โอสถทิพย์ที่ไม่ต้องตรวจสิทธิ

ยุคสมัยนี้เป็นยุคแห่งการบริหารจัดการ ยุคแห่ง "ระบบ" พอใครจะเริ่มมีระบบ สิ่งแรกที่จะทำเสมอๆในเกือบทุกระบบก็คือการ "จัดกลุ่ม" เพื่อที่จะได้ "ส่งต่อ" ไปยัง package ที่ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่ากลุ่มนี้ กลุ่มนั้น จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรได้บ้าง และบางครั้งเราก็ทำกันจนเป็นอัตโนมัติและลืมเลือนหรือเผอเรอไม่ได้คิดว่าจะเกิดผลตามมาเช่นไร

ระเบียบประการหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นว่าเป็นสิ่งแรกๆที่เมื่อคนไข้/ญาติมาโรงพยาบาล จะถูกไต่ถามเป็นคำถามแรกๆก็คือ "คุณสิทธิอะไร?" หมายถึง ใช้สิทธิในการรักษาแบบไหน เป็นบัตรทอง (ที่เราเรียกสามสิบบาท) ประกันสังคม ข้าราชการ (คนไข้ "ชั้นดี") หรือว่าประกันสุขภาพเอกชน (คนไข้ "ชั้นยอด") ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มตาม "ความสามารถในการจ่าย" หรือ "ความสะดวกในการเก็บค่าใช้จ่าย" หรือ "แหล่งทุนของการใช้จ่าย" นั่นเอง เป็น financial-oriented อันมีประโยชน์มากต่อการ "บริหารจัดการ" เพราะการบริหารจัดการนั้น เราจะคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอันต้องมีต้นทุนอยู่ตลอดเวลา ทุกขณะจิต

ทว่าการทำเพื่อประสิทธิภาพ บางที มันก็เกิด "การรับรู้ (perception)" ที่อาจจะมีผลตามที่ไม่พึงปราถนา เช่น คนอาจจะเอะใจว่า ถามสิทธิแปลว่ามีสิทธิหลายแบบ ไม่เหมือนกัน ไม่งั้นก็คงจะไม่ถาม และถ้ามันต่าง ต่างกันตรงไหน? สุดท้ายอาจจะคิดเลยไปถึง ต่างกันแค่ความสะดวกสบาย หรือว่าต่างกันไปถึงคุณภาพการรักษา คุณภาพของยา ตรงนี้เป็นประเด็นหมิ่นเหม่ และต้องอาศัยการสื่อสารอย่างระมัดระวัง โปร่งใส และชัดเจน เข้ามาป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียต่อทุกๆฝ่ายขึ้น

อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมพานักเรียนแพทย์ไปดูคนไข้ palliative care (ผู้ป่วยระยะสุดท้าย) ก็พบว่า มีการดูแลและเยียวยาบางอย่าง ที่ไม่ต้องตรวจสิทธิก็ได้

Case 1

ผู้ป่วยอายุประมาณ 30+ ปี เป็นผู้หญิง ป่วยเป็นมะเร็งระยะลุกลาม ตอนนี้อาการค่อนข้างหนักมาก ขาบวม สะโพกบวก มะเร็งกระจายไปกระดูกหลายแห่งทำให้การเคลื่อนไหวไม่สะดวก ขยับตัวก็ปวด ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องอาศัยญาติ โรคในระยะนี้ เราก็ทำได้เพียงรักษาอาการไม่ให้มีความทรมานเท่านั้น ไม่ต้องไปพูดถึงการรักษาสาเหตุ

ตอนเราไปดูกัน ก็พบว่าสามีของคนไข้ อายุประมาณราวเดียวกันเป็นคนเฝ้า คอยจัดท่า จัดทาง พลิกตัว (คนไข้ที่ขยับตัวลำบาก ต้องมีคนพลิกตัวเป็นระยะๆ มิฉะนั้นจะเกิดแผลกดทับ บริเวณที่เป็นปุ่มกระดูก เช่น สะโพก ต้นขา ก้นกบ สะบัก) ป้อนน้ำ ป้อนข้าวให้กับภรรยาสุดที่รัก หน้าตากังวล พวกเราเข้าไปถามไถ่อาการต่างๆ และให้กำลังใจว่า เรื่องอาการเจ็บ อาการปวด เราพอจะช่วยได้แน่ๆ ไม่ทราบว่าอยากจะให้ช่วยอะไรได้อีก

สามีก็บอกว่า "เป็นห่วงตอนกลางคืน เพราะเฝ้าไม่ได้ ระเบียบเขาไม่ให้ผู้ชายเฝ้า"

"แล้วตอนนี้กลางคืนใครเฝ้าล่ะครับ?"

"ตอนนี้คุณแม่น้องเขาเข้ามาเฝ้าครับ แต่คุณแม่ก็อายุตั้ง 80 แล้ว แกจะไม่มีแรงช่วยพลิกตัว ขยับตัวคนไข้แน่ๆ ต้องคอยตามคุณพยาบาล"

เราสำรวจคนไข้ก็พบว่า แม้ว่าจะเป็นมะเร็งระยะท้าย ผอมแห้งมากแล้วก็ตาม แต่มีน้ำในท้องเยอะ ขาก็บวมน้ำใหญ่มาก น้ำหนักจึงไม่ใช่เบาๆ ก็เข้าใจเรื่องที่สามีกังวลอยู่

เราก็หันไปหาคุณพยาบาลประจำหอผู้ป่วย ทีเดินตามเรามาราวน์คนไข้ ว่าจะทำอย่างไรดี คุณพยาบาลก็ทันท่วงทีมาก พูดขึ้นมาทันที "คุณสามีอยากจะเข้ามาเฝ้าหรือคะ?"

สามีพยักหน้า แต่เกรงใจไม่กล้าขอ เพราะทราบระเบียบของโรงพยาบาล

คุณพยาบาลบอกว่า "ไม่เป็นไรค่ะ สำหรับคุณ เราจะอนุญาตให้เป็นพิเศษ มาเฝ้าได้ค่ะ" ผมถามว่าต้องบอกใคร หรือทำเรื่องขออนุญาตใครไหม ผมจะเขียนเรื่องให้ก็ได้ คุณพยาบาลก็บอกว่า "อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ สำหรับคนไข้เราพิจารณาเป็นรายๆ และในกรณีนี้ เราอนุญาตให้ได้ค่ะ" 

สามีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้นทันที ผมถามว่า "วันนี่จะทันไหมครับ เพราะเราพึ่งบอกตอนบ่ายแล้ว หรือว่าจะมาพรุ่งนี้" 

สามีพูดทันทีว่า "ทันครับ ไม่มีปัญหาครับ เดี๋ยวผมโทรไปบอกคุณแม่ แล้วจะกลับบ้านไปเอาของมาครับ ขอบพระคุณมาก ผมจะมาวันนี้เลย เพราะทุกนาที มีค่า ผมจะได้อยู่กับน้องเขาให้นานที่สุด เท่าที่จะทำได้ครับ"

.........................................................

Case 2

ผู้ป่วยหญิง อายุ 23 ปี (อายุน้อยมาก สำหรับมะเร็งระยะลุกลาม) เป็นมะเร็งปอดระยะลุกลาม มารับเคมีบำบัดที่โรงพยาบาล

"เป็นยังไงบ้างวันนี้ มีอาการปวดอยู่ไหม?" พวกเราเข้าไปถาม case นี้ น้องนักเรียนแพทย์รายงานว่าคนไข้พึ่งเข้ามา รพ. เพราะอาการกำเริบขึ้น

"ปวดค่ะ" ผู้ป่วยตอบสั้นๆ ก้มหน้า

น้องนักศึกษารายงานว่าเราพึ่งปรึกษาหมอเฉพาะทางเรื่องการปวดไป ผู้ป่วยเงยหน้าขึ้นพูดว่า "หมอพึ่งมาดูเมื่อสักครูนี้ค่ะ บอกว่าจะปรับเป็นยามอร์ฟีนทุกหนึ่งชั่วโมง เดิมได้ทุกสองชั่วโมง"

"แล้วได้ครั้งสุดท้ายเมื่อไรครับ"

"10 โมงเช้าค่ะ" ตอนนี้เวลา 11.30 น.แล้ว เลยถามว่า "ยังปวดมากอยู่ไหมครับ" "ยังปวดอยู่ค่ะ" ผมเลยบอกน้อง extern ว่าไปขอยาคุณพยาบาลเพิ่ม อย่าพึ่งซักะไรต่อเลย คนไข้ยังปวดอยู่ น้อง extern ก็เดินไปหาคุณพยาบาลทันที และเดินกลับมาพร้อมกับพี่พยาบาล ถือเอา syringe มาด้วย "เตรียมไว้แล้วค่ะอาจารย์ พออาจารย์ pain (หมายถึงอาจารย์หมอที่ดูแลเรื่องความปวด ไม่ใช่อาจารย์ฝรั่งชื่อ pain) สั่งยาไว้ปุ๊บ เราก็เตรียมไว้แล้ว" แล้วก็ฉีดให้คนไข้เดี๋ยวนั้นเลย

ระหว่างนั้น เราก็ยืนรอ คนไข้ดูสบายขึ้น (ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ จะออกฤทธิ์ค่อนข้างเร็วกว่ายากิน หรือยาฉีดเข้าผิวหนัง) "วันนี้อยู่คนเดียวหรือครับ" ผมถาม

"เดี๋ยวพี่สาวมาเยี่ยมค่ะ"

"พี่สาวคนไหนครับ" ผมทราบว่าแกมีพี่สามคน เป็นพี่ต่างมารดา 2 คน และพี่ร่วมท้องแม่เดียวกัน 1 คน

"พี่ที่อยู่สงขลาค่ะ" เป็นพี่สาวต่างมารดา 

"หนูสนิทกับพี่คนนี้มาก พี่เขามาเยี่ยมตลอดเลย นี่ลูกหนูพี่เขาก็ดูแลให้" คนไข้พูดถึงพี่สาวอย่างกระตือรือร้น "ถ้าหนูไม่ได้พี่เขา ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร"

"อืม น่ารักมากเลยครับ พี่สาวของคุณ แล้วแกว่ายังไงบ้างล่ะครับ ที่เป็นโรคนี้"

"แกก็บอกว่า ไม่มีใครอยากจะให้เป็น แต่เมื่อเป็นแล้ว ก็ต้องพยายามรักษา รักษาได้เท่าไหร่ก็สู้เท่านั้น ถ้ารักษาไม่ได้ ก็ยอมรับมัน"

"บางทีหนูก็ท้อ พี่ก็บอกว่า พี่สู้กับน้อง ถ้าน้องท้อแล้ว พี่จะไปสู้กับใคร เราต้องมีกำลังใจ ลองร่วมรักษากับหมอจนถึงที่สุด"

...........................................................

คนไข้สองรายนี้ มี "พลัง" เหมือนกันคือ "พลังความรักจากคนรอบข้าง" พลังความรักนี้ช่วยเยียวยา ช่วยให้อยู่ได้ และอยู่ได้อย่างงดงาม สิ่งที่หมอ พยาบาล ได้มีโอกาสเห็นกับตา ได้ยินกับหู ก็คือ ความรักระหว่างมนุษย์ การให้และการรับระหว่างมนุษย์ การทำงานเยียวยาผู้คน หากติดระบบ ติดระเบียบ ติดประสิทธิภาพ ติดกฏติดเกณฑ์เก่าๆ ติดกรอบ ก็อาจจะทำร้ายคนไข้ และญาติไปโดยไม่รู้ตัว

ใน case แรกนั้น พยาบาลมีความเข้าใจใน need ของคนไข้ และความทุกข์ของสามี ร่วมกับการที่โรงพยาบาลแม้จะมีระเบียบอะไรไว้ แต่ก็เปิดช่องให้แพทย์และพยาบาล สามารถใช้วิจารณญาน ตัดสินว่าระเบียบอะไร จะใช้อย่างไร จึงจะทำให้สถานที่นี้ เป็นสถานเยียวยาอันมีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ได้มากที่สุด ใน case ที่สอง เราเห็นการหยิบยืมพลังให้กันและกันระหว่างคนป่วย และคนที่ไม่ป่วยกาย แต่ก็มีความทุกข์ใจ ทั้งสองฝ่ายประคับประคอง เยียวยาซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา การเยียวยาทั้งสองราย ไม่ต้องตรวจสอบสิทธิ ไม่ต้องแบ่งแยกกลุ่มคนไข้ เป็นสิทธิโดยชอบธรรมเพราะทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน

นี่คือสถานที่แห่งสัปปายะ สถานที่ที่อุดมด้วยเหตุปัจจัยที่จะยกระดับจิตใจ หล่อเลี้ยงหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์โดยแท้