การจัดการความรู้ “ที่ถูกต้อง” สำคัญอย่างไร

ใครที่ต้องการ กำหนดชะตาชีวิต ของตนเอง ก็สามารถทำได้ โดยการใช้ความรู้ที่ถูกต้อง

ท่านที่เคยทบทวนชีวิต ทั้งของตนเอง และสัตว์โลกอื่นๆ

จะรู้และเข้าใจคำว่า

 

กรรม เป็นเครื่องจำแนกสัตว์

และคนจำนวนหนึ่ง ก็คิดแค่นั้น

ผมคิดว่า มันเป็นความเข้าใจส่วนเดียว

และใช้ประโยชน์เพียงส่วนเดียว

เพราะ

แท้ที่จริงนั้น กรรมจะดี หรือ ไม่ดี ขึ้นอยู่กับ ทิฐิ

คนที่มี สัมมาทิฐิ ย่อมทำกรรมดี อาจพลาดไปบ้างก็ถือว่า ไม่เจตนา

แต่คนที่มี มิจฉาทิฐิ ย่อมมีโอกาสทำกรรมดีน้อยกว่า นอกจากโดยบังเอิญ หรือไม่เจตนา

 

แล้วอะไรคือ เส้นแบ่งระหว่างสัมมาทิฐิ และ มิจฉาทิฐิ

ใครก็รู้ว่า คือ ความรู้

ดังนั้น ความรู้ จึงเป็นเครื่องจำแนกกรรม

ดังนั้น ความรู้ จึงเป็นตัวกำหนด ชะตากรรม ในระยะสั้น และ วิบากกรรม ในระยะยาว

ใครที่ต้องการ กำหนดชะตาชีวิต ของตนเอง

ก็สามารถทำได้

โดยการใช้ความรู้ที่ถูกต้อง

ยิ่งเร็ว ยิ่งดี

ก่อนที่ ชะตากรรม จะเปลี่ยนไปเป็น วิบากกรรม
และไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องปล่อยชีวิตไปตาม ยถากรรม

พอกล่าวถึงความรู้ คนส่วนใหญ่ก็ยังหลงเข้าใจว่าเป็นความรู้ในโรงเรียน หรือความรู้จากใบปริญญา

เช่น

คนชอบคิดว่า ผมจบปริญญาเอกมา ก็ต้องมีความรู้มากกว่าคนจบ ม. 3

ที่ผมขอปฏิเสธเลยว่าไม่จริง และแทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย

บางคนที่ผมรู้จัก แม้จะได้ปริญญาเอกมา ก็ยังแทบไม่รู้อะไรเลย

ทำอะไรก็ไม่เป็น วันๆมีแต่ท่องตำราไปหลอกเด็ก ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรให้กับตัวเองและสังคม เขียนบทความอะไรๆ ก็ไม่ต่างจากการสร้างขยะเพิ่มขึ้นให้กับสังคม

สำหรับตัวผมเอง จบปริญญาเอกมาทางด้านธาตุอาหารพืช แต่ผมกลับเกือบจะไม่เห็นด้วยกับตำราที่เรียนมา เพราะผมรู้สึกว่าถูกเพียงครึ่งเดียว

ครึ่งที่ถูก ไม่ค่อยมีใครนำมาใช้ แต่ครึ่งที่ผิด มีการนำมาขยายผลเพื่อธุรกิจการค้าปุ๋ยเคมี สารเคมี สารพัดชนิด

ที่มีผลทำลาย ทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

กลุ่มนักวิชาการระดับปริญญาเอกก็ไม่ทำอะไร นอกจากวิ่งตามกระแสสังคม เพราะตัวเองก็ไม่ทราบวิธีแก้ไขเหมือนกัน

มีแต่กลุ่มชาวบ้านที่ไม่จบปริญญาอะไรเลย ต่อสู้เพื่อแก้ไขปัญหาระดับชาติอยู่กลุ่มเดียว

นี่คือบทสะท้อนความเป็นจริงในสังคม

ว่าเรามีระบบ “การศึกษา” ที่หลงทาง และย้อนกลับมาทำลายตัวเองในทุกเรื่อง

หนทางแก้ไข มีอยู่ทางหนึ่งคือ

การจัดการความรู้ ที่ “ถูกต้อง”

ที่ไม่ใช่สักแต่ว่ารู้ หรืออะไรก็ได้ ที่เป็น “ความรู้” แต่ต้องเป็นความรู้ที่ “ถูกต้อง” ด้วย

มิเช่นนั้น ก็ไม่มีประโยชน์ อาจะเสียเวลาเปล่าๆ และหรือเป็นโทษด้วยซ้ำ

เช่น ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ผมบันทึกความรู้ต่างๆไว้มากพอสมควร

เรื่องทั้งหมดที่ผมบันทึก แล้วอยู่ในความนิยม ยาวนานมาก อย่างไม่น่าเชื่อ มีสองเรื่อง
คือ


อกหัก ทำอย่างไรดี (และวิธีการแก้ไข)
และ
เทคนิคการโต้วาที

จากการฟังคำถามและ การตอบคำถาม ทำให้ผมรู้สึกว่า

คนส่วนใหญ่ปล่อยชีวิตไปตาม "ยถากรรม" ไปสู่ความ "อนาถา"

 และ

 คนส่วนใหญ่ มองโลกไม่ครบมุม

 ทำให้ความรู้ไม่เกิด และใช้อย่างไม่ถูกต้อง

 จนกลายเป็น "ความรู้ไม่พอใช้" และมิจฉาทิฐิ

 

ที่ทำให้เกิดความเสียหาย จากการใช้ความรู้ที่ไม่ถูกต้อง

ที่มีอยู่อย่างมากมายและทั่วไปในสังคมไทย

สำหรับ การคิดแบบ "โต้วาที" อย่างถูกต้อง แบบมีสัมมาทิฐิ

จะช่วยให้เรามองโลกได้รอบคอบมากขึ้น

พัฒนาและใช้ความรู้ที่ “ถูกต้อง” มากขึ้นเรื่อยๆ

และใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ทำงานที่ดี มีคุณค่า และถูกต้องมากขึ้น

และเราจะไม่มีวัน "อกหัก" แน่นอน

ดังนั้น การจัดการความรู้ จึงเป็นเครื่องมือเดียวที่ผมมองเห็นในขณะนี้ ที่จะช่วยกู้สถานการณ์วิกฤติของคน ของสังคม และของประเทศชาติได้

ที่จะย้อนกลับมาเริ่มที่สัมมาทิฐิก่อน โดยการพิจารณา ประสิทธิผล ก่อนประสิทธิภาพ

สิ่งใดๆ ที่เราเริ่มที่ประสิทธิผลแล้ว จะสามารถพัฒนาไปได้ไกลแน่นอน

เพราะช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันคือ

เราไม่สนใจ “ผล” ที่แท้จริง สนใจแต่ผลดีในระยะสั้น ที่มีผลเสียในระยะยาว

พอเสนอให้วางแผนระยะยาว ก็ยิ่งกลับไม่มีใครกล้าคิด กลัวชีวิตตัวเองจะอยู่ไม่ทันใช้

ดังนั้น เราต้องกลับมาใช้ความรู้ที่ถูกต้อง

โดยการจัดการความรู้ที่ถูกต้องครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (0)