ผู้ป่วยยาเสพติดหลายคนได้รับยาต้านไวรัส แต่ส่วนใหญ่จะยังไม่ได้รับการรักษา หรือ ยาต้านไวรัส อาจแบ่งเป็นสอง-สามกลุ่มใหญ่ๆเท่าที่จะพอแยกได้ คือ

- กลุ่มแรก ผลของระดับซีดีโฟว์(CD4)ยังอยู่ในเกณฑ์ดี มีหลายคนที่แม้จะทราบผลการติดเชื้อเอชไอวีมาหลายปีแต่ ระดับของCD4สูงกว่า 350cell/UL มีสี่ห้ารายที่สูงอยู่ในระดับ  750 แถมcd4%ก็ยังมากกว่า23%/ค่าใกล้เคียงปกติ กลุ่มนี้ก็จะให้คำแนะนำให้เขาดูแลป้องกันตัวเองไม่ไปรับเชื้อเพิ่มและควรมีการไปตรวจระดับของCD4และการตรวจสุขภาพประจำปี

-กลุ่มสอง ไม่รู้ผลระดับของCD4 มีหลายเหตุผลที่ทำให้เขาไม่รู้ ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องทางด้านเศรษฐกิจและการใช้สิทธิ์สวัสดิการ ...เคยมีอยู่สอง-สามรายที่เราต้องส่งต่อโดยด่วนและขอความอนุเคราะห์ค่าการตรวจระดับของCD4 ฟรีจากนักสังคมฯของโรงพยาบาล(โดยใช้เงินอุดหนุนของโรงพยาบาลเราเอง ไม่สามารถไปเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากระบบสามสิบบาทของผู้ป่วยได้)ทั้งที่เราได้เคยประสานงานกับทางโรงพยาบาลต้นสังกัด30บาทของผู้ป่วยหลายครั้งแล้ว(อาจารย์หมอสมสิทธิ์ช่วยเขียนจดหมายส่งต่อและแนะนำให้ก็หลายครั้ง, ใช้วิธีการโทรศัพท์ไปปรึกษากับผู้ประสานสิทธิ์ก็หลายหน)แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ

ทนเห็นสภาพผู้ป่วยที่ย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆไม่ได้...เมื่อเราลงทุนออกเงินและบริการตรวจระดับของCD4ฟรีให้แก่ผู้ป่วย ผลก็เป็นอย่างที่เราคาดคือผู้ป่วยมีระดับของCD4ต่ำมากกว่า10 อาการแสดงของเอดส์เริ่มชัดเจน....ต้องขอบใจนักสังคมฯและกราบขอบคุณอาจารย์หมอสมสิทธิ์ที่ช่วยเหลือจนทำให้ผู้ป่วยสามารถได้รับยาและการรักษาที่เหมาะสม อาการของเขาดีขึ้น แต่มีตายไปหนึ่งราย(ญาติรายงานว่าผู้ป่วยตายไปก่อนถึงวันนัดที่ทาง รพ.ต้นบัตรสามสิบบาท นัดให้มารับยาต้าน)....

-กลุ่มสาม พวกนี้พบเยอะและเป็นปัญหาพื้นฐานของผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีและติดสารเสพติด ผู้ป่วยรับทราบและรู้ผลระดับของCD4 หลายรายสมควรเริ่มต้นได้รับยาต้านไวรัสแล้วแต่ยังไม่สามารถให้ได้  หลายกรณี(ข้อมูลจากผู้ป่วย บอกว่าเป็นเพราะแพทย์หรือเจ้าหน้าที่มีอคติกับเขา บอกว่า ให้เขาหายจากการเสพสารเสพติดเสียก่อนแล้วถึงจะให้ มีบางที่กล้าหาญหน่อยบอกกับผู้ป่วยชัดเจนว่า เขาไม่มีนโยบายจ่ายยาต้านให้)

     กรณีปัจจุบัน ระบบสามสิบบาทมีผลกระทบมากต่อการให้การบำบัดและดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยหลายรายมีสิทธิ์สามสิบบาทแต่ไม่กล้าไปใช้เลือกมารักษาข้ามเขต ถ้ามีสตางค์พอจะจ่ายได้เองก็อาจจะไม่ต้องเป็นทุกข์มาก(จริงๆแล้วก็ทุกข์อยู่) แต่พวกที่ไม่มีเงินและไม่ได้รักษาตามสิทธิ์ด้วย อันนี้รพ.ผู้จะให้บริการนี้ก็ทุกข์พอๆกับผู้ป่วยเลยทีเดียว.....เป็นปัญหาที่แก้ตามไปไม่จบไม่สิ้น...ผู้ป่วยสารเสพติดและติดเชื้อเอชไอวีจะมีปัญหานี้มาก...แม้เราอยากให้การรักษาดูแลที่ดีกว่านี้แต่มาติดปัญหารพ.ไม่มีเงิน(งบถูกตัดไปอยู่กับระบบสามสิบบาท)และไม่สามารถเรียกเก็บคืนค่าบริการจากโรงพยาบาลต้นบัตรได้..สำหรับกลุ่มสามนี่ก็ได้แต่ให้กำลังใจและคอยหมั่นตามข่าวโครงการยาฟรี....

ที่จริงอยากจะเล่าเรื่องขำมากกว่าเรื่องซีเรียสที่ได้พบในการให้การบริการผู้ป่วยคลินิกยาเสพติด.....ขอเริ่มเลยก็แล้วกัน

ทุกครั้งที่ผู้ป่วยมารับยาเมธทาโดน เราก็จะต้องมีการตรวจสอบว่าเขาเสพยาหรือสารเสพติดอื่นๆมาบ้างหรือไม่ อีกทั้ง ผู้รับยาเป็นผู้ติดเชื้อ ดังที่กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ผู้ป่วยหลายรายสภาพอาการน่าจะเริ่มเข้าสู่ภาวะเอดส์แต่ก็ไม่ได้รับยาต้านช่วยยับยั้ง...ภาวะเชาว์ปัญญาที่เสื่อมลง สมาธิสั้นจึงเริ่มเห็นได้อยู่บ่อยๆ ผู้ป่วยยาเสพติดหลายคนดูตัวโตๆแต่ก็มีสุขภาพทั้งทางกายและใจไม่ดีนัก แต่บางรายเห็นผอมๆเกร็งๆแกนๆแต่แข็งแรงดีก็มีมากเช่นกัน

วันพฤหัสที่ผ่านมา ฉันทดลองประเมินผู้ป่วยในเรื่องความสนใจต่อ สถานการณ์ปัจจุบัน และการรับรู้Orientation(วัน เวลา บุคคล สถานที่)

ผลพบว่า การรับรู้เรื่องของเวลา ในผู้ป่วยหลายรายค่อนข้างน่าเป็นห่วง

 มีตั้งแต่ไม่รู้เลยว่าวันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่เดือนปีพ.ศ.อะไร ตอบไม่ได้ จำไม่ได้ หลายรายตอบว่า เขาจำได้แต่ว่าเป็นวันพุธหรือพฤหัสที่มารพ.เท่านั้น... ได้ทดสอบต่อไปอีกสำหรับบางรายที่พอจะจำวัน, วันที่ได้บ้าง ตั้งคำถามง่ายๆเพื่อจะดูshort term memoryและ concentrationของผู้ป่วย ว่า วันนัดครั้งหน้าที่จะมารับยาเป็นวันที่เท่าไหร่ มีไม่กี่รายที่สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างถูกต้องและไม่ต้องรอคำตอบอยู่นาน...ส่วนใหญ่จะใช้เวลาคิดค่อนข้างนาน

มีอยู่สองรายที่ต้องเอานิ้วมือมาช่วยนับเพื่อค้นหาคำตอบ(ไม่สามารถคิดในใจได้) หนึ่งในสองรายนี้ดูจากภายนอกจะไม่รู้ว่าเขาเริ่มเสียการรับรู้ในเรื่องOrientation ไปพอสมควรแล้ว ผู้ป่วยจบอาชีวะ (ปวส.)และเคยทำงานบริษัทมาก่อน เราเห็นเขาตัวโต อารมณ์ดี ไม่เอะอะโวยวายเอาแต่ใจ มีน้ำใจชอบช่วยเหลือคนอื่นๆวัณโรคก็ไม่เคยเป็น แต่ผู้ป่วยไม่ได้รับยาต้านไวรัสทั้งที่ค่าCD4ต่ำกว่า150มาเกือบปีแล้ว(ใช้แต่ยาป้องกันโรคปอดเท่านั้น)

วิธีการนับวันของผู้ป่วยรายนี้ เริ่มจากเขานับวันจากโจทย์ที่เราให้ไป14..15..16..17..18..19..20..21..22..23..24..25..เอ๊ะมันเกินนี่ นับรอบสองใหม่ คราวนี้นับเป็นวัน ก่อนนับนึกไม่ค่อยออกถามเจ้าหน้าที่ก่อนว่าวันนี้วันพุธหรือพฤหัส ได้คำตอบว่าพฤหัส คนไข้ก็ยกนิ้วมือกางดูสิบนิ้วแล้วก็เริ่มนับ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ด้วยวิธีนี้เขารู้ว่าหนี่งสัปดาห์มี เจ็ดวัน ชูนิ้วมือที่มีอยู่เจ็ดนิ้ว นับรอบสามอีกที โดยเชื่อมวันที่เข้าไปนับด้วย ผู้ป่วยนับพร้อมๆกับลดนิ้วมือลงไปทีละนิ้ว14..15..16..17..18..19..20 ตอบเราด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่าเป็นวันที่20 เราตอบว่าวันที่20 ตรงกับวันพุธ ผู้ป่วยก็ขมวดคิ้ว ใช้ความคิดนิ่งไปครู่ ก่อนค่อยๆเพิ่มนิ้วหนึ่งนิ้วแล้วตอบว่า งั้นวันพฤหัส ก็21เนื่องจากมีคนไข้อีกหลายรายฉันจึงรีบสรุปและทวนซ้ำให้เขาว่า...ถูกต้องแล้ว วันนี้เขามาตรงกับวันพฤหัสที่14 เดือนกันยายน ปีพ.ศ.2549 นัดเจอกันครั้งหน้าอีก หนึ่งสัปดาห์ก็จะตรงกับวันพฤหัสที่21กันยายน 2549

ดิฉันแอบได้ยินผู้ป่วยบ่นอุบอิบกับเพื่อนๆเขาว่าเจ้าหน้าที่ก็รู้ดีอยู่แล้วทำไมยังมาถามวันที่อะไรๆกับเขาอีก......