ในวารสาร The Journal of the American Medical Association (JAMA) เล่มที่ 308 ฉบับที่ 13 วันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ.2012 มีบทความหนึ่งชื่อ "A New Model for Medical Education: Celebrating Restraint เขียนโดย Allan S. Detsky และ Amol A. Verma" ได้กล่าวถึงสภาวะการเพิ่มขึ้นของงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศในทวีปอเมริกาเหนืออย่างมากมาย โดยนักกำหนดนโยบายตั้งข้อสังเกตว่า แพทย์เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งมีการคาดการณ์ว่า แพทย์มีส่วนต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพถึงร้อยละ 80 ในขณะที่นโยบายต่างๆ ของการควบคุมค่าใช้จ่ายเป็นวิธีการทางอ้อมและเชิงลบเช่น การจำกัดสิทธิการเบิกจ่าย การควบคุมประเภทของการสั่งยา (ความเห็นของผู้บันทึก)
ถ้าแพทย์เป็นปัจจัยสำคัญจริง ทำไมไม่ส่งเสริมให้แพทย์ได้ตระหนักถึงปัญหาและเรียนรู้การประกอบวิชาชีพเวชกรรมตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ เดิมทีวัฒนธรรมการเรียนแพทย์มีลักษณะเป็นลำดับชั้น ไล่ตั้งแต่นักศึกษาแพทย์ซึ่งเป็นลำดับชั้นล่างสุด ขึ้นมาเป็นแพทย์ประจำบ้าน (แพทย์ที่จบแล้วมาฝึกอบรมเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง) แพทย์สาขาต่อยอด (แพทย์ประจำบ้านที่จบแล้วมาฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางย่อย) และอาจารย์แพทย์ แพทย์ที่มีอาวุโสกว่าสามารถแสดงตนเป็น "แบบอย่างที่ดี (Role model)" ของการประกอบเวชปฏิบัติ โดยบรรยากาศในโรงเรียนแพทย์ที่มักพบคือ นักศึกษาแพทย์/แพทย์ประจำบ้านมักได้รับคำชมเชยถ้าสามารถบอกคำวินิจฉัยแยกโรค (Differential diagnosis) ได้มากๆ หรือสามารถให้คำวินิจฉัยโรคที่พบยาก (Rare disease) ซึ่งอาจบ่งบอกถึงภูมิความรู้ มิใช่คนที่สามารถบอกโรคที่น่าจะเป็นมากที่สุดเพียง 3-4 โรค (ซึ่งน่าจะบ่งบอกถึงคนที่มีภูมิความรู้ด้านอาการวิทยาและความรู้ได้แม่นยำมากกว่า) ฉะนั้นวัฒนธรรมปัจจุบันจึงเป็นการส่งเสริมให้แพทย์ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและการถ่ายภาพรังสีเป็นจำนวนมาก ประกอบกับ การประกอบวิชาชีพในลักษณะป้องกัน (Defensive medicine) เพราะกลัวพลาดอาจถูกฟ้องร้องจึงต้องส่งตรวจเกินความจำเป็น (Overinvestigation)
ถ้าโรงเรียนแพทย์สามารถส่งเสริมและจัดการเรียนการสอน เช่น
1. จัดให้มีกระบวนการ Reflection ว่า คิดถึงโรคอะไรที่น่าจะเป็นมากที่สุดโดยใช้ความรู้พื้นฐานและอาการวิทยาให้มากที่สุด ถ้าจะส่งตรวจเพิ่มเติมให้ถามต่อว่าทำไม คาดว่าจะพบอะไร ถ้าพบแล้วจะดูแลรักษาอย่างไร ถ้าไม่พบจะดูแลรักษาอย่างไร เพื่อกำหนดแผนให้ชัด ให้เห็นความแตกต่างและความจำเป็นจริงๆ ของการส่งตรวจ
2. กระตุ้นให้เห็นผล/ขั้นตอนที่ตามมาหลังจากการส่งตรวจ ตัวอย่างเช่น การส่งถ่ายภาพรังสี เมื่อแพทย์สั่งถ่ายภาพ สิ่งที่ตามมาคือการใช้ทั้งทรัพยากรและค่าใช้จ่ายตั้งแต่ การแจ้งเหตุผลของการส่งตรวจแก่ผู้ป่วย การให้เจ้าหน้าที่นำผู้ป่วยไปที่แผนกรังสี การรับรังสี การรอผล กระบวนการอ่านผลโดยรังสีแพทย์ การแจ้งผลแก่ผู้ป่วย จะเห็นว่าคำสั่งการรักษาหนึ่งๆ ตามมาด้วยกระบวนการและค่าใช้จ่าย ซึ่งสมควรทำถ้ามีข้อบ่งชี้และความจำเป็น แต่ถ้าเป็นเพียง Overinvestigation จะคุ้มค่าหรือไม่
นักศึกษาแพทย์/แพทย์ประจำบ้านที่ตระหนักและปฏบัติดังกล่าวโดยคำนึงถึงความคุ้มค่าร่วมกับความปลอดภัยของผู้ป่วยสมควรได้รับการชมเชย จะเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ถึงพฤติกรรมที่พึงปฏิบัติได้
ค่าใช้จ่ายที่สูงมากจาก.....การวินิฉัยที่มากเกินไปเกินควร (Too excessive) ... ผู้ป่วย & ญาติ ... แพทย์ตอบ ทบทวน "ตน" และระบบบ ของการ Care & Quality นะคะ
ขอบคุณนะคะ
น่าสนใจมากเลยครับ น่าคิดว่าจะนำแนวคิดนี้เข้ามาในโรงเรียนแพทย์ไทยยังไง