การนวดเท้า เครื่องบีบไล่เลือดเป็นจังหวะ ความเร็วในการไหลเวียนของเลือดดำ ผู้ป่วยวิกฤต

บทคัดย่อ: การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบข้ามกลุ่ม (crossover design) เพื่อเปรียบเทียบความเร็วในการไหลเวียนกลับของเลือดดำที่ขาหนีบระหว่างการนวดเท้ากับการใช้เครื่องบีบไล่เลือดเป็นจังหวะ (Intermittent Pneumatic Calf Compression: IPC) ในผู้ป่วยวิกฤตที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 32 ราย ได้รับทั้งการนวดเท้าแบบกดจุดสะท้อนฝ่าเท้า 30 นาที และใช้เครื่อง IPC วัดความเร็วในการไหลเวียนกลับของเลือดดำที่ขาหนีบ ระยะเวลาที่สามารถคงความเร็วในการไหลเวียนกลับของเลือดดำสูงสุด และระยะเวลาที่ความเร็วในการไหลเวียนกลับของเลือดดำที่ขาหนีบกลับสู่ค่าเดิม ด้วยเครื่องฟังเสียงสะท้อนการไหลของเลือด หาค่าดัชนีความสัมพันธ์ของการวัด 2 ครั้งของการวัดความเร็วในการไหลเวียนของเลือดดำของเครื่องฟังเสียงสะท้อนการไหลของเลือด (doppler) โดยวิธีการวัดซ้ำ (test-retest measured) ได้เท่ากับ .99 และ .91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติที (paired t-test)

      ผลการวิจัยพบว่า ความเร็วเฉลี่ยในการไหลเวียนเลือดดำที่ขาหนีบภายหลังได้รับการนวดเท้า(O= 2.39 S.D. = 0.69) มากกว่าภายหลังการใช้เครื่องบีบไล่เลือดเป็นจังหวะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (O = 2.21 S.D. = 0.67) (p < .001) ระยะเวลาที่สามารถคงความเร็วในการไหลเวียนกลับของเลือดดำสูงสุดภายหลังได้รับการนวดเท้า (O= 3.83 S.D. = 0.40) มากกว่าภายหลังการใช้เครื่องบีบไล่เลือดเป็นจังหวะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (O = 3.60 S.D. = 0.39) (p < .001) ระยะเวลาที่ความเร็วในการไหลเวียนกลับของเลือดดำกลับสู่ค่าเดิมภายหลังได้รับการนวดเท้า (O= 3.51 S.D. = 0.37) ไม่แตกต่างจากภายหลังการใช้เครื่องบีบไล่เลือดเป็นจังหวะ (O = 3.41 S.D. = 0.31)

ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่นอนบนเตียงเป็นเวลานาน หรือไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายตนเองได้

ABSTRACT: This one-group crossover quasi-experimental study aimed to compare the effects of foot massage and Automatically Mechanical Intermittent Pneumatic Calf Compression (IPC) on blood flow velocity of the femoral veins in immobilized critically ill patients. Subjects were purposive selected to receive both interventions; foot massage for 30 minutes and IPC for 30 minutes. Venous blood flow velocity, time of maximum plateau of venous blood flow velocity, and time to baseline of venous blood flow velocity after foot massage and IPC were measured by vascular doppler detector. The linearity of foot massage and IPC was vertical using test-retest measures and the linearity was .99 and .91, respectively. Data were analyzed using mean, standard deviation, and paired t-test.

The results revealed that the average of venous blood flow velocity in subjects receiving foot massage (= 2.39 S.D. = 0.69) was significantly higher than those of IPC (= 2.21 S.D. = 0.67) (p < .001). The time of maximum plateau of venous blood flow in subjects receiving foot massage (= 3.83 S.D. = 0.40) was significantly longer than those of IPC (= 3.60 S.D. = 0.39) (p < .001). There were no significantly differences of the time to baseline of venous blood flow velocity between subjects receiving foot massage (= 3.51 S.D. = 0.37) and IPC (= 3.41 S.D. = 0.31).

The findings indicated that foot massage can be applied as an alternative nursing care to promote venous blood flow in immobilized or bed ridden patients.

รายการอ้างอิง: สุพัตรา อุปนิสากร, ประณีต ส่งวัฒนา, วิภา แซ่เซี้ย. ผลของการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้ากับการใช้เครื่องบีบไล่เลือดเป็นจังหวะต่อความเร็วในการไหลเวียนของเลือดดำที่ตำแหน่งขาหนีบในผู้ป่วยวิกฤต. วารสารสภาการพยาบาล ๒๕๕๓;๒๕(๒):๒๘–๓๘.