สิ่งที่ดีงาม ที่น้อง ๆ จัดให้ เกินกว่าราคาทองคำในวันนั้น ซึ่งประมินค่าไม่ได้เลย

กษิณานุสรณ์

รำลึก

 

 

 

             วันเวลา หมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ๓๐ กันยายน ของทุกปี เป็นวันสิ้นสุดชีวิตข้าราชการไทย

             หนึ่งปีเต็ม หลังจากเกษียณ อีกไม่กี่วัน ก็จะครบ ๖๑ ปี ชีวิตวัยเกษียณ แสนจะสุข ไม่มีใคร มาเป็นนายเรา ไม่ต้องรอฟังคำสั่งคน สุขไหนเท่า สุขที่เราเกษียณ ไม่มีวันเสาร์ อาทิตย์ เราพักผ่อนได้ทุกวัน

            เมื่อวันวาน กันยายน  ๒๕๕๔ ที่น้อง ๆ จัดแสดงมุทิตาจิต ภาพอดีตยังจำได้ไม่รู้ลืมเพราะ ในช่วงของชีวิตข้าราชการมีได้ครั้งเดียวเท่านั้น จึงไม่มีใครที่จะลืมได้

            คำถามจากคนรอบข้าง เพื่อนฝูง น้อง ๆ ที่ยังไม่เกษียณ มักถามด้วยความเป็นห่วง จะทำอะไร จะอยู่อย่างไร จึงจะหมดไป วัน ๆ สำหรับผู้เขียน เวที Gotoknow นี่แหละทำให้เรามีเพื่อน มีกัลยาณมิตร และเปิดโอกาสให้ได้ฝึกสมอง ไม่ให้ฟ่อไปตามวัย ขอบคุณ Gotoknow ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่ให้กำลังใจ ให้คำนิยม ให้ข้อเสนอแนะ ที่ดีงาม และแบ่งปันประสบการณ์ที่วิต อย่างหลากหลาย นับว่าเป็นประโยชน์ยิ่ง

            เมื่อต้นปี ก่อนเปิดภาคเรียน วิทยาลัยแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดบุรีรัมย์ ติดต่อให้ผู้เขียนไปเป็น ครูพิเศษ  โดยให้ค่าตอบแทน ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน  ผู้เขียน ทบทวนหลายรอบ เงินนะอยากได้ แต่เมื่อคิด ให้ถ้วนถี่แล้วไม่คุ้มกับ การเดินทาง ไป-กลับ๑๒๘ กิโลเมตรโดยประมาณ  ต้องเดินทางไปในตัวจังหวัด

           เมื่อถึงวัยพักผ่อนก็ต้องพักผ่อน รักษาสุขภาพ จึงตัดสินใจไม่ไป อีกอย่าง ไปสอน สายอาชีวศึกษา ให้ไปสอนวิชาสามัญ ผู้เขียนเคย สอนนักเรียนมัธยมศึกษา แผนอุตสาหกรรม เขาจะไม่สนใจ วิชาสามัญ ดังนั้น หากไปสอนคงทำใจไม่ได้ จะทำให้เสียสุขภาพจิต จึงตัดสินใจบอกงด ไม่ไป เผื่อเขาจะได้สรรหาคนไหม่ ก่อนเปิดภาคเรียน

            ภาพที่ประทับใจผู้เขียนเมื่อวันเกษียณ  น้อง ๆ จัดเป็นซุ้ม ๔ ซุ้ม ครบจำนวนผู้เกษียณ เพื่อให้ผู้เกษียณไปยืนรอรับของที่ระลึก และพูดจาปราศรัย จากผู้ที่เคารพนับถือที่มาร่วมแสดงมุทิตาจิตก่อนถึงพิธี เมื่อถึงเวลา ผู้มาร่วมงาน ประจำที่ ในงาน

          น้อง ๆ จัด ขบวนแห่ สำหรับนำผู้เกษียณ  เข้าภายในบริเวณงาน ผ่าน บรรดาผู้มาแสดงมุทิตาจิตที่นั่งประจำโต๊ะ  สองข้าง ประดับประดาด้วยโคมไฟ จัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสีม่วง ตั้งพื้นสองด้านเป็นระยะๆ  ตามช่องทางที่จะนำผู้เกษียณสู่ที่นั่ง สำหรับพิธีรดน้ำ ดำหัว ผูกข้อต่อแขน โดยมีพานบายศรี ๖ ชั้น ตั้งตระหง่านตรงกลาง ผู้เกษียณ นั่งฝั่งละ ๒ คน ขณะที่แห่ มีนางรำฟ้อน ออกหน้าขบวน อย่างสวยสดงดงาม เมื่อผู้เกษียณ นั่งประจำที่ นักเรียนบนเวที ร้องทำนองสรภัญญะ ประกาศเกียรติคุณผู้ เกษียณ ทุกคน โดยมีน้อง ๆ ครูในกลุ่มสาระภาษาไทย ประพันธ์

          สรภัญญะ เป็นทำนองร้อง หรือใช้สวดอย่างหนึ่ง วันนั้น ทำนองสรภัญญะเป็นสำเนียง อีสาน ฟังแปลกหู สามารถสะกดผู้ไปร่วมงานอย่างน่าประหลาด หลังจากนั้น แขกที่มาร่วมงานจะทยอย ขึ้นไปรดน้ำ ดำหัว และผูกแขน

          ขณะนั้นบนเวที และข้างล่าง มีการฟ้อนรำบายศรี ผู้แสดงแต่งชุดไทย ด้วยผ้าซิ่นตีนแดง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ ท้องถิ่น ผู้แสดงล้วนเป็นลูกศิษย์ ทั้งปัจจุบันและสำเร็จการศึกษาไปแล้วมาร่วมงาน วันนั้น ภาพบนเวที่ ผู้เกษียณ ยังจำได้ไม่รู้ลืม มองภาพที่ไรเหมือนหนึ่งนางสวรรค์ มาร่ายรำ บนวิมาน น้อง ๆ เพื่อนครู ที่ร่วมจัดงานวันนั้น ร่วมใจกัน แต่งชุดไทย สวยงาม ประทับใจผู้เกษียณยิ่งนัก แสดงออกถึงความพิถีพิถัน ในการจัดงานอย่างตั้งใจ  แม้แต่ตัวอักษร ที่เป็นข้อความ ที่เป็น ชื่อผู้เกษียณ ยังเลือกสีที่ตรงกับวันเกิดของ แต่ละคนที่เกษียณ  สุดยอดในด้านความคิดที่ประณีต งดงาม

            เมื่อจบการรดน้ำ  ดำหัว ผูกแขน มีการแสดง ละครนอกเรื่องสังข์ทอง  นำมาร่ายรำ จับตอนรจนาเลือกคู่กับเงาะป่า ประทับใจในศิลปวัฒนธรรมไทย ที่สวยงาม ที่น้อง ๆ จัดมาเป็นพิเศษ เมื่อเสร็จ ตัวละคร ทั้ง สอง นำ พวงมาลัย ที่เงาะเสียงทาย มามอบให้ผู้เกษียณ วันนั้น ตื้นตันใจมาก

 

 

            พิธีถัดมา เป็นการฉายวีดีทัศน์ เกี่ยวกับ ประวัติ และชีวิตของผู้เกษียณ สิ่งที่ทำให้ผู้เขียน ประทับใจอีกประการคือ ลูกศิษย์ คนหนึ่งที่ผู้เขียน เคยสอน และนำเขาไปประกวด แข่งขัน บทร้อยกรองชิงโล่พระราชทาน  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕๐ ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แต่งเพลง ประกอบ วีดีทัศน์ ของผู้เขียนให้ได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง  ชื่อเพลง “ทางไกล ใจยังมีครู” ลูกศิษย์คนนี้ชื่อ “ภาสกร  บาลไธสง”  จากเนื้อหาของเพลง ทำให้ผู้เขียนผูกพันกับศิษย์คนนี้ เหมือนลูกของตน เขาไปสอบที่ใด จะพาไป ทุกที่ แม้กระทั่งเขาบรรจุได้ ก็ไปส่งถึงโรงเรียน เพราะผู้เขียนเคยสอนที่กรุงเทพมหานคร เขาบรรจุได้ที่ กรุงเทพมหานคร จึงพาไปเลือกโรงเรียน  ผู้เขียนทำ เป็น CD เปิดฟังประจำ ฟังครั้งใด คิดถึง ลูกศิษย์คนนี้ทันที ปัจจุบันเขาเป็นครู เดินตามรอย ผู้เกษียณ อย่างภาคภูมิ

 

            เมื่อสิ้นสุดการแสดง น้อง ๆ ที่จัดไว้มาจูงผู้เกษียณ ขึ้นบนเวที เพื่อรับมอบของที่ระลึกจากโรงเรียน โดย ผู้อำนวยการคน ก่อน ๆ ที่เกษียณไป แล้ว ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน ประธานสถานศึกษา  และนายอำเภอ ผู้เขียนได้รับเกียรติจากนายอำเภอวิกรานต์  เป็นผู้มอบ ปกติตามธรรมเนียมของโรงเรียน  ตั้งเกณฑ์ไว้ สำหรับผู้เกษียณ โรงเรียนจะมอบทองคำรูปพรรณ  คนละ ๑ บาท ปีที่ผู้เขียนเกษียณ ทองขึ้นราคา ผู้อำนวยการให้เป็นราคาเงิน  คือ คน ละ ๑๕,๐๐๐(หนึ่งหมื่นห้าพันบาท) กรรมการ ทุกคนตกลง ต้องให้ ๑ บาท ตามประเพณี แต่ ผู้อำนวยการไม่ให้ ดังนั้น จึงได้ สมญานามว่า “เกษียณรุ่นไม่เต็มบาท”

            ผู้เขียนไม่ติดใจ เพราะสิ่งที่ดีงาม ที่น้อง ๆ จัดให้ เกินกว่าราคาทองคำในวันนั้น ซึ่งประมินค่าไม่ได้เลย  เกษียณปีนี้ ผู้เขียนมีโอกาสไป ร่วมมุทิตาจิต หลาย ๆ แห่ง แต่ปรากฏว่า รูปแบบในการจัดเพียง ร่วมรับประทานอาหาร มอบของที่ระลึก ธรรมดา ๆ ซึ่งไม่เหมือนเมื่อครั้ง น้องจัดให้ผู้เขียน อย่าง อลังการณ์ จึงหวนระลึกถึง  ขอบคุณ น้อง ๆ ทุกคน ที่ร่วมจัด ให้  ครบ ๑ ปี สำหรับ “กษิณานุสรณ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔”

 

            หลังจากนั้น ศิษย์ แต่ละรุ่นก็ทยอย จัดให้ ตลอดเดือน ตุลาคม ๒๕๕๔ โดยเฉพาะอย่าง ยิ่ง ลูกศิษย์ รุ่น ที่ ๒๐ แต่เป็น รุ่น ที่ ๒ สำหรับผู้เขียน ที่สอนพวกเขา จัดให้เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๔ จัดได้อย่าง ยิ่งใหญ่ ไม่แพ้โรงเรียนจัดให้ ผู้เขียน ขอบคุณ ลูกศิษย์ทุก รุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รุ่น ๒๐ ขอบคุณท่านผู้ใหญ่ที่เคารพ คุณครูที่เคยสอน  และญาติจากเกษตรวิสัย ที่มาร่วมแสดงมุทิตาจิต... สวัสดีครับ