วันนี้เจอเพื่อนที่เพิ่งกลับจากการเจรจาด้านการศึกษาที่เวียดนามมา เพื่อนเล่าว่าระบบการศึกษาของเวียดนามพัฒนาไปมาก เค้าลงทุนด้านการศึกษาอย่างดี อาจารย์ผู้สอนในสถาบันการศึกษาในระดับเทียบเท่าอาชีวศึกษาบ้านเราจบปริญญาโทปริญญาเอกจากต่างประเทศทั้งนั้น ซึ่งการพัฒนาประเทศโดยการลงทุนด้านการศึกษาอย่างสูงเช่นนี้ ประสบความสำเร็จมาแล้วในการสร้างชาติสมัยใหม่ของเกาหลีใต้ และเชื่อว่าเวียดนามจะพัฒนาแซงหน้าประเทศไทยได้อย่างแน่นอนในวันหนึ่งในอีกไม่ช้านาน เหมือนอีกหลายประเทศที่เคยด้อยพัฒนากว่าประเทศไทย แต่สุดท้ายก็ล้ำหน้าประเทศของเราไปหมด ปัญหาอยู่ที่อะไร ผมว่าหลายๆท่านที่ศึกษาการเมืองมาเป็นอย่างดี คงจะทราบว่าระบบพหุอำนาจทางการเมืองนั้น มันก็เหมือนการขังเสือหลายๆตัวเอาไว้ในถ้ำเดียวกันนะครับ รังแต่จะนำความพินาจมาให้ เหตุนี้เองการพัฒนาประเทศของเราจึงเดินหน้าสองก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวมาโดยตลอด ซึ่งการจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้นั้น ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจกับปัญหาเสียก่อน แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ??? คนไทยส่วนใหญ่นั้นไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าระบบพหุอำนาจของเราเป็นเช่นไรและขัดขวางการพัฒนาประเทศได้อย่างไร ความดำมืดนี้เองกลายเป็นหลุมดำที่ฉุดกระชากประเทศไทยสู่หุบเหวแห่งความตกต่ำ
แล้วเราจะทำเช่นไรกับหลุมดำนั้น เอาไฟส่องให้ทุกคนได้เห็นอย่างนั้นหรือ ถึงแม้ว่าแสงสว่างจะขจัดความไม่รู้ทั้งมวลได้ แต่อาจไม่สามารถใช้ได้กับคนไทย เพราะความไม่รู้ไม่ใช่ปัญหาเดียวของคนไทย แต่ปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่งก็คือ “ความเชื่อ” คนไทยไม่นิยมเสพความรู้ ไม่ชอบคิดมาก ไตร่ตรองแล้วปวดหัว จึงมีวัฒนธรรมแบบ “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” เกิดขึ้นในบ้านเรา เราเลือกที่จะ “เชื่อ” สิ่งที่เราอยากจะเชื่อ ไม่ใช่เลือก “เพราะ” สิ่งนี้เองก่อปัญหามากมายกับสังคมไทย
ช่วงนี้ข่าวดังด้านการเสริมความงามกับหมอเถื่อนหมอกระเป๋ากำลังโด่งดัง หลังพริตตี้นางหนึ่งเสียชีวิตเพราะหมอเถื่อน เมื่อวานนี้รายการเปิดโปงก็นำเรื่องราวพวกนี้มานำเสมอ ดูแล้วก็รันทดใจ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่ผู้มารับบริการไม่รู้ว่ากำลังเล่นกับหมอเถื่อน แต่ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ”ถูก” ทั้งๆที่เราก็ต่างรู้กันอยู่ว่า ผู้ทำเช่นนั้นได้ต้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่เราก็ไม่ได้ใช่ความรู้นั้นมาใช้ในการตัดสินเลือก แต่ใช่ความเชื่อของเราเองมาตัดสิน
สำหรับเรื่องความงามนั้น การฉีดซิลิโคลนถือเป็นปัญหาใหญ่ เพราะเมื่อฉีดเข้าไปแล้วก่อปัญหามากมาย และลงเอยด้วย “เน่า” “ตัดทิ้ง” “ผ่าออก” “ผีเน่า” ทั้งสิ้น คนไทยต่างก็ทราบดี แต่ก็ยังจะฉีด สมัยผมสอนหนังสือได้ยินเด็กผู้ชายคุยกันว่าจะฉีดซิลิโคลนขยายขนาดอวัยวะเพศ เราก็เป็นห่วงพยายามบอกเค้าว่าสุดท้ายแล้วจะก่อปัญหาและอาจลงเอยด้วยการตัดมันทิ้งในที่สุด ผมถามเด็กๆว่าเคยเห็นที่เขาลงข่าวหนังสือพิมพ์หรือออกทีวีเตือนเรื่องนี้บ้างไหม แต่คำตอบที่ได้จากเด็กๆก็คือ “อาจารย์ไม่รู้อะไรที่เป็นความจริง” และพวกเค้าไม่เชื่อผมสักนิด ทั้งๆที่เป็นครูสอนพวกเค้า และเด็กๆต่างก็รู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่... ความรู้ไม่ช่วยอะไร
เครื่องสำอางก็เป็นอีกตัวอย่างของปัญหานี้ ปัจจุบันมีเครื่องสำอางผลิตออกมายี่ห้อใหม่ๆแทบจะทุกวัน และสาวๆก็ชอบซื้อมากมาย ที่สำนักงานผมก็ชอบกันจริงๆ และผมก็ไม่เคยเห็นว่ามันจะมี อย. เลยแม้แต่ชนิดเดียว แต่ก็ขายดิบขายดีเป็นที่นิยม ด้วยเหตุผลว่าใช้ได้ผลดีกว่าเครื่องสำอางแพงๆที่ขายกันในห้างเสียอีก คำถามหนึ่งก็คือเครื่องสำอางยี่ห้อดังๆแพงๆ เขามีทั้งแล๊บวิจัยของเค้าเอง มีทุนมหาศาลทำไมเขาถึงทำสินคุณภาพดีสู้ของถูกๆพวกนั้นไม่ได้ คำตอบมีทางเดียวครับ คือ สินค้าไม่ผ่าน อย.พวกนั้นใช้สารต้องห้ามที่เป็นอันตราย ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง และจากที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบ ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คำถามคือสาวๆเหล่านั้นรู้หรือไม่ คำตอบที่น่าแปลกใจก็คือ “รู้”
คนไทยต่าง “รู้” แต่ความรู้นั้นไม่ได้ทำให้เราตระหนักได้ สิ่งที่ขัดขวางกระบวนการคิดนี้คือ “ความเชื่อ” เรามักมีธงอยู่ในใจแล้วทั้งสิ้น เราเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่เราอยากจะเชื่อเท่านั้น ส่วนความรู้อื่นๆที่ได้เสพมา แต่ไม่โดนใจของเรา ก็มักจะปล่อยมันผ่านหูผ่านตาไปเฉยๆไม่ได้เก็บมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลยแม้แต่นิดเดียว เหตุนี้เองไม่ว่าเราจะเอาสปอร์ตไรท์ใหญ่เท่าโลกส่องไปยังหลุมดำต้นตอปัญหาต่างๆของบ้านเมืองของเรา จนสามารถมองเห็นได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในความมืดดำเหล่านั้น ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะ “ความรู้” จะสร้างปฏิกิริยาต่อสมองของคนที่มีปัญญาเท่านั้น ไม่ทำปฏิกิริยากับขี้เลื่อย
ขอบคุณบทความดีดีที่กระตุ้นให้เกิดความคิดนี้นะคะ
ฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นมาเสมอว่าไม่มีใครทำอะไรเราได้นอกจากตัวเราเอง ผู้นำประเทศจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ สภาพสังคมจะเป็นอย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมที่อาจเลวร้ายมากแค่ไหน หากคนคนนั้นใฝ่ดี ฉันเชื่อมั่นว่าเขาจะฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายไปได้ การคิดได้ด้วยตนเอง การยืนหยัดด้วยตนเอง การศึกษาขวนขวายมาซึ่งปัญญาจะทำให้เขารอดพ้นจากวงเวียนความเชื่อและหลงผิดนั้นได้ค่ะ เห็นด้วยที่ว่าความรู้อย่างเดียวไม่ได้ทำให้คนมองเห็นสิ่งต่างๆได้ทะลุปรุโปร่ง ซึ่งต้องอาศัยปัญญาจากการพิจารณาไตร่ตรอง คนเรายังขาดตรงจุดนี้กันมากมายนัก เลยกลายเป็นสังคมอย่างที่เห็น คนก็ยิ่งตกเป็นเหยื่อของคนที่มองได้ไกลกว่ามากขึ้น เป็นสังคมบริโภคที่อาบไปด้วยกิเลสตัณหา
เห็นด้วยมากครับอาจารย์ และประทับใจประโยคทิ้งท้ายมากครับ..
พูดถึง หลุมดำ เคยอ่านเจอในหนังสือ ดร.อนุทิช เค้าบอกว่า หากเปรียบหลุมดำที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ในทางพุทธศาสนา มันน่าจะหมายถึง นรกภูมิ ดินแดนที่เป็นหุบเหวแห่งความทุกข์ เป็นภูมิที่มีไว้กักกันของจิตที่ทำบาปกรรม
หากเราเชื่อแบบนี้ จะมีคนว่า เป็นประเภท ความรู้ที่ไม่ทำปฏิกิริยากับขี้เลื่อยหรือเปล่านี่ อิอิ คุณนกขมิ้นจบตอนท้ายได้ใจมากๆ
ความรู้ไม่ทำปฏิกิริยากับขี้เลื่อย โดนอย่างแรงจ้า