ฉันหวังว่าสนามแหลมใหญ่ในครั้งนี้คือจุดเริ่มต้น และฉันหวังให้มีโอกาสในการเรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะในงานสนามให้มากยิ่งๆ ขึ้นไปในภายภาคหน้า...สาธุ

สำหรับอดีตนักศึกษาเภสัชศาสตร์อย่างฉันคำว่า “งานสนาม” ดูจะเป็นคำที่ไม่คุ้นเคยนักในตำราเรียนที่แทบจะต้องท่องจำทุกสิ่งอย่าง  หรือแม้แต่การทำงานในอาชีพข้าราชการในโรงพยาบาลชุมชนทางภาคอีสานเกือบสิบปี  “สนาม” ของฉันคือคนไข้ที่รอคอยรับยาอยู่ตรงหน้า  ถึงแม้ว่าในบางช่วงชีวิตตั้งแต่วัยเรียนจนกระทั่งวัยทำงานฉันมักจะหาโอกาสพาตัวเองออกไปหา “สนาม” ใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากเม็ดยาและตำราอยู่บ่อยครั้งแต่งานสนามที่แหลมใหญ่ในครั้งนี้ถือว่าเป็น “งานสนาม” อย่างจริงจังและเติบโตซึ่งถือว่าเป็นก้าวแรกของการเรียนรู้ “สนาม” แบบใหม่สำหรับฉันก็ว่าได้ 

จากการเรียนรู้ในห้องเรียนวิชา Ethnography  (ซึ่งฉันขอสารภาพตามตรงว่าก่อนเข้ามาเรียนปริญญาเอกฉันไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลยในชีวิต)  พวกเราได้อ่านหนังสือหลายเล่มทั้งไทยและเทศ  ได้ถกเถียงพูดคุยกันถึงวิธีการลงสนามของนักมานุษยวิทยา  วิธีการเข้าไปทำความรู้จักกับผู้คนและสิ่งรอบข้าง  การเข้าไปทำความรู้จักและพยายามเข้าใจหรือแม้กระทั่งตีความปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น  ถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียนในเชิงวิชาการ การพยายามเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังและถอดรหัสออกมาให้ได้ มองให้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์  ฉันรู้สึกสนุกและในใจคิดว่าจะยากอะไรนักหนาก็สิ่งที่นักมานุษยวิทยาเหล่านั้นทำอยู่มันคือวิถีที่ฉันดำเนินมาอยู่แล้วในการเข้า “สนาม” ในแบบของฉัน แต่ฉันลำพองใจไปหน่อย!  เมื่ออาจารย์ให้เตรียมตัวลงสนามที่แหลมใหญ่  ฉันเตรียมตัวลง “สนาม” แหลมใหญ่ในแบบของฉัน  ฉันคิดว่าฉันมีความเป็นนักมานุษยวิทยามากพออยู่แล้วในตัวเอง แต่เอาเข้าจริงแล้วเปล่าเลย

จากสนามแหลมใหญ่ฉันได้เรียนรู้ว่า  การวางตัวของเราในสนามเพื่อที่จะมีท่าทีหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้คน  หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็นสิ่งสำคัญ  การที่เราจำเป็นต้องเข้าใจว่าอะไรอยู่เบื้องหลังความคิดของเราซึ่งมันมีผลต่อการที่เราตีความปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เราเห็น  จากเลนส์เดิมในหัวของเราที่มันทำงานอยู่ตลอดเวลาโดยเราไม่รู้ตัว  นอกจากการที่เราจะเข้าใจอย่างเดียวคงไม่ได้ เราคงต้องไวกับมันด้วย ไวกับความคิดของเราเองว่าที่เราคิดอย่างนี้ตอนนี้เพราะเลนส์ตัวนี้ของเรามันทำงานอยู่นะ (คล้ายกับการฝึกสติอย่างไงอย่างนั้น) ซึ่งหากเจ้าเลนส์ของเรามันทำงานโดยมีวิธีคิดบางอย่างอยู่เบื้องหลัง  สิ่งเหล่านี้มันจะส่งผลสะท้อนมายังท่าทีของเราที่เกิดขึ้นในสนาม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสังเกตผู้คนว่าจะสังเกตใคร อะไร การตั้งคำถาม  การเตรียมตัวเอง การอยู่การกิน 

อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้สำคัญอีกอย่างก็คือการ “กุมสถานการณ์” ในสนามให้ได้  นั่นคือเราควรจะไวต่อสนามที่เราได้ลงไปอย่างน้อยก็คือภาพกว้าง หรือเรื่องราวประเด็นที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ  ความอ่อนไหวต่อเรื่องราวหรือสถานการณ์ในบางพื้นที่  ซึ่งหากเรามีเวลาในสนาม หรือ ในพื้นที่จริงๆ ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน  บางสิ่งเราสามารถที่จะเตรียมตัวได้ล่วงหน้าก่อนมาลงสนามจริง อย่างน้อยเราเดินลงสนามก็จะไม่หลงทาง  เช่นการเตรียมข้อมูลทางกายภาพเท่าที่จะหาได้ล่วงหน้า  ประวัติศาสตร์ที่สำคัญบางอย่างบางตอน  เรื่องราวทางวัฒนธรรม  ข้อมูลบุคคลสำคัญ หรือประเด็นที่เป็นเรื่องอ่อนไหวของพื้นที่  อย่างน้อยสิ่งเหล่านี้น่าจะช่วยเราได้เมื่อเราลงสนามจะทำให้เราสามารถกุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้ไวขึ้น  แต่ก็ควรมีข้อพึงระวังด้วยคือต้องเข้าใจว่าข้อมูลที่เตรียมมาก็เป็นส่วนหนึ่งส่วนของจริงที่เราจะต้องได้เจอก็เป็นอีกแบบหนึ่ง

การเรียนรู้อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากก็คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง นักลงสนามสมัครเล่น (แบบที่ฉันลำพองใจ) กับนักวิจัย หรือนักมานุษยวิทยา อยู่ที่ความไวต่อปรากฏการณ์ที่เราได้เห็น  ซึ่งหากมองด้วยสายตาของนักท่องเที่ยวหรือนักลงสนามแบบสมัครเล่นที่ลำพองตนแบบฉันที่คิดว่าตนเก่งแล้วแต่ในความจริงกลับมองอะไรไม่เห็น  จับอะไรไม่ได้เลย ความแตกต่างที่ฉันได้เรียนรู้นี้ก็คือ ความไวต่อปรากฏการณ์เหล่านี้  ที่ฉันมีน้อยมากเรื่องราวหลายเรื่องที่ฉันปล่อยมันผ่านเลยไป 

ประเด็นสุดท้ายคือเราจะถ่ายทอดงานสนามออกมาอย่างไรให้ผู้คนได้รับรู้กัน  ฉันได้เรียนรู้ว่าฉันเขียนงานแหลมใหญ่ไม่เสร็จ เพราะฉันไปให้ความสำคัญกับเรื่องบางเรื่องที่ไม่ควรเสียเวลาด้วย เช่นฉันใช้เวลามากเกินไปกับการถอดเทปอย่างละเอียดยิบในบางช่วงบางตอน จากนั้นฉันนำข้อมูลที่ถอดเทปมาได้นั้นหาประเด็น และนำมาเขียนใหม่เพื่อเรียบเรียงอีกครั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ใช้เวลาและพลังไปมาก  จากภาพของงานที่ฉันวาดไว้ว่าหากฉันทำได้ตามขั้นตอนที่วางไว้  งานก็จะออกมาเลิศเลอสมความตั้งใจ  แต่สุดท้ายฉันเขียนงานไม่เสร็จ… แต่อย่างน้อยฉันได้เรียนรู้จากงานที่ไม่เสร็จของฉันว่าต่อไปฉันควรจะจัดการอย่างไรกับงานสนาม  ฉันควรเลือกว่าควรให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร และควรปล่อยวางเรื่องอะไรลงไปเสียบ้าง

ประสบการณ์จากงานสนามที่แหลมใหญ่ที่ฉันได้รับในครั้งนี้  ฉันคงนึกไม่ออกหรือลืมไปแล้วหากอาจารย์ไม่ให้กลับมาเขียนเพื่อส่งงานอีกครั้ง  ฉันได้เรียนรู้ว่าสิ่งไหนคือเรื่องดีที่ฉันพอจะมีอยู่แล้วบ้างแม้จะน้อยนิด และสิ่งไหนที่ฉันต้องหามาเพิ่มเติมอีกมากมายมหาศาล  ฉันหวังว่าสนามแหลมใหญ่ในครั้งนี้คือจุดเริ่มต้น  และฉันหวังให้มีโอกาสในการเรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะในงานสนามให้มากยิ่งๆ ขึ้นไปในภายภาคหน้า...สาธุ