เรื่องสั้น : วิทยาศาสตร์

  ต่อจาก : แสง...จิต...เวลา...อายุขัย...

      ผ่านไปเกือบปีที่ ดร.อนุได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ รวมทั้งกำลังสติปัญญาอันอัจฉริยะของเขา ในการเฝ้าสังเกตปรากฏการณ์บางอย่างที่เขาเชื่อว่าน่าจะเป็นหนทางในการนำไปสู่การไขความลับอายุขัยในมวลมนุษยชาติ ที่สร้างความประหวาดหวั่นพรั่นพรึงให้กับผู้นำสูงสุดแห่งราชอาณาจักรอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกว่าสองปีที่ผ่านมา ดร.อนุได้พิสูจน์ให้เห็นจนเป็นที่ประจักษ์ถึงความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีต่อหน้าที่ของเขาเสมอมาไม่มีแปรเปลี่ยน...แต่ปัจจุบันขณะเขามิอาจโกหกตัวเองได้ว่า ‘ความคิดทางวิทยาศาสตร์เชิงวัตถุนิยมอันมั่นคงของเขาเริ่มรู้สึกสั่นคลอนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับปัญหาที่ท้าทายเกี่ยวกับอายุขัยของเผ่าพันธุ์มนุษย์!’

       “ดร.อนุมีอะไรคืบหน้าหรือเปล่า” ท่านจามาคะถามขึ้นในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของภารกิจที่สำคัญที่สุดแห่งอาณาจักร!

      “มีครับ แต่ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควรครับท่าน” ดร.อนุตอบด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงแสงสว่างเพียงเล็กน้อยที่ปลายอุโมงค์

       “อะไรกันท่านอนุ ก็ไหนท่านบอกว่าขอเวลาหนึ่งเดือนไง นี่มันจะเป็นปีแล้วยังจะมาบอกว่าไม่มีอะไรชัดเจนอีก” นายพลวชิแทรกขึ้น อันเป็นเอกลักษณ์ของท่านทุกครั้ง เมื่อมีโอกาส...โดยเฉพาะกับดร.อนุ!

       “คืออย่างนี้ครับท่าน เราสามารถตรวจจับความเร็วของคลื่นชนิดหนึ่งได้ซึ่งมีความเร็วคงที่ที่มากกว่าความเร็วแสงถึง ๔,๐๐๐ เท่าครับ!” ดร.อนุรายงานให้ที่ประชุมทราบ

       “๔,๐๐๐ เท่า!” ทุกคนที่อยู่ในห้องรับรองที่ใช้ในการประชุมอุทานขึ้นมาพร้อมกันอย่างตื่นเต้น

       “ครับ!” ดร.อนุยืนยัน “และที่สำคัญอีกประการ” หยุดเว้นระยะ “พลังงานของมันน่าจะมากกว่า Singularity!” ข้อมูลดังกล่าวเสมือนเป็นการปลุกเร้าและตอกย้ำความหวาดกลัวให้เข้มข้นขึ้นไปอีกเป็นคำรบ ทำให้ในที่ประชุมฮือฮากันใหญ่ ถึงแม้ว่าผู้บริหารระดับสูงบางท่านจะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์โดยตรงแต่ก็ถือได้ว่ามีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในระดับดีมากเป็นพื้นฐานของกลุ่มคนระดับสูงซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติของที่นี่

       “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอายุขัยโดยเฉลี่ยที่เริ่มลดลงเรื่อย ๆ...และอย่างรวดเร็วของเผ่าพันธุ์เราเหรอดร.อนุ” ท่านจามาคะถามขึ้นทำให้เสียงฮือฮาดังกล่าวสงบลงชั่วคราว

      “นี่แหละครับท่าน ที่ผมบอกว่ายังไม่ชัดเจน แต่ผมคิดว่าข้อมูลใหม่ที่ได้มานี้อาจจะมีความสัมพันธ์กันกับอายุขัยที่ลดลงก็ได้ครับ” เป็นครั้งแรกที่ดร.อนุยอมรับตามตรงว่าไม่มั่นใจ!

       “อาจจะ! อาจจะงั้นเหรอท่านอนุ ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดไม่ใช่เหรอ? คำว่าอาจจะหรือน่าจะเป็นผมว่ามันสมควรที่จะใช้กับนักวิทยาศาสตร์ระดับสมัครเล่นมั๊ง” นายพลวชิสวนขึ้น ถึงแม้ว่านายพลวชิจะเป็นเพื่อนกับดร.อนุรวมถึงดร.สุตะ แต่ด้วยความมีจิตริษยาที่เห็นเพื่อนทั้งสองได้รับความไว้วางใจจากท่านจามาคะมากกว่าตนเป็นพิเศษ จึงพยายามพูดจาหาเรื่องอยู่ตลอดเวลาเมื่อมีโอกาส และในขณะนี้ที่ท่านเห็นว่าดร.อนุเริ่มการ์ดตก จึงเป็นโอกาสดีที่ท่านจะ...

       “ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ มันสำคัญกับเผ่าพันธุ์ของเรารวมถึงลูกหลานของเราในอนาคตภายหน้า ผมคิดว่าเราน่าจะให้เวลากับท่านอนุอีกหน่อยนะครับ” ท่านนายพลสุตะออกความเห็นและยังคงยืนยันในจุดเดิมเหมือนแรกเริ่มที่ผ่านมา

       “๑ ปี... ๕ ปี... ๑๐ ปี...” นายพลวชิแค่นหัวเราะ “มันจะไม่สูญพันธุ์กันไปหมดก่อนเหรอท่านสุตะ ผมบอกแล้วไงว่าให้ใช้วิธีของผม เสียดายท่านจามาคะไม่น่า...” นายพลวชิกลืนคำสุดท้ายลงคอได้ทันก่อนที่มันจะเล็ดลอดออกมา

      “ท่านนายพลวชิ! ท่านคิดว่าคนชั้นล่างไม่ใช่เผ่าพันธุ์ของพวกเราหรือไง พวกเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา ท่านคิดว่าชนชั้นสูงอย่างพวกเราจะทำยังไงกับพวกเขาเหล่านั้นก็ได้ยังงั้นเหรอ!” เสียงอันเฉียบขาดและมีอำนาจของท่านจามาคะทำให้หลาย ๆ ท่านที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตกใจและตื่นกลัวในน้ำเสียงนั้น!

       “ขะ...ขอ...ขอโทษครับท่าน ผมไม่ได้ตั้งใจและไมได้คิดอย่างนั้นครับ ผมแค่เป็นห่วงเผ่าพันธุ์ของพวกเราเท่านั้นเอง” นายพลวชิละล่ำละลักออกไป

       “เรารู้และเข้าใจว่าทุกท่านในที่นี้เป็นห่วงเผ่าพันธุ์ของเราทั้งนั้น!” หยุดเว้นระยะ “มีใครที่คิดว่ามีวิธีที่ดีกว่าการทดลองของดร.อนุหรือเปล่า” ในที่ประชุมเงียบเหมือนไม่มีคน

       “เอาเป็นว่า...ให้เวลาดร.อนุจนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจน” เว้นระยะ “หรือว่าจนกว่าจะมีข้อเสนอแนะใหม่ที่ดีกว่านี้ เลิกประชุม!” ท่านจามคะกล่าวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดจนจับสังเกตได้

**********************************************************

หลังจากการประชุม ดร.อนุ นักวิทยาศาสตร์นามอุโฆษแห่งราชอาณาจักรได้ตัดสินใจนำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษากับพ่อซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ...ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาเสมือนทั้งคู่ยืนอยู่คนละขั้วทางความคิด...

       “พ่อครับ เครื่องตรวจจับสามารถตรวจวัดคลื่นชนิดหนึ่งที่ละเอียดมากมันมีความเร็วคงที่ที่ ๔,๐๐๐ เท่าของความเร็วแสง แต่แปลก...” ดร.อนุหยุดพูดนิดนึง

      “แปลก! ความเร็วที่คงที่นั้นมันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งเมื่อใดที่ความเร็วของคลื่นละเอียดดังกล่าวนี้ลดลงมันจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทำให้เวลานาฬิกาชนิดพิเศษที่เราสร้างขึ้นเพื่อวัดเปรียบสัมพัทธ์เดินเร็วขึ้น! ด้วย มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและไม่เคยคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับแวดวงทางวิทยาศาสตร์ แม้กระทั่งผมเองก็ไม่อยากที่จะเชื่อว่าจะพบกับตัวเอง!” เขากลืนน้ำลายลงคอย่างช้า ๆ ด้วยความยากลำบาก ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดอย่างเขาไม่สามารถที่จะเข้าใจและอธิบายมันได้ชัดเจนเลย

        “ผม... เอ่อ... ไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายกับพ่อยังไง ทุกอย่างมันเหมือนกับจะกระจ่างด้วยตัวของมันเองแต่แล้วมันก็เหมือนมีอะไรมาปิดบังอำพรางเอาไว้ทำให้มันกลับมืดมิดด้วยตัวของมันเองจนมองไม่เห็นอะไรเลยอีกเช่นกัน เหตุการณ์เหล่านั้นมันเล่นตลกกับผลการทดลองของเรา! มันเหมือนเป็นมายากลอย่างหนึ่งซึ่งรังสรรค์ขึ้นโดยนักมายากลระดับชั้นยอดที่สุด โดยที่เราในฐานะคนดูไม่สามารถที่จะรู้และไม่มีทางที่จะจับผิดมันได้เลย! มิหนำซ้ำมันยังมีอำนาจครอบงำความคิดให้เราเชื่อในทุกอย่างที่เห็น ซึ่งสิ่งที่เห็นบางครั้งมันขัดแย้งอย่างรุนแรงกับสามัญสำนึกและสิ่งที่เราสัมผัสได้ในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผม... ผมเองก็ไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนเป็นมายากลกันแน่ ทุกอย่างเป็นวงล้อที่หมุนมาบรรจบครบรอบที่ศูนย์อยู่ตลอด” เขาเอามือลูบหน้า

        “คือ... มันเหมือนกับว่าเราออกเดินทางไปยังจุดเป้าหมายแต่พอเดินไปได้ซักพักก็เหมือนย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นเหมือนเดินทุกครั้ง เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนกับมองเห็นแต่ในความเป็นจริงไม่เห็น เหมือนกับได้ไปแต่แท้ที่จริงแล้วไม่ได้ไป ทุกอย่างดูสับสนและขัดแย้งในตัวของมันเองอย่างรุนแรง จนผมเองสับสนไปหมด” ดร.อนุพูดออกมายืดยาวและรู้สึกว่าตัวเองโล่งใจที่ได้รพบายออก เหมือนเป็นการได้ปลดปล่อยสัมภาระอันหนักอึ้งที่ต้องแบกเอาไว้บนบ่าทั้งสองมาตั้งนานทิ้งไป ซึ่งคุณปู่สารุเองก็ดูจะเข้าใจในตัวลูกชายเป็นอย่างดี ท่านพยักหน้าตามช้าในระหว่างที่ฟัง

        “อนุ... ตอนนี้พ่อรู้ว่าลูกกำลังสับสนเป็นอย่างที่สุด แต่ความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้นมันมาจากกำแพงในใจของลูกเอง” ท่านพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

       “กำแพงในใจ!”

       “ใช่ มันเป็นกำแพงของความขัดแย้งระหว่างความเป็นนักวิทยาศาสตร์ยิ่งใหญ่ที่ถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ด้วยหน้าที่ที่ต้องทำทุกอย่างให้ชัดเจนและพิสูจน์ได้โดยผ่านกระบวนการทางด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น กับ จิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ที่หลอมรวมเข้าด้วยกันกับกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่”

       “ความขัดแย้งระหว่างวิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณยังงั้นเหรอครับ!”

       “มันก็เหมือนกับผ้าขาวที่ถูกฝุ่นจับนานวันเข้าก็จะกลายเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำในที่สุด ฝุ่นที่เกาะติดบนผ้าขาวหากว่าเรารีบนำมาทำความสะอาดโดยเร็วมันก็จะกลับเข้าสู่สภาพเดิม แต่ว่าถ้าหากยิ่งปล่อยให้ฝุ่นมันเกาะสั่งสมหมักหมมเนิ่นนาน การทำความสะอาดก็อาจจะต้องใช้เวลาและความพยายามมากขึ้นหรือแม้แต่เมื่อทำความสะอาดแล้วก็อาจจะไม่ใช่ในสภาพเดิม”

       “พ่อกำลังจะบอกผมว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์คือฝุ่นที่สกปรกทำให้หูตาผมฝ้าฟางมองไม่เห็นแสงสว่างแห่งความจริงยังงั้นเหรอครับ”

      “ใช่...แต่ไม่ใช่”

      “ยังไงครับ”

      “ฝุ่นละอองที่มีฟุ้งกระจายอยู่ทั่วไปหมดทุกที่เราไม่สามารถห้ามไม่ให้มีได้ฉันใด การเรียนรู้ที่มีคู่มากับเผ่าพันธุ์ของมวลมนุษยชาติก็ไม่อาจห้ามไม่ให้มีขึ้นได้ฉันนั้น แต่มนุษย์ส่วนใหญ่นั้นกระบวนการเรียนรู้ที่สั่งสมยึดติดถือมั่นกันมาเกิดขึ้นจากภายนอกที่สามารถสัมผัสได้หรือพิสูจน์ได้ทางกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมายาคติเหล่านี้มันถูกเกาะติดฝังแน่นอยู่ในความคิดที่ถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นจนฝังรากลึกเป็นมายาคติที่ว่าสิ่งไหนรู้เห็นสัมผัสได้และพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์สิ่งเหล่านั้นคือความจริงแท้แน่นอนที่สุดนอกเหนือจากนั้นคือไม่ใช่!” ท่านหยุดนิดนึง

        “สิ่งที่พ่อกำลังจะบอกลูกก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกสับสนและสงสัยในสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่มายากลหรือภาพมายาแต่อย่างใด แต่มันเป็นความจริงที่ถูกซ้อนทับด้วยความจริง ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ... หลายชั้นจนทำให้พร่าไปหมด”

      “ความจริงซ้อนทับความจริง!” ดร.อนุรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

      “ใช่! ความจริงทีซ้อนทับความจริงมันเป็นยิ่งกว่ามายากลที่ไม่มีใครสามารถจับผิดได้เลยแม้แต่น้อย…ทุกอย่างอยู่เหนือสามัญสำนึกหรือผัสสะใด ๆ ก็ตามที่มนุษย์พึงสัมผัสได้หรือพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ คนส่วนใหญ่ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นมายาหรือมันไม่จริง เหมือนกับลูกที่แม้กระทั่งสามารถตรวจจับคลื่นความเร็วที่มีมากกว่าความเร็วแสงถึง ๔,๐๐๐ เท่าด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าที่สุด แต่ด้วยมายาคติที่มีมาและสั่งสมมาอย่างยาวนานหลายพันปีที่มอบความจงรักภักดีไปให้กับความเร็วแสงที่เป็นสิ่งที่เร็วที่สุดบนพื้นพิภพโลกและจักรวาลนี้จะมีความแปรเปลี่ยนเป็นอื่นไปไม่ได้ กับดักและหลุมพรางดังกล่าวได้ฉุดรั้งให้เราไม่สามารถที่จะก้าวออกมาและมุ่งหน้าสู่ความจริงแท้สูงสุดที่อยู่เหนือความจริง (ย่อย ๆๆๆๆๆ...) ได้ คนส่วนใหญ่จึงติดอยู่ในหล่มของความคิดที่จริงเพียงบางส่วนหรือเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวเท่านั้นและยังอุปโลกน์ขึ้นมาเป็นความจริงแท้อันสูงสุดของทั้งหมด”

        ดร.อนุกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากยิ่งกว่าทะเลทราย “พ่อกำลังจะบอกผมว่าผมติดกับดักทางความคิดโดยยึดติดในสิ่งที่เป็นความจริงทั้ง ๆ แท้จริงแล้วเป็นมายากล ในขณะที่คิดว่าสิ่งที่เป็นมายากลแท้ที่จริงแล้วเป็นความจริงที่ยิ่งใหญ่งั้นเหรอครับ”

        คุณปู่สารุพยักหน้าช้า ๆ “พ่อขอถามลูกหน่อย หากลูกมีหน้าที่เช็ดโต๊ะทำงาน ความจริงที่เกิดขึ้นคืออะไร?”

       “ความสะอาดของโต๊ะ นั่นคือความจริง” เหมือนเป็นคำถามเด็ก ๆ ที่มีต่อนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ดร.อนุกลับรู้สึกดีใจที่ได้ตอบคำถามนี้

       “อืม...แต่ถ้ามาวันหนึ่งลูกเช็ดโต๊ะแล้วปรากฏว่าลูกได้กินกุทรุสกะด้วยหละ”

       “โต๊ะสะอาดและได้กินกุทรุสกะ”

       “แล้วได้อะไรเพิ่มอีกไหม”

      “เอ่อ...ดีใจ มีความสุขที่ได้กินของอร่อยครับ” ดร.อนุตอบเหมือนเด็ก ๆ

      “แล้วหากวันต่อมาอีกลูกเช็ดโต๊ะเหมือนเดิมแต่ไม่ได้กินกุทรุสกะหละ”

     “โต๊ะก็สะอาดเหมือนเดิม แต่...รู้สึกผิดหวัง เสียใจ”

      “ทำไมหละ”

      “เพราะว่า...ไม่ได้กินกุทรุสะครับ”

      “อ้าว! ทำไมหละ ในเมื่อลูกก็ทำงานสำเร็จตามเป้าหมายแล้วก็คือโต๊ะสะอาด แล้วนี่จะมาผิดหวังหรือเสียใจทำไมแก” ท่านแกล้งเย้า

      “พ่อกำลังจะบอกผมว่า...” ดร.อนุถามขึ้นเมื่อคิดได้

      “ใช่ลูก พ่อกำลังจะบอกว่าความจริงของทุกสิ่งมันมีอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะในกรณีใด ๆ ก็ตามมันก็เป็นของมันอย่างนั้น อย่างกรณีที่ลูกเช็ดโต๊ะไม่ว่าจะอย่างไรเสียความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปก็คือโต๊ะสะอาดขึ้น แต่พอต่อมาลูกได้กินกุทรุสกะลูกก็จะคิดว่าสิ่งที่เพิ่มขึ้นมานั้นคือความจริงที่ได้รับเป็นผลมาจากการเช็ดโต๊ะ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงความจริงที่ซ้อนความจริง (ความสะอาด) ขึ้นมาหรือที่เรียกว่าเป็นความจริงที่พ่วงมากับสภาวะของเงื่อนไขเท่านั้นเอง! เมื่อวันต่อมาพอไม่ได้กินมันก็รู้สึกผิดหวัง เสียใจ” ท่านยิ้ม ๆ เว้นนิดนึงก่อนพูดต่อ

        “ลูกรู้ไม๊...อะไรคือมายากลอันยิ่งใหญ่ที่ธรรมชาติเล่นกลให้มนุษย์หัวปั่นจนหลงผิดอยู่ทุกวันนี้”

       “อะไรหรือครับ” ถามออกมาทันทีเพราะอยากรู้

        “รางวัลแห่งความเอร็ดอร่อยไงหละ! มันเป็นรางวัลที่ผ่านเข้ามาทางการสัมผัสในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งรางวัลที่ได้รับเหล่านั้นก็จะถูกมนุษย์จับแปลงค่ามาเป็นความสุขความรื่นเริงบันเทิงใจที่แท้จริง ส่งผ่านมาให้จากรุ่นสู่รุ่นสั่งสมและเพิ่มพูนตามวิวัฒนาการและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีมาอย่างยาวนาน มันก็เหมือนกับ ความจริงสูงสุดที่ถูกซ้อนทับด้วยความจริงย่อย ๆ ที่ถูกสร้างสร้างขึ้นด้วยอิทธิพลของผลตอบแทนทางรางวัลแห่งความเอร็ดอร่อยที่ได้รับจากการสัมผัสในรูปแบบต่าง ๆ กดทับซ้ำไปซ้ำมายาวนานกว่าหลายพันหลายหมื่นปี หรือยกตัวอย่างที่เห็นภาพง่าย ๆ สมมติ พ่อเขียนคำว่า “จริง” ไว้แล้วก็มีคนมาเขียนทับซ้ำลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดเวลาไม่มีขาดตอน ลูกคิดว่าหากในหมื่นปีข้างหน้าเขาจะรู้ว่าพ่อเขียนอะไรลงไปเป็นคนแรกไหม”

         “โอ....อย่างแต่หมื่นปีเลยครับ แค่ไม่กี่นาทีก็เบลอจนอ่านไม่รู้เรื่องแล้วหละครับ”
         ปู่สารุพยักหน้าช้า ๆ “มันก็เหมือนความจริงแท้หรือความจริงสูงสุดที่ถูกความจริงที่ถูกผลิตขึ้นจากเงื่อนไขของการมีรางวัลแห่งความเอร็ดอร่อยเป็นตัวล่อในแต่ละยุคกดทับซ้อนกันอยู่ตลอดเวลาไม่มีว่างเว้นแม้อึดใจ ส่งผ่านมายาวนานหลายพันหลายหมื่นปีจนมาถึงยุคของพวกเราจะไม่ทำให้ความจริงแท้หรือความจริงสูงสุดนั้นพร่ามัวหรือมืดมนได้ยังไง”

         “ขอบคุณมากครับพ่อ ผมพอจะเข้าใจในอะไรบางอย่างแล้วครับ” ดร.อนุพูดขึ้นอย่างมั่นใจ

         ปู่สารุยิ้มให้ลูกชายอย่างอบอุ่น “ลูกมีความอัจฉริยะทางด้านวิทยาศาสตร์ พ่อเชื่อว่าลูกจะสามารถทำความจริงแท้ที่ถูกกดทับมาอย่างยาวนานหลายหมื่นปีให้เป็นที่ปรากฏออกมาและพิสูจน์ได้ทางกระบวนการของวิทยาศาสตร์ได้ในที่สุด แม้ว่ามันอาจจะ...” ปู่สารุกลืนคำสุดท้ายลงคอก่อนที่มันจะหลุดออกมา ซึ่งดร.อนุก็ชินแล้วกับการสนทนาที่ลงท้ายด้วยปริศนาของท่าน

       “ขอบคุณมากครับพ่อ...ผมมั่นใจว่าต้องทำได้!” ดร.อนุพูดอย่างมั่นใจ

**********************************************************

 ๑ ตุลาคม กุสกะ ๔๕๕๔ : เวลา ๑๑.๑๑ น.   ณ ที่ทำการของผู้ปกครองแห่งอาณาจักรกุทรุสกะ

    “ท่านครับ ดร.อนุมาถึงแล้วครับ” เสียงรายงานผ่านเครื่องสื่อสารไฮเทคดังขึ้น

     “ให้เข้ามาได้เลย” สิ้นเสียง ประตูของห้องทำงานท่าจามาคะถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการปรากฏกายขึ้นของดร.อนุที่ดูท่าทางรีบร้อน

     “ท่านครับ นี่คือข้อมูลล่าสุด” ดร.อนุยื่นรายงานข้อมูลให้ ท่านจามาคะกวาดสายตาดูข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนรายงานอย่างรวดเร็ว หลังจากได้รับรายงานเบื้องต้นอย่างคร่าว ๆ จากดร.อนุเมื่อสิบห้านาทีที่ผ่านมาก่อนที่เขาจะเดินทางมาพบกับท่าน

       “ดร. มั่นใจในข้อมูลแค่ไหน”

       “๙๙% ครับท่าน” ดร.อนุตอบยืนยันเสียงหนักแน่น

      “แล้วอีก ๑% หละ”

      “อีก ๑% คือมั่นใจมากที่สุดครับท่าน” ดร.อนุเริ่มเปิดฉากอธิบายในรายงานทันที

       “ท่านครับจากข้อมูลเก่าที่เราได้มาเมื่อครั้งก่อนที่คำนวณได้ว่า คลื่นจิตเดินทางด้วยความเร็วคงที่ประมาณ ๔,๐๐๐ เท่าของความเร็วแสงนั้น แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ มันเป็นเพียงค่าสัมพัทธ์ที่เราวัดได้เท่านั้นเอง แต่แท้ที่จริงแล้ว คลื่นจิตมีความเร็วคงที่สูงสุดที่ ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ เท่า! ของความเร็วแสงครับ”

         ท่านจามาคะแม้จะซึมซับกับข้อมูลตัวเลขข้างต้นตรงหน้ามาเมื่อ ๑๕ นาทีที่ผ่านมาแล้ว แต่ในภาวะที่ข้อมูลต่าง ๆ ดังกล่าวมาปรากฏเป็นตัวอักษรที่อยู่ในรายงานรวมถึงข้อมูลที่ออกมาจากปากของดร.อนุที่นั่งอยู่ตรงหน้านั้น มันทำให้ท่านอดที่จะหวาดหวั่นพรั่นสะพรึงกลัวไม่ได้ แม่จะพยายามทำใจให้ยอมรับกับมันแล้วก็ตามที

          “ที่ดร. บอกว่าจิตมีความเร็ว ๔,๐๐๐ เท่าของความเร็วแสงเมื่อเทียบสัมพัทธ์นั้นคือ?”

           “ครับท่าน เราสามารถสร้างเครื่องตรวจจับ แรงโน้มถ่วงของกิเลส ขึ้นมาสำเร็จ”

          “???” ปรากฏบนใบหน้าของท่านมาคะและมีท่าทางแปลกใจในชื่อนั้นเป็นอย่างมาก

        “ขอโทษครับท่าน ที่ผมไม่ได้รายงานเรื่องนี้ให้ทราบ เพราะตอนนั้นมันยังไม่มีความชัดเจนเท่าไร กอปรกับผมยังไม่แน่ใจว่ามันจะมีความสัมพันธ์กันกับคลื่นจิตจนกระทั่งข้อมูลที่ปรากฏบ่งชี้ถึงความชัดเจนนั้น ๑๐๐%”

          ท่านจามาคะพยักหน้าเข้าใจ ดร.อนุจึงอธิบายต่อ”ความเร็วของคลื่นจิตมีความสัมพันธ์กับแรวโน้มถ่วงของกิเลสอย่างมีนัยสำคัญมากที่สุด”

       “ดร. กำลังจะบอกเราว่ามันเหมือนกับความเร็วแสงที่มีความสัมพันธ์กับแรงโน้มถ่วงอย่างนั้นเหรอ”

       “ครับท่าน อย่างที่เราทราบกันดีว่าแสงมีความเร็วสูงสุดและคงที่ แต่แสงก็สามารถเคลื่อนที่ช้าลงได้เมื่อเดินทางผ่านแรงโน้มถ่วงที่สูง เนื่องจากแสงเป็นหน่วยวัดพื้นฐานของเวลาในจักรวาล (สมมติ) แสงก็จะดึงเวลานาฬิกาให้เดินช้าลงมาด้วย ดังนั้นเมื่อเทียบสัมพัทธ์จึงเสมือนประหนึ่งว่าความเร็วของแสงจึงมีค่าคงที่เสมอ ณ ทุกจุดในจักรวาล (สมมติ) นี้”

      ท่านจามาคะนั่งฟังอย่างตั้งใจและพยักหน้าตามช้า ๆ

      “คลื่นจิตมีความเร็วคงที่ ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ เท่าของความเร็วแสง และความเร็วของคลื่นจิตก็สามารถเดินทางได้ช้าลงหากเดินทางผ่านแรงโน้มถ่วงกิเลสที่สูงขึ้น แต่เนื่องจากว่าความเร็วจิตเป็นพื้นฐานของเวลาในจักรวาล (จริง) ความเร็วจิตก็จะดึง เวลาจิต ให้เดินช้าลงมาด้วย ดังนั้น ตัวเลขที่เราวัดได้เมื่อครั้งก่อนจึงเป็นเพียงตัวเลขสัมพัทธ์ที่เกิดจากความเร็วของคลื่นจิตที่เดินทางผ่านแรงโน้มถ่วงของกิเลสที่เพิ่มสูงขึ้น เราจึงคิดว่าความเร็วที่ ๔,๐๐๐ เท่าของความเร็วแสงครั้งนั้นเป็นความเร็วที่แท้จริงของคลื่นจิต แต่เมื่อเราสามารถสร้างเครื่องวัดแรงโน้มถ่วงของกิเลสและเครื่องวัดเวลาจิตขึ้นมาได้ เราจึงสามารถวัดค่าของความเร็วจิตออกมาได้อย่างถูกต้องชัดเจน”

       ท่านจามาคะรู้สึกเหมือนมีลูกตุ้มเหล็กขนาดใหญ่หล่นทับใส่หัวสมองของท่านในวินาทีนี้ เหมือนหัวใจคล้ายหยุดเต้น ทุกอย่างดูมืดทึบไปหมด ‘แรงโน้มถ่วงกิเลส – เวลาจิต นี่มันอะไรกันนี่’

      “ท่านครับ! ท่าน” ดร.อนุเรียกขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของท่านจามาคะที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

      “เราขอเวลา ๕ นาที” หลังจากท่านจามาคะพูดจบทุกอย่างภายในห้องดูเงียบสงบลงไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดรอดออกมานอกจากลมหายใจและเสียงเต้นของหัวใจเท่านั้น ในหัวสมองของท่านจามาคะขณะนี้เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามที่ถาโถมโหมกระหน่ำเข้าทุบตีอยู่ภายในหัวสมองราวกับจะให้ท่านเลือกเอาระหว่างยอมจำนนหรือยอมให้มันระเบิดออกมาเป็นเสี่ยง ๆ ท่านพยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะอันน้อยนิดคืนกลับมาด้วยความยากลำบากเป็นอย่างมากเพราะอุปสรรคของหลุมดำทางความคิดได้ปิดทวารทั้งหมดเหมือนไม่ต้องการให้สติสัมปชัญญะได้เล็ดรอดกลับเข้ามาทำงานในหน้าที่ของมัน ถึงแม้ว่าจะเตรียมใจไว้แล้วหลังจากฟังข้อมูลคร่าว ๆ ก่อนที่ดร.อนุจะเดินทางมาพบด้วยตนเอง แต่การเตรียมใจในตอนนั้นมันเทียบไม่ได้แม้เศษเสี้ยวหนึ่งของ ณ ตอนนี้ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่เลย

       “เอาหละ เราพร้อมแล้ว ต่อเลยดร.” ท่านจามาคะพูดขึ้น

       “ครับท่าน ความเร็วแสง – เวลานาฬิกา –ความเร็วจิต – เวลาจิต มีความสัมพันธ์และจะจัดดุลยภาพระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา โดยที่ความเร็วจิตกับเวลาจิต จะเป็นตัวกำหนด ความเร็วแสงกับเวลานาฬิกาอีกทอดหนึ่ง แต่เราไม่สามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของมันได้เลยไม่ว่าจะเป็นสามัญสำนึกแม้แต่การสัมผัสใด ๆ ทั้งสิ้น” ดร.อนุหยุดพักนิดนึงก่อนอธิบายต่อช้า ๆ

       “เมื่อใดที่คลื่นจิตเดินทางได้ช้าลงเมื่อผ่านแรงโน้มถ่วงของกิเลสที่สูงขึ้น ทำให้เวลาจิตก็จะเดินช้าลง ที่สำคัญเวลาจิตที่ช้าลงก็จะไปกระชากเวลานาฬิกาให้เดินเร็วขึ้นเพื่อรักษาสมดุลระหว่างกันของเวลาจิตกับเวลานาฬิกา” เขาสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างช้า ๆ

         “หรือถ้าหากเราใช้สามัญสำนึกคิดตามก็จะในทำนองที่ว่า คลื่นจิตที่เดินทางช้าลงเมื่อเทียบโดยสัมพัทธ์กับแสงก็เสมือนกับความเร็วแสงเดินทางได้เร็วขึ้นนั่นเอง!”

         “แสงเดินทางเร็วขึ้น!!!”

          “ครับท่าน! ในความเป็นจริงแล้ว ณ ปัจจุบันนั้นแสงเดินทางได้เร็วขึ้นตลอดเวลาโดยที่เราไม่มีทางที่จะสัมผัสได้ จึงไม่มีความรู้สึกว่ามีความผิดปกติทางด้านเวลา ทั้ง ๆ ที่แท้ที่จริงแล้วเวลามันเวลามันกำลังไล่ล่าเราอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก!!!”

       “เวลากำลังไล่ล่าเรายังงั้นเหรอ!!!”

      “ครับท่าน จากผลการทดลองและข้อมูลที่เราคำนวณได้ปรากฏว่า :

       คลื่นจิตมีความเร็ว ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ เท่าของความเร็วแสงหรือเทียบได้ก็คือ คลื่นจิตมีความเร็ว ๙,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ กิโลเมตรต่อวินาที ดังนั้น เมื่อคำนวณออกมาแล้ว ๑ วินาทีนาฬิกา จะมีค่าเท่ากับ ๐.๐๐๐๐๐๐๐๓๓ วินาทีจิต”

       ท่านจามาคะดูตัวเลขของข้อมูลในรายงานตามไปพร้อมกันกับการฟังคำอธิบายของดร.อนุ อย่างใจจดใจจ่อ…

        “ ๑ วัน (๘๖,๔๐๐ วินาที)         จะเท่ากับ       ๐.๐๐๒๘๕๑๒ วินาทีจิต

         ๑ ปี (๓๑,๕๓๖,๐๐๐ วินาที)      จะเท่ากับ       ๑.๐๔๐๖๘๘ วินาทีจิต

          ๑๐๐ ปี                               จะเท่ากับ      ๑๐๔.๐๖๘๘ วินาทีจิต (๑.๗๓๔๔๘ นาทีจิต)

         ๘๓,๐๒๒ ปี !                      จะเท่ากับ        ๑ วันจิต ! "

 

       “๘๓,๐๒๒ ปี มีค่าเท่ากับ ๑ วันจิต !!!” ท่านจามาคะเบิกตากว้างดูตัวเลขพร้อมพูดออกมาอย่างตกใจ

      “ครับท่าน ๑ วันจิต จะเท่ากับ ๘๓,๐๒๒ ปี ที่เราใช้วัดเทียบสัมพัทธ์กับเวลานาฬิกา ซึ่งผลจากการทดลองและการคำนวณหาค่าความสัมพันธ์ต่าง ๆ ของเวลาจิตกับเวลานาฬิกาแล้วทำให้เราได้ทราบถึงข้อมูลแท้จริงบางอย่างอีกว่า...” ดร.อนุพักหายใจนิดนึงและกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากนั้นอย่างลำบากยากเย็น

      “เผ่าพันธุ์มนุษย์ของพวกเราแท้ที่จริงแล้วมีอายุขัยที่คงที่อยู่ที่ ๑ วันจิต !”

      เป็นอีกครั้งที่ท่านจามาคะตลึงและตกใจอย่างสุดขีดจากข้อมูลใหม่ที่ท่านไม่เคยรู้มาก่อน

       “อายุขัยไม่ว่าสมัยใด ๆ จะคงที่อยู่ที่ ๑ วันจิต แต่ที่เปลี่ยนแปลงไปคือเวลานาฬิกาที่จะคอยปรับสมดุลเข้าหาเวลาจิตเพื่อให้เกิดดุลยภาพเสมอ แต่ไม่มีอะไรที่จะทำให้สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น เพราะพวกเราต่างตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการครอบงำของความเร็วแสงที่ปิดบัง อำพรางซ่อนเร้นมายาคติแห่งกาลเวลาที่แท้จริงทั้งหมดเอาไว้นั่นเอง นี่ครับข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน” ดร.อนุยื่นข้อมูลอีกชุดให้กับท่านจามาคะที่กำลังนั่งตกตลึงราวกับเรื่องที่ได้ยินได้ฟังเมื่อซักครู่อยู่ในความฝันหรือจินตนาการก็ไม่ปาน

        “ในปัจจุบันที่เราค่าเทียบสัมพัทธ์ของคลื่นจิตได้ความเร็วออกมาที่ ๔,๐๐๐ เท่าของความเร็วแสง ก็เพราะว่า ความโน้มถ่วงของกิเลสที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากมายมหาศาลในปัจจุบันนั่นเอง แต่เนื่องจากว่า คลื่นความเร็วจิตเป็นค่าอ้างอิงที่แท้จริงในจักรวาล ความเร็วจิตที่ลดลงก็จะมีผลทำให้เวลาจิตเดินช้าลงด้วยและเพื่อให้เกิดดุลภาพระหว่างเวลาจิตกับเวลานาฬิกา เวลาจิตที่ช้าลงก็จะไปผลัก! เวลานาฬิกาให้เดินเร็วขึ้นเพื่อรักษาความสมดุลระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา ดังตัวเลขเปรียบเทียบที่อธิบายไว้ครับท่าน” ท่านจามาคะมองดูตัวเลขประดุงดั่งเหมือนโดนแรงดูดจากแม่เหล็ก

        “ในปัจจุบัน คลื่นจิตเคลื่อนที่ผ่านแรงโน้มถ่วงของกิเลสที่สูงมากอันเกิดจากการสร้างขึ้นของเผ่าพันธุ์มนุษย์เราเอง ทำให้เมื่อวัดค่าเทียบสัมพัทธ์ออกมาแล้วจะได้ที่ ๔,๐๐๐ เท่าของความเร็วแสง หรือมีความเร็วอยู่ที่ ๑,๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ กิโลเมตรต่อวินาที จะได้ว่า

            ๑ วินาทีนาฬิกา                  จะเท่ากับ       ๐.๐๐๐๒๕ วินาทีจิต

            ๑ วัน (๘๖,๔๐๐ วินาที)        จะเท่ากับ       ๒๑.๖ วินาทีจิต

            ๑ ปี (๓๑,๕๓๖,๐๐๐ วินาที     จะเท่ากับ       ๗,๘๘๔ วินาทีจิต (๒.๑๙ ชั่วโมงจิต)

           ๑๐๐ ปี                               จะเท่ากับ             ๒๑๙ ชั่วโมงจิต

           ๑๐.๙๕ ปี !!!                     จะเท่ากับ         ๑ วันจิต !!! "

 

         “๑ วันจิต มีค่าเท่ากับ ๑๐.๙๕ ปี !!!...???...” ท่านจามคะกุมศีรษะส่ายหน้าไปมาพร้อมกับทวนตัวเลขดังกล่าวซ้ำ ๆ เหมือนคนที่เกิดภาวะสุญญากาศทางสติชั่วคราว

       “ดร. หมะ...หมะ...หมายความว่าอายุขัยของเผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังถูกไล่ล่าจาก...” คำสุดท้ายขาดหายไปจากเสียงของท่านจามคะเพราะมันถูกกลืนลงคออันแห้งผากซะก่อน

       “ใช่ครับท่าน ! เผ่าพันธุ์มนุษย์ของเรากำลังถูกไล่ล่าจาก กาลเวลา อันเป็นผลมาจากน้ำมือของพวกเราที่สร้างมันขึ้นมาเอง”

       ท่านจามาคะหัวเราะในลำคอประหนึ่งว่าพร้อมยอมรับในความเป็นจริงแต่ก็เจือไปด้วยจิตสามัญสำนึกที่งัดค้านกันอยู่อย่างรุนแรงภายใน “นั่นซินะ เมื่อก่อนตอนที่พวกเราพูดถึงประวัตศาสตร์เมื่อกว่า ๙,๐๐๐ ปีที่ผ่านมาที่อายุขัยของมนุษย์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๐๐ ปี หรือเมื่อกว่า ๕,๐๐๐ ปีที่ผ่านมาที่มนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ ๗๐ ปี เปรียบเทียบกับยุคของพวกเราที่มีอายุขัยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๐ ปี ! พวกเรายังพากันหัวเราะกับเรื่องที่คิดว่าเหลือเชื่อเหล่านั้นอยู่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ ณ วันนี้ ...”

         “ครับท่าน ! ทุกอย่างมันคือความจริงที่ว่า เมื่อกว่า ๙,๐๐๐ ปีอายุขัยของมนุษย์อยู่ที่ ๑๐๐ ปี หรือเมื่อกว่า ๕,๐๐๐ ปีที