เมื่อครั้งได้พบเจอ อาจารย์ ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ คำถามที่อาจารย์ได้พูดขึ้นขณะที่ผมเดินไปส่งอาจารย์ที่รถหน้าสนามบิน

อาจารย์วิรัตน์ถามว่า : ทำไมถึงเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดเสียล่ะ!

ผม : (ด้วยความรู้สึกว่า...หากพูดยาวไปเกรงว่าจะเป็นการสนทนาที่ไม่เหมาะกับช่วงเวลาและโอกาสที่มีอยู่ ณ เวลานั้น)

ผมตอบอาจารย์ เพียงสั้น ๆ ว่า .....เบื่อ......

(และผมรู้ด้วยว่า...มันอาจเป็นคำตอบที่อาจารย์รับรู้และตั้งคำถามไว้ในใจมากมาย )

วันนี้ผมมีคำตอบผ่านสังคมประเทืองปัญญา เพื่อให้อาจารย์วิรัตน์ รับรู้ เรื่องราวเกี่ยวกับวิถีการรับราชการที่ผ่านมา ตลอดระยะเวลา 27 ปี

ผมเองเป็นข้าราชการตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ที่ทำงานตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบที่ตัวเองได้รับมาโดยตลอด ตำแหน่งอาจไม่สวยหรูนัก หากแต่รับรู้ถึงความสุขและความสนุกเมื่อได้ทำงาน หลังจากเข้ารับราชการใหม่ ๆ เงินที่ได้ก้อนแรก ๆ ของการทำงาน ได้นำไปมอบให้แม่ ปรับปรุงบ้าน เนื่องจากบ้านสวนสมัยนั้น ครอบครัวของเรายังคงไม่สบายเหมือนปัจจุบัน ยังคงต้องต่อเติม บ้านที่อาศัยอยู่อีกหลายมุมหลายจุดนัก อีกทั้ง การซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับแม่และพ่อ ได้ใช้ ทั้ง ตู้เย็น ทีวี .....มันเป็นความรู้สึกภูมิใจอยู่ลึก ๆ ที่ได้ซื้อความสุขที่เป็นสิ่งจับต้องได้ให้แม่และพ่อ รวมทั้งน้อง ๆ ที่อยู่อาศัยรวมกันภายในบ้าน

สมัยก่อน เมื่อ กว่า 30 ปีนั้น... บ้านสวนก็ยังคงเป็นชนบท ที่ไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้ ระยะทางจากบ้านสวนที่จะต้องออกมาขึ้นรถสองแถวไปทำงาน ถนนภายในบ้านสวนสมัยนั้น.....ยังคงเป็นถนนลูกรัง ความยาวกว่า 3 กิโลเมตร หากวันไหน ตื่นไม่ทันรถสองแถวภายในซอย จะต้องขี่จักรยาน หรือเดินออกไปขึ้นรถที่ปากซอย (เวลานั้น ครอบครัวมีเพียงรถของพ่อคันเดียว ที่พ่อยังคงต้องใช้ทำกินหาเลี้ยงครอบครัวออกต่างจังหวัดอยู่เสมอ ๆ ) ดีใจเป็นที่สุดที่มีรถจักรยานเป็นของตัวเองเสียที หลังจากที่ใช้จักรยานของแม่ถีบออกไปฝากไว้ที่ร้านค้าหน้าปากซอย หากวันไหนเอาจักรยานของแม่ไป ที่บ้านก็จะไม่มีจักรยานถีบไปซื้ออะไรต่อมิอะไรที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละวันของครอบครัว

รับรู้ถึงความสุขที่ได้ยืนลูบคลำจักรยานคันใหม่ ที่ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง วันไหนก็ตามที่สวมเครื่องแบบข้าราชการ และถีบจักรยานคันใหม่นั้นไปไว้ที่ร้านค้าปากซอย มันเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจอยู่ลึก ๆ ทีเดียวที่ได้สวมเครื่องแบบข้าราชการ แม้นจะไม่มีรถมอเตอร์ไซด์ หรือรถยนต์สวยหรู ขับโก้ ๆ ไปทำงาน..... เหมือนกับคนอื่นเขาก็ตาม

คิดอยู่ในใจเสมอว่า....การเป็นข้าราชการ นั้น เท่ากับเราได้รับใช้ประชาชน เราจะต้องทำงานให้สมกับที่เรากินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ความคิดมีเพียงเท่านั้น ไม่มีตื้นลึกหนาบาง ใจซื่อๆ ใส ๆ กับความรู้สึกที่รู้สึกเช่นนั้นจริง

วัน คืน หมุนเวียน เปลี่ยนไป ความอุตสาหะ อดออม และความมุ่นมั่นที่จะเรียนให้สูงขึ้นในระดับบัณฑิตศึกษาที่ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เป็นดังใจคาดหวัง

ทำงานอยู่หลายปี จากจักรยานที่ขับมาจอดร้านค้าปากซอยหน้าบ้าน ก็เปลี่ยนเป็นจักรยานยนต์ และช่วงเวลานี้เป็นช่วงวัยที่อุทิศเวลาให้กับหลวง ค่อนข้างมาก แม้นจะไม่มีเงินตอบแทนล่วงเวลา แต่ก็ทำด้วยใจที่อยากทำ ได้สะสางงานที่ได้รับมอบหมายให้แล้วเสร็จ ได้คิดงานใหม่ สารพัดความคิดสร้างสรรค์ที่พรั่งพรู จำได้ว่า....มีผู้บริหารท่านหนึ่งเห็นความดีงามในตัวเอง ได้เสนอชื่อเข้ารับการคัดเลือกข้าราชดีเด่น ของกระทรวงสาธารณสุข (สมัยนั้น กระทรวงสาธารณสุข อยู่แถวเทเวศน์ เพราะจะต้องขึ้นไปให้สัมภาษณ์เพื่อให้เห็นตัวกันจะ จะ แต่ด้วยความอ่อนด้อยทั้งวัยวุฒิ และคุณวุฒิ จึงเป็นเพียงความทรงจำอันดีงามเหลือเกินที่ตัวเองได้รับ แม้กระทั่งขณะที่เขียนบันทึกอยู่นี้ ก็ยังอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้.... มันเป็นความสุขทางใจที่หวลรำลึกถึงแล้ว มันมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก)

อ้าว!!

แล้ว ทำไมถึงเบื่อละ..... เป็นคำถามที่หากไม่ได้พบหรือสัมผัสด้วยตัวเอง ก็จะเป็นสิ่งที่ตอบยากเหลือเกิน

ย้อนถามตัวเองว่า....อยากออกจากราชการหรือไม่? คำตอบคือ ไม่นะ.... หากแต่เป็นความรู้สึกที่สะสมอยู่ภายในเป็นเวลานาน ร่วม 10 ปี เลยทีเดียว

เหตุผลหลัก ๆ คือ ความเห็นแก่ตัว ของบุคลากรบางคนภายในองค์กร การถูกใส่ร้ายป้ายสี เพียงเพื่อให้คนอื่นเห็นว่า เราเป็นคนผิด หรือผู้กระทำ รวมทั้งการขาดความมีน้ำใจของคนบางคน มันเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่ถาโถมเข้ามา กับการฟังความข้างเดียวโดยขาดวิจารณญานและเหตุผล การถูกมองว่าเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากการเปิดซองประมูลราคาทั้ง ๆ ที่เป็นนโยบายจากต้นสังกัด อีกสารพัดปัญหา แม้กระทั่งการถูกร้องเรียนเรื่องการนำลูกสาวมาเลี้ยงใน ช่วงวัยทารก เนื่องจากปัญหาการขาดคนดูแล หรือบางครั้งที่แม่ซึ่งเป็นคนเลี้ยงไม่สบาย ซึ่งเป็นวัยที่ยังฝากเข้า สถานที่รับเลี้ยงเด็กไม่ได้

.....มันเป็นความรู้สึกบีบคั้นทางใจ มากกว่าสิ่งอื่นใด (บุคลากรในองค์กรหลายๆ คน รับรู้ และให้กำลังใจ มาตลอด เป็นความรู้สึกดี ที่อย่างน้อย ก็มีผู้เห็นใจ เข้าใจ และประณามคนบางคนที่ทำร้ายหัวใจของเรา ที่ทำให้ละทิ้งสิ่งที่เราเป็น .....)

....บทเรียนชีวิตที่ถ่ายทอดไว้ อยากให้เป็นข้อคิด ข้อเตือนใจ ให้กับใครก็ตาม ที่กำลังทำร้ายหัวใจของความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ด้วยการย่ำยี เห็นแก่ได้ ขาดความเที่ยงธรรม เพียงเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตัวเอง กับความคิดอันไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี โดยขาดจิตสำนึกที่จะนำองค์กรไปสู่ความสุขที่เป็นสุขแท้(มิใช่ลูบหน้าปะจมูก).....อย่างสิ้นเชิง

เป็นความรู้สึกที่ผมอยากตอบให้อาจารย์วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ได้รับรู้ครับ

และทุกวันนี้ เวลาได้เยียวยาจิตใจของผม.... ผมมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน มีภรรยาที่ดี ได้ดูแลลูก ดูแลครอบครัว ดูแลสวน มีกิจการเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง มันเป็นความสุขที่ผมเพียรหามาทั้งชีวิต มันอาจไม่มีเกียรติหรือศักดิ์ศรีอะไรมากมายหรอกนะครับ .... ผมรู้ตัวเสมอครับว่า....ชีวิตข้าราชการในอดีตของผม ผมไม่เคยเดินบนเส้นทางที่เสื่อมถอยในศักดิ์ศรีความเป็นข้าราชการของผมเลย...แม้แต่ก้าวเดียว

และวันนี้ ....ผมรับรู้ถึงความสุขที่ผมได้รับและถวิลหามานานแสนนาน