การทำบุญ เป็นการลงทุนทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง  (บุญนิยม?)    ....คนไทยเราส่วนใหญ่ใจบุญมาก ชอบให้ทาน “คนขอทาน”  .. ให้อาหารหมาจรจัด (ส่วนฝรั่งจับฆ่าทิ้งหมด).. รวมทั้งทำบุญทานให้เปรตในคราบตำรวจที่กักด่านกลางถนน (อิอิ) 

 

 

วันนี้มีการชี้นำว่า การทำบุญนั้นถ้าจะให้ได้บุญมากที่สุดต้องทำบุญกับพระที่ทรงศีล (เท่านั้น)  ซึ่งผมว่าพระรูปใดที่ชี้นำแบบนี้ก็แสดงว่าเป็นพระที่ “ไม่ทรงศีล” เสียแล้ว  เพราะพระที่ทรงศีล ทรงธรรม จริงๆนั้นท่านจะหมด “อัสมิมานะ” หรือ การถือตัวว่าดีว่าเด่นกว่าคนอื่น 

 

 

ถามว่าการให้ข้าว หมาจรจัด  กับการให้ข้าว  พระผู้ทรงศีล...อันไหนได้บุญมากกว่ากัน     ผมตอบว่าให้หมายังอาจได้บุญมากกว่า

 

 

เพราะหมามันหิว ส่วนพระทรงศีลนั้น อาหารเหลือเฟืออยู่แล้ว  เพราะมีคนตักบาตรกันตรึมอยู่แล้วแหละ ยิ่งให้ท่านมากเท่าไร อาจเท่ากับว่า”ทำบาป”มากด้วยซ้ำไป เพราะไปปนเปรอพระให้ใจแตก อีกทั้งของเหลือ เสีย ทิ้ง เน่า  เป็น NPบุญ ไปหมด  (non performing บุญ)

 

 

การทำบุญทำทานที่ดีนั้น ผมเห็นว่าไม่ควรไปมองที่ปลายทางมากเกินไปนัก แต่มองที่ “ต้นทาง”  คือที่ ใจเรา เป็นใหญ่ ว่า การให้ นั้นเป็นการสละออก  เป็นการลด “ความตระหนี่ขี้เหนียว”  ก็เท่ากับว่าเป็นการลดกิเลสของเรานั่นเอง  ว่า เงินนี้เป็น ของเรา  ของกู (ภาษาหลวงพ่อเงื่อม)

 

คิดได้แบบนี้ก็ดีไปแปดอย่างแล้ว   อีกอย่างหนึ่งที่เหลือ จะให้สำหรับพระทรงศีลเท่านั้นก็ไม่ว่ากัน   ก็ดีนะ ท่านจะได้เอาไปทำประโยชน์เพื่อสัตว์โลกได้มากขึ้น   (ถ้าทรงศีลจริง ไม่ได้ทรงศีลแบบโม้ๆ)

 

แต่ถ้าไปเน้นว่าต้องให้พระทรงศีลเท่านั้น ผมว่ามันจะทำให้เรายึดติดในรูปแบบ ถือเป็น “สีลัพตปรามาส”  ที่เป็นอุปสรรคทำให้ไม่อาจหลุดพ้นเป็น “พระโสดาบัน”   ได้ ....อย่าว่าแต่สูงกว่านั้นเลย

 

 

...คนถางทาง (๑๙ กย. ๒๕๕๕)