ดีกว่าคำพูดที่ไร้สาระเป็นพันคำ คือหนึ่งคำที่นำมาซึ่งสันติสุข (Better than a thousand hollow words, is one word that brings peace - Buddha)

อาการปวดหัวจากผลข้างเคียงของการเลิกกาแฟ ทำให้รู้สึกทรมานใจกายยิ่งเมื่อสองสัปดาห์ก่อน สิ่งที่ทำให้อาการปวดหัวดูเหมือนจะทุเลาลงในช่วงนั้นคือการอยู่ในห้องเงียบๆ เย็นๆ นั่งนิ่งๆ สงบๆ มีเสียงรบกวนจากทั้งภายนอกและเสียงของตัวเองให้น้อยทีสุด เพราะรู้สึกว่าแม้ความสั่นสะเทือนของศรีษะในช่วงที่พูดทำให้การปวดรุนแรงขึ้น ฉันได้รู้จักคุณค่าของความเงียบขึ้นมากมายในช่วงเวลานั้น ถึงแม้ความเงียบจะไม่ได้ช่วยให้อาการปวดหัวหายไป แต่มันก็ไม่ได้ทำให้อาการรุนแรงขึ้น

การเงียบก็ให้โอกาสเราได้พิจารณาใคร่ครวญวางตัวได้ด้วย

เมื่อเย็นวานน้องจากที่ทำงานที่สนิทกันชวนไปทานข้าวเพราะน้องมีเรื่องที่อัดอั้นตันใจเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานอีกคนและอยากหาที่ระบาย ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมงานนั้นมีอยู่แทบทุกที่ มากบ้างน้อยบ้างตามลักษณะของคนและของงาน แต่ละครั้งที่เกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นงานก็จะไม่ค่อยก้าวหน้าเหมือนกับรถจักรยานที่สายโซ่หย่อนยานและรอเวลาที่โซ่จะหลุด เมื่อโซ่หลุดเราก็ปั่นต่อไม่ได้และต้องหยุดซ่อม จนเมื่อเราซ่อมโซ่เสร็จแล้วมันจึงจะปั่นไปให้ถึงจุดหมายได้ 

ฉันตั้งใจจะเป็นผู้รับฟังที่ดีและมองทั้งสองฝ่ายด้วยเมตตาเพราะฉันก็รู้จักน้องทั้งสองคนถึงแม้จะสนิทกับคนนี้มากกว่า

เราพากันไปนั่งร้านอาหารไทยเล็กๆ แถบบ้าน เพราะบรรยากาศไม่พลุกพล่านและอาหารถูกปาก ถึงแม้จะรู้ดีว่าน้องคงไม่อยู่ในสภาวะที่จะรื่นรมย์กับอาหารมากนัก ตลอดเวลาชั่วโมงกว่าๆ ฉันรับฟังน้องด้วยความตั้งใจยิ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นลักษณะการทำงานของน้องอีกคนที่ไม่ค่อยถูกใจน้องคนนี้มากนัก จนเมื่อน้องได้ระบายความอัดอั้นออกมาและรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว เธอก็ถามว่าฉันรู้สึกอย่างไรกับเพื่อนร่วมงานคนนี้

ฉันบอกน้องเขาไปว่า "ฉันไม่รู้จักน้องคนนี้ดีเพราะไม่เคยได้ทำงานกับเขา จึงไม่รู้ว่าชีวิตเขาพบเจออะไรมาบ้างจึงทำให้เขาเป็นอย่างที่เป็น จึงไม่อยากตัดสินเขา แต่ฉันก็รู้และเข้าใจถึงความไม่สบายใจของเธอและอยากเป็นผู้ฟังที่ดีและหวังดีอยากให้เธอรู้สึกดีขึ้น อยากให้เธอผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปเร็วๆ จะได้มีความสุขเหมือนที่เคยเป็น ฉันรู้ว่าผู้จัดการกำลังแก้ปัญหานี้อยู่และคงเป็นผลดีกับทุกฝ่าย ดังนั้นหากทำได้ฉันหวังว่าเธอจะไม่นำเรื่องนี้ไปคิดมากมายในวันหยุด ปล่อยมันไปบ้างเพื่อความสงบของใจเธอเอง"

จนเมื่อน้องเธอสบายใจมากขึ้น เธอจึงเริ่มสังเกตและนึกขึ้นได้ว่าฉันเงียบกว่าที่เป็นในเย็นวันนี้ ฉันเลยพูดติดตลกบอกน้องเขาไปว่าเพราะไม่ได้เป็นคนในเหตุการณ์จึงไม่อยากเป็นเหมือนชายนักวิจารณ์ภาพยนต์ในเรื่องที่เคยได้ยินมา

...


...

วันหนึ่ง แขกขายผ้า อาจารย์สอนหนังสือชาวยิว และนักวิจารณ์ภาพยนต์ ต่างกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปอีกเมืองหนึ่ง ในระหว่างทางนั้นเขาทั้งสามคนกำลังติดฝนอยู่ที่บ้านไร่กลางทางแห่งหนึ่ง 

ท่าทางฝนจะตกอีกนานเลยวันนี้ เจ้าของไร่แจ้งกับชายทั้งสามคน ผมว่าพวกคุณพักอยู่ที่นี่สักคืนก่อนเดินทางต่อวันพรุ่งนี้เถอะนะ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่ามีห้องเหลืออยู่แค่ห้องเดียวซึ่งพอสำหรับคนสองคนเท่านั้น คนหนึ่งจะต้องไปนอนที่โรงนาข้างนอก 

ทันใดนั้นแขกขายผ้าก็อาสาจะไปนอนที่โรงนา "เรื่องแค่นี้นิดหน่อยสำหรับผม ผมเดินทางตะรอนไปขายผ้าไปทั่ว ค่ำไหนนอนนั่นอยู่แล้ว" พูดจบเขาก็เดินทางออกจากบ้านไปสู่โรงนา

อีกสองสามนาทีถัดมา มีเสียงเคาะที่ประตู แขกขายผ้าคนนั้นกลับเข้ามาพร้อมขอโทษขอโพย พอดีมันมีวัวอยู่ในโรงนาด้วย ตามความเชื่อของเราวัวเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิและเราไม่ควรไปยุ่งกับที่นอนของเขา" 

คราวนี้อาจารย์ชาวยิวอาสาออกไปนอนข้างนอก บอกให้แขกขายผ้านอนในบ้านให้สบาย

สองสามนาทีต่อมา มีเสียงเคาะที่ประตู อาจารย์ชาวยิวกลับมาพร้อมบอกว่า ขอโทษเถอะนะผมไม่ได้ตั้งใจจะเรื่องมาก แต่ในโรงนามีหมูอยู่ด้วย ตามความเชื่อของเราหมูเป็นสัตว์ที่สกปรก ผมคงรู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะนอนร่วมกับหมูในคืนนี้

คราวนี้นักวิจารณ์หนังก็เอ่ยปากว่าเขาจะออกไปนอนข้างนอกเอง พูดแล้วก็รีบออกไป

สิบนาทีต่อมา มีเสียงเคาะที่ประตู คราวนี้เป็นวัวกับหมูที่อยากย้ายที่นอนมาอยู่ในบ้าน

เท่านั้น...น้องคนนั้นก็ปล่อยก๊ากออกมาจนคนในร้านหันมามอง...

ฉันขับรถไปส่งน้องกลับบ้าน รู้สึกว่าน้องอารมณดีขึ้นเพราะเรื่องที่คุยกันเป็นเรื่องสัพเพเหระเบาๆ ธรรมดาๆ ต่างจากหัวข้อเดียวเมื่อหัวค่ำมากมาย และก่อนจะลงรถฉันบอกน้องไปว่า "ไม่มีใครทำให้เราเจ็บปวดได้หรอก หากเราไม่ปล่อยให้เขาทำ (Nobody can hurt me without my permission. - Mahatma Gandhi) และเราก็คงไม่สามารถเปลี่ยนใครเขาได้ชั่วข้ามคืน นอกจากบอกตัวเราเองให้อยู่อย่างมีความสุข และเวลาที่เราจะเปลี่ยนความคิดของเราได้คือตอนนี้ คืนนี้ ไม่ต้องขออนุมัติจากใคร"

...


...

น้องส่งข้อความมาขอบคุณในตอนดึก ทำให้ฉันได้นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ฉันนึกขอบคุณสติที่ทำให้ฉันควบคุมตัวเองไม่ให้เอาน้ำมันไปราดไฟในวันนี้ให้เกิดเป็นวจีกรรมแก่ตนเอง การประหยัดคำพูดในวันนี้ถึงแม้จะไม่ได้ทำให้น้องเขารู้สึกดีลิงโลดเพราะมีแนวร่วมที่รู้สึกเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลงกว่าที่ควร 

สรีระร่างกายของเราหากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าอวัยวะในส่วนบนสุดของร่างกายแทบทุกอย่างมีมาเป็นคู่เสมอไม่ว่าจะเป็นสมองซีกซ้ายขวา หู ดวงตา ไล่ลงมาถึงรูจมูก แต่ทว่าบนใบหน้าเรามีปากเพียงปากเดียว เหมือนกับว่าธรรมชาติสร้างสรรค์นี้จะบอกกับเราว่าเราควรมองให้มากกว่าที่เจรจา เราควรคิดและฟังให้เป็นสองเท่าของการเอ่ยปาก และเราควรหายใจให้มากกว่าที่เราพูด แต่ส่วนใหญ่เรากลับทำในสิ่งตรงข้ามเพราะเราต่างตกเป็นทาสของลิ้น เราแทบจะไม่มองดูให้ดีก่อนพูด บางครั้งเราพูดโดยที่ไม่ได้คิดด้วยซ้ำไป 

และการที่เราไม่ได้ยินเสียงของภายในของตัวเราส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะเสียงที่ดังจากทั้งสิ่งแวดล้อมและจากตัวเราเอง อย่างน้อยที่สุดหากเราสามารถลดคำพูดของเราได้ เราอาจได้ยินเสียงของหัวใจตัวเองบ้าง เพราะบางครั้งเรามัวแต่ฟังตัวเองพูดเลยทำให้เราไม่ได้ยินสิ่งต่างๆ ที่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายพยายามจะบอก เลยกลายเป็นว่าเรามีเสียงรบกวนมากมายจากทั้งข้างนอกและข้างใน และบางครั้งก็ดูเหมือนลิ้นจะเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักมากที่สุดชิ้นหนึ่งของร่างกายเรา ให้เวลาเขาได้พักบ้างเราจะได้ความรู้สึกที่ต่างไป

มีคนพูดเอาไว้ว่าคำพูดนั้นมีค่า แต่มันจะมีค่ามากขึ้นหากเราให้ช่องว่างในระหว่างการพูดนั้นด้วยความเงียบ...เพราะในความเงียบคือความงาม เราจึงไม่ควรทำลายความเงียบนั้นหากไม่สามารถทำให้บรรยากาศนั้นดีกว่าเดิม พระพุทธองค์ก็ได้ทรงตรัสไว้ในทำนองที่ว่า "ดีกว่าคำพูดที่ไร้สาระเป็นพันคำ คือหนึ่งคำที่นำมาซึ่งสันติสุข (Better than a thousand hollow words, is one word that brings peace - Buddha)"

.

.

ขอบคุณอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นในวันนั้น ที่ทำให้ฉันรู้จักคุณค่าของความเงียบที่เกิดขึ้นในวันนี้

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดีเสมอ...จริงๆนะคะ

.

สุขสันต์วันหยุดที่คงจะเงียบกว่าวันทำงานค่ะ
ด้วยความนอบน้อม,
ปริม ทัดบุปผา
๒๒ กันยายน ๒๕๕๕