมันที่จะจำเป็นต่อร่างกาย ก็จะมีโอเมก้า-3 ส่วน โอเมก้า- 6 ทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง ร้อน ในขณะที่โอเมกา- 3 จะต่อต้าน ดังนั้น หากเรากินน้ำมันถั่วเหลืองมากเกินไป โอเมกา-6 ก็จะสะสมอยู่มาก แต่มีโอเมก้า -3 อยู่น้อย
บทบาทของโอเมก้า- 3 : ในอเมริกาจะส่งเสริมให้คนที่เป็นโรคหัวใจ ทานน้ำมันปลาที่มีโอเมก้า-3 เมื่อเราทานน้ำมันมะพร้าว ในน้ำมันมะพร้าวจะไม่มีโอเมก้า- 3 และโอเมก้า-6 ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่าง หากเราทานน้ำมันมะพร้าวเพียงอย่างเดียว จะทำให้เราขาดโอเมก้า -3 โอเมกา- 6 ดังนั้นเราจึงต้องทานน้ำมันอื่นมาผสมด้วย เพื่อทำให้ไม่ขาดน้ำมันไม่อิ่มตัวไป
ผลเสียของน้ำมันอิ่มตัว : จากงานวิจัยพบว่า การทานน้ำมันไม่อิ่มตัว ทำให้แก่เร็ว เพราะว่าเป็นตัว oxidized มีตัวอนุมูลอิสระไปที่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังย่นได้เร็ว อยู่ที่เส้นเลือด ก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ โอกาสทำให้เป็นโรคมะเร็งก็ได้
ผลงานของ Mary G. Enig :
Dr.Mary G. Enig เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องน้ำมันมะพร้าวมาก ได้สรุปว่า น้ำมันมะพร้าวเหมาะกับยุคศตวรรรษที่ 21 มีข้อดีหลากหลายน้ำมันมะพร้าวที่เรากินเป็น neutral ไม่มีโอเมกา- 6 ที่จะทำให้เกิดการอักเสบได้ น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันอิ่มตัว 92 % medium chain triglyceride ซึ่งดูดซึมได้ง่าย ทำให้ร้อนตัวได้เร็ว มีตัวยาที่ฆ่าเชื้อโรค ได้แก่ lauric acid 50% capric acid 7 % มีคอเลสเตอรอล 0% เป็นอาหารทางการแพทย์ ไม่ได้ให้แคลอรี่อย่างเดียว แต่ฆ่าเชื้อโรคได้ด้วย อีกทั้งยังทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานดีขึ้น และมีสารต้านอนุมูลอิสระ
ขอบคุณ ความเห็น รศ.พญ.ลำดวน วงส์สวัสดิ์ จากหนังสือ รายงานการสัมมนาเรื่อง น้ำมันมะพร้าวกับโรคหัวใจ ถอดจากแถบบันทึกเสียงโดย เฟืองเฉย สมัยเทอดศักดิ์ กรมวิชาการเกษตร ทำบรรณาธิกรโดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย
ด้วยความปรารถนาดี กานดา แสนมณี
น้ำมันอันตราย : น้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัว เป็นน้ำมันที่อันตราย..... ตรงนี้พิมพ์ผิดหรือเปล่า ต้องแก้ว่าน้ำมันไม่อิ่มตัวอันตราย หรือน้ำมันอิ่มตัวไม่อันตราย เพราะดูแล้วหากไม่แก้จะทำให้ใจความลักลั่น ขัดกับการวิจัยที่นิวซีแลนด์ข้างบน
ในสหรัฐอเมริกายอมรับว่า น้ำมันอิ่มตัวเป็นน้ำมันที่ดี จึงแนะนำให้คนกินน้อยกว่า 7% ณ ปัจจุบัน เนื่องจากคนอเมริกันรู้ว่า คนเป็นโรคหัวใจมากขึ้น เด็กอ้วนมากขึ้น จึงวางแผนว่าปี 2010 -2020 ให้คนกินน้ำมันอิ่มตัวน้อยกว่า 7%.....
บรรทัดแรก จึงแนะนำให้คนกินน้อยกว่า 7% ควรแก้ว่า กินไขมันไม่อิ่มตัวน้อยกว่า 7%
บรรทัด ๓ จึงวางแผนว่าปี 2010 -2020 ให้คนกินน้ำมันอิ่มตัวน้อยกว่า 7%.......... ควรแก้ว่า กินไขมันไม่อิ่มตัวน้อยกว่า 7% .....
ข้อความสุดท้าย “ข้อเสียของไขมันอิ่มตัว” แต่ทำไมถึงมีแต่ข้อความของนำ้มันไม่อิ่มตัว ก่อนตีพิมพ์ อ่านปรู๊ฟกันหรือเปล่าคะ
บทความมีประโยชน์ แต่รวบรวมค่อนข้างแย่ มีความขัดแย้งกันเองหลายตอน ควรแก้ไขเพราะอาจก่อให้เกิดความสับสนได้ อย่าลืมว่าบทความเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยมันหมายถึงชีวิตคน ถ้าผู้อ่านที่ไม่เคยศึกษาเรื่องนี้มาก่อนนำไปปฏิบัติผิดๆแล้วก่อให้เกิดโทษถึงชีวิตจะทำอย่างไร