การนั่งซักประวัติผู้ป่วยที่แผนกผู้ป่วยนอกนั้นทำให้เราได้เรียนรู้หลายสิ่งอย่างที่ ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นคัมภีร์เล่มใหญ่ ให้ได้เรียนรู้ไม่รู้จบสิ้น จากทุกข์ ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ ของคน มันทำให้เราเรียนรู้ว่า การมีชีวิตนั้น เป็นการดิ้นรนที่จะอยู่โดยสัญชาติญาณ ทุกข์ทุกอย่างต้องการการเยียวยา คนไข้ที่มาตรวจส่วนใหญ่ เป็นโรคทุกข์ทางกาย คือจากโรคต่างๆ แต่ก็มิวายจะแฝงทุกข์ทางใจอยู่นั่นเอง หลายคนเป็นทุกข์ที่ใจฝังลึกมากกว่าทุกข์ทางกายด้วยซ้ำ ทุกข์กาย มีคนช่วยเยียวยา รักษาหาย พิการ ตาย แล้วแต่ความรุนแรงของทุกข์
แต่ทุกข์ใจนั้น ต่อให้มีใครมาช่วยเยียวยาก็ยากยิ่งนักที่จะหายสนิท
หลายคนที่มาตรวจด้วยเรื่องทุกข์ทางกาย ที่เป็นผลมาจาก ทุกข์ทางใจ นั้นต้องการเพียงยาที่จะบรรเทาทุกข์ เช่น ยานอนหลับ ยาคลายเครียด ยาบำรุงร่างกาย
ซึ่งมันรักษาได้เพียงบรรเทา
การเยียวยาจิตใจของตัวเองนั้น เป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่เชื่อมั๊ย การเยียวยาง่ายๆที่ไม่ต้อง เดินทางไปให้ใครช่วย ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษา แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย คนส่วนใหญ่กลับไม่เลือกที่จะทำ
กลับเลือกที่จะให้ มีคนมาเยียวยาความรู้สึกให้ ทั้งที่ความรู้สึกทุกข์นั้นเป็นของเราแท้ๆ เรายังไม่รู้สิ่งที่เราทุกข์ กลับให้คนอื่นมานั่งอ่านใจเรา ว่า เรื่องอะไรที่ทำให้เราทุกข์ แปลก!
ข้าพเจ้าไม่เคยเชื่อว่า จะมีใครเข้ามานั่งในใจเราแล้วรู้ทุกข์ทางใจเรามากกว่าใจเราเอง
แต่ทำไมใครหลายคนถึงเชื่อคนอื่นมากกว่าตัวเอง
นั่งคิดไปมาระหว่างที่ให้บริการคนไข้
ก็เลยคิดอุปมานได้ว่า อ๋อ! คนเรามีตาที่จะมองไปเพียงข้างหน้า นี่เองมองเห็นแต่สิ่งอื่นที่ ไม่ใช่ตัวเอง
จะส่องกระจกมองตัวเองก็ต่อเมื่อ ยามแต่งตัว ว่าตัวเองดูสวย หล่อ ดูดี หรือยัง เตรียมพร้อมให้คนอื่นมองแล้วบอกว่าเข้าท่า เหมือนที่เรานั่งมองคนอื่นๆ
แล้วพลันเมื่อสายตาไปพบกับคนที่เราชอบ ชื่นชม แล้วนั้น ก็พลันคิดว่า อยากเป็นแบบคน นั้น คนนี้ ไปเรื่อย ซึ่งนั่นมันไม่ใช่ตัวเอง
หากเราหมั่นมองดูตัวเองบ่อยๆ โดยมองเข้าไปในจิต มากกว่า มองสิ่งอื่น ปิดตาที่จะมองคนอื่นบ้าง เพื่อหันมาพิจารณาตัวเองเพื่อให้ปราศจากอคติ ข้าพเจ้าคิดว่า เราน่าจะเห็นว่า แท้จริงแล้ว ตัวเราเป็นอย่างไร จิตที่แท้เราต้องการอะไร ทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจเรานั้นมาจากไหน เราคงหาต้นตอความทุกข์ ได้ง่ายกว่า การที่เรามานั่งให้คนมานั่งวิเคราะห์ ให้ว่าฉันทุกข์เพราะเหตุใด
เพราะการที่คนอื่นมองเรานั้น ต่อให้มีความรู้ระดับ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา ก็ตามการมองวิเคราะห์นั้น ก็คงไม่พ้นการ เอาอารมณ์ความรู้สึกของเขาตัวเองมาร่วมวิเคราะห์ ด้วยเป็นแน่ แล้วมาสรุปให้เราฟังว่า เราป่วยด้วยโรคทางจิตเพราะเรื่อง..... แปลกที่เราก็อุตส่าห์เชื่อเขา สุดท้ายก็รักษาไม่ได้สักทีแค่บรรเทา
การเฝ้ามองตัวเอง รู้การกระทำของตัวเอง รู้ทันความคิดของตัวเอง เมื่อรู้แล้ว จับความคิดความรู้สึกได้ทันแล้วนี่เล่า ถึงจะชัดเจน เป็นคำตอบที่ถูกต้องว่า ที่เราทุกข์ทางใจนั้นสาเหตุมาจากไหน มิใช่ไปเที่ยววิ่งถามใครต่อใครว่า “ดูให้หน่อยฉันทุกข์ใจเพราะอะไร” เพราะจะไม่มีใครตอบเราได้ถูกต้องเท่ากับตัวเราเอง
เยียวยารักษาทุกข์ในใจเราด้วยตัวเราเถิด แล้วทุกข์นั้นจะแก้ไขได้โดยไม่ต้องพึ่งพา หมอ ยา หรือใครอีกเลย
ภาพประกอบจาก http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=sanguanmaejo25&topic=268&page=235
บางครั้งการได้กินยาระบาย.... Oops!!!
บางครั้งการได้ระบายกับใครก็ได้ที่เราคิดว่าเขา (หมอ) พยายามรับรู้ รับฟังเราก็ผ่อนคลายไปได้ระดับหนึ่งแลัวครับ.................
หลวงพ่อชาเคยเทศน์ว่า เคยมีคนจบเอกด้านจิตวิทยามาขอปฏิบัติธรรมที่วัดเช่นกัน เพราะเห็นทุกข์แต่ไม่รู้วิธีดับทุกข์........... เหมือเราขับรถที่เราก็ไม่เห็นไฟหน้ารถของตัวเอง.........
สูตรเดิม (เริ่มอาชีพใหม่....หน่วยลากเข้า"วัด").....ไปปฏิบัติธรรม กันเถิด....คุณโยม.....:):)
ได้เคยแลกเปลี่ยนกับผู้ทำงานด้านสุขภาพหลายคนทั้งคุณหมอ คุณพยายาบาลและเจ้าหน้าที่ที่ได้นำเรื่องของการฟังอย่างลึกซึ้งไปใช้ พบว่าทำให้คนไข้มีความสุข มีความไว้วางใจ เชื่อมั่นในคำแนะนำมากขึ้นค่ะ ผู้ปฏิบัติงานเองก็มีความสุขจากการเจริญเมตตาไปด้วย
แพทย์น้องใหม่เดี๋ยวนี้.. ขาดการเยียวยาจิตใจคนไข้ อ้างเหตุผลเดียว คนไข้เยอะไม่มีเวลา แต่การเยียวยาจิตใจ บางครั้งไม่ต้องใช้เวลาเลย
* เห็นคุณค่าในตน..มากล้นด้วยการแบ่งปัน..สุขสันต์ทุกวันเอย..