วันที่ 14 กันยายน 2549 ได้โทรศัทพ์ทางไกล ผู้รับสายปลายทางอยู่กรุงเทพ เป็นภรรยาพลเอกสนั่น เศวตเศรนี ( เสียชีวิตแล้วร่วม 5 ปี ) เราได้พูดไปในสายว่า วันที่ 15 กันยายน เราพี่ ๆ น้อง ๆ จะไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน เพราะทราบว่าวันดังกล่าวเป็นวันคล้ายวันเกิด จึงโทรศัพท์ส่งข่าวให้ได้รับทราบไว้ว่า พวกเรายังคงรำลึกถึงคุณงามความดี แล้วจะเขียนและพูดถึงเสมอเมื่อมีโอกาสสื่อสาร
พลเอกสนั่น เศวตเศรนี เกิดที่แผ่นดินนี้ ที่ จ.น่านบ้านน้ำล้อม ต.ในเวียง อ.เมืองน่าน จ.น่าน ใกล้ค่ายสุริยพงษ์ ที่บิดาท่านย้ายมารับราชการทหาร ที่ จ.น่าน ต่อมาบิดาย้ายกลับกรุงเทพฯ แต่มารดาท่านไม่ย้ายติดตาม มารดาเลี้ยงดูท่านจนอายุ 8 ปี บิดาได้ส่งคนมารับตัวไปเข้ารับการศึกษาที่กรุงเทพฯ ท่านเคยเล่าว่า ความจริงไม่อยากจากมารดา ไปแล้วรู้สึกเหงาเศร้าใจมาที่ต้องจากน่าน เพราะคิดถึงมารดามาก ช่วงที่มีคนมารับไม่ต้องการไป ถึงกับหนีไปที่บ้านหาดผาขน จนแล้วจนรอดประสานเด็ก ตกค่ำก็ต้องกลับมานอนบ้าน ชีวิตวัยเด็กช่วงอยู่น่าน ท่านเล่าเรื่องสายน้ำน่านให้เราได้รับทราบถึงความประทับใจมากมาย
ได้รับการศึกษา ได้รับโอกาสเรียนด้านการทหาร ก้าวหน้าจนมียศสูงสูง ถือได้ว่า เป็นพลเอก คนแรกที่เป็นชาวน่าน ( ล่าสุด จ.น่าน มีลูกหลานน่านเป็นมียศทหารสูงถือ พลเอก คือ พลเอกจงศักดิ์ พานิชกุล ) ท่านร่วมกันเพื่อนนายพลอีก 4 รวมเป็น 5 นายพล ลาออกจากราชการมาทำกิจกรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เคยสอบถามว่า เป็นทหารยศสูงดีอยู่แล้ว เห็นใดต้องมาทำงานลำบาก ต้องง้อประชาชน ท่านเล่าว่า วิถีประชาธิปไตย ในเมื่อเราชักชวนเขาออกจากป่า มาพัฒนาประชาธิปไตย หากนักการเมืองไม่เข้ากิจการงานทหาร งานความมั่นคงแล้ว โอกาสถูกตัดทอนงบประมาณมีสูง และอีกหลายปัจจัย จะบั่นทอนความมั่นคงของชาติได้ เราได้รับความรู้ข้อคิด และประสบการณ์ที่ท่านถ่ายทอดให้มากมายก่อนท่านล่วงลับ ขอขอบพระคุณ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่สุดการเมืองไทยก็มาถึงจุดของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ อีกครั้ง เมื่อกองทัพซึ่งคาดหมายว่านำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก กระทำการยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อค่ำวันที่ 19 กันยายน ทั้งนี้ การยึดอำนาจเริ่มขึ้น เมื่อมีรถบัส 30 คัน บรรทุกทหารหน่วยรบพิเศษ พร้อมอาวุธครบมือ เข้ามายังกองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก จากนั้นมีรถถังนับสิบคันเข้าตรึงสถานที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ขณะที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 5 ตัดรายการปกติ เข้าสู่รายงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะที่สถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ คาดว่าคณะผู้ก่อการพยายามเข้าไปยึดไม่ให้รัฐบาลใช้เป็นกระบอกเสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ฝ่ายทหารรุกคืบยึดอำนาจ ปรากฏความเคลื่อนไหวในฟากรัฐบาล โดย พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อม พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เข้าหารือเป็นการด่วนที่สวนรื่นฤดี
"ทักษิณ" ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสู้
ขณะที่ภายในทำเนียบรัฐบาล ได้มีการสั่งการให้ตำรวจสันติบาลและตำรวจรักษาความปลอดภัยในทำเนียบรัฐบาล กระจายกำลังรักษาความปลอดภัยรอบทำเนียบรัฐบาลอย่างเข้มงวด
กระทั่งเวลา 21.30 น. นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ามายังทำเนียบ โดยได้เลี่ยงขึ้นทางด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า โดยเมื่อลงจากรถมีสีหน้าเคร่งเครียด ไม่สนใจที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด
จากนั้น ตำรวจรักษาความปลอดภัยภายในทำเนียบสั่งให้สื่อมวลชนทุกแขนงออกจากบริเวณตึกไทยคู่ฟ้า กระทั่งเวลา 21.40 น. พล.ต.อ.ชิดชัยเดินทางตามมาสมทบที่ทำเนียบ โดยได้นำรถมาจอดบริเวณประตูด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า แต่ไม่ได้ลงจากรถยนต์ หลังจากเพียง 5 นาที นพ.พรหมินทร์เดินลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมให้คนติดตามนำเอกสารเป็นกระเป๋าใบใหญ่ และขึ้นรถของ พล.อ.ชิดชัย ออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยให้รถของ นพ.พรหมินทร์ขับตามออกไป
ทั้งนี้ มีกระแส พ.ต.ท.ทักษิณ จะออกอากาศสดผ่านสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อสมท เพื่อประกาศจุดยืนทางการเมือง จนกระทั่งเมื่อเวลา 22.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ต่างประเทศ ส่งสัญญาณเสียงเข้ามาทางช่อง 9 เพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดและตะกุกตะกักในบางจังหวะ โดยในคำประกาศ ได้มีคำสั่งปลด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เข้าประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเข้ารายงานตัวกับพล.ต.อ.ชิดชัย นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งมอบอำนาจผู้กำกับงานตามสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ ผบ.สส.เป็นหัวหน้าคณะ อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ทันอ่านแถลงการณ์จบ ก็ถูกตัดสัญญาณทางโทรทัศน์ทันที
โดนสั่งตัดสัญญาณทิ้งทันที"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องหลังการตัดสัญญาณออกอากาศของ พ.ต.ท.ทักษิณทิ้งนั้น ได้มีทหารพร้อมอาวุธบุกเข้าไปช่อง 9 พร้อมตะโกนสั่งให้หยุดพูดเดี๋ยวนี้ ทางเจ้าหน้าที่ช่อง 9 จึงตัดสัญญาณทันที ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวระบุว่า รัฐมนตรีหลายคนถูกควบคุมตัว ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่าทหารได้แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ตรึงกำลังเผชิญหน้ากันอยู่
คณะปฏิรูปประกาศยึดอำนาจแล้ว
ต่อมาเวลา 23.00 น. สถานีโทรทัศน์ทุกช่องประกาศว่า เนื่องด้วยขณะนี้ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งประกอบด้วย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลไว้ได้แล้ว และไม่ได้มีการขัดขวาง เพื่อเป็นการรักษาควาสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงขอความร่วมมือประชาชนในการให้ความร่วมมือ และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วย
สำหรับท่าทีต่างประเทศนั้น รายงานข่าวจากทำเนียบขาว สหรัฐระบุว่า ได้รับทราบข่าวด่วนเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในไทยและกำลังหาข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณยังคงเก็บตัวอยู่ที่โรงแรมเกรนด์ ไฮแอท นิวยอร์ก ซึ่งเป็นที่พักในเกาะแมนฮัตตัน อยู่ห่างจากสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติไม่มากนัก
.................................................
แถลงการณ์ฉบับที่ 1 คณะปฏิรูปการปกครองฯ
วันที่ 20 ก.ย. 2549
แถลงการณ์ฉบับที่ 1 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ด้วยเป็นที่ปรากฎโดยแน่ชัดว่า การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลรักษาการปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติ อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยประชาชนส่วนใหญ่เคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน อันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระ ถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง แม้หลายภาคส่วนสังคม จะได้พยายามประนีประนอมคลี่คลายสถานการณ์มาโดยต่อเนื่องแล้ว แต่ยังไม่สามารถที่จะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยุติลงได้
ดังนั้น คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ขอยืนยันว่า ไม่มีเจตนาที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเสียเอง แต่จะได้คืนอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขกลับคืนสู่ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อธำรงรักษาไว้ ซึ่งความสงบสุข และความมั่นคงของชาติ รวมทั้งเทิดทูนไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกคน
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เวลา 23.50 น.
ลงชื่อ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน
หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
.....................................................
เปิดรายละเอียดแถลงการณ์ "ทักษิณ" สู้คณะปฏิรูปฯ
วันที่ 20 ก.ย. 2549
หลังจากที่มีความเคลื่อนไหวของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งประกอบด้วย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลไว้เมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา
เมื่อเวลา 22.15 น. วันที่ 19 กันยายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ผ่านดาวเทียมจากประเทศสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ออกโทรทัศน์ช่อง 9 แต่เมื่ออ่านแถลงการณ์ได้ 3 ฉบับก็ถูกตัดสัญญาณ เนื่องจากมีกำลังทหารพร้อมอาวุธบุกเข้าไปช่อง 9 พร้อมตะโกนสั่งให้หยุดพูดเดี๋ยวนี้ ทางเจ้าหน้าที่ช่อง 9 จึงได้ตัดสัญญาณ
สำหรับแถลงการณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ทั้ง 3 ฉบับมีดังนี้
แถลงการณ์ฉบับที่ 1
ในภาวะความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างร้ายแรง รวมทั้งกระทบอย่างร้ายแรงต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรและจำเป็นที่จะต้องเร่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงที อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5,6,11 วรรค 1 แห่ง พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 และ 35,36,37,39,44,48,50 และ 51 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เวลา 21.15 น.
แถลงการณ์ฉบับที่ 2
ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครแล้วนั้น เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครเป็นไปอย่างฉุกเฉินและทันท่วงที อาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ประกอบมาตรา 11 (2) แห่ง พ.ร.ก.การกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และให้รายงานตัวต่อ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการนายกรัฐมนตรี ณ บัดนี้ ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 19 กันยายน 2549
แถลงการณ์ฉบับที่ 3
คำสั่งผู้กำกับการปฏิบัติงานตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เรื่องแต่งตั้งหัวหน้าผู้รับผิดชอบ และมอบอำนาจการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินตามที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานครแล้วนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 7 วรรค 4 และ 6 และมาตรา 10 ของ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ ผู้กำกับการปฏิบัติงานตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงมีคำสั่ง ดังนี้ ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน มีอำนาจในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนี้ 1.บังคับบัญชา และสั่งการส่วนราชการ และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด 2.ดำเนินการอื่นๆ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการกำกับปฏิบัติงานตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินกำหนดหรือมอบหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
..........................................................
ประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 2
วันที่ 20 ก.ย. 2549
ประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 2
เรื่อง ห้ามการเคลื่อนย้ายกำลังทหาร
ให้ทหารทุกนายไปรายงานตัว ณ ต้นสังกัด และห้ามเคลื่อนย้ายกำลังออกจากที่ตั้งปกติโดยเด็ดขาด ถ้าไม่ได้รับคำสั่งจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน 2549
ลงชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
หัวหน้าการคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
.............................................................
ประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 3
วันที่ 20 ก.ย. 2549
ประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3
ตามที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศไว้เรียบร้อยแล้วนั้น เพื่อความสงบเรียบร้อยในการปกครองประเทศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงให้
1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 สิ้นสุดลง
2. วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญ
3. องคมนตรี คงดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
4. ศาลทั้งหลาย นอกจากศาลรัฐธรรมนูญคงมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอัตถคดีตามบทกฎหมายและตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549
ลงชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
หัวหน้าการคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
..............................................................
โดย Seeker เมื่อ วันพุธที่ 20 กันยายน 2549, 01:15:10 น.
สำเนาข่าวกระดานก่อนหน้ามาจากเว็ป มติชน http://www.matichon.co.th/ 1.25 น.-20-ก.ย.2549.
โดย Seeker เมื่อ วันพุธที่ 20 กันยายน 2549, 01:17:30 น.