เลิกทำนาหันมากินมันแทนข้าว..ดีไหม
การทำนา เป็นความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ จนยกย่องกันเป็นกระดูกสันหลังของชาิิติไปโน่น.... แต่วันนี้ผมมาคิดทะแยงให้สะแลงใจว่า เป็นการภูมิใจในสิ่งโง่ๆ หรือเปล่า???
เพราะการทำนานั้นมันเหนื่อยยากมาก อีกทั้งต้องพึ่งลมฟ้าอากาศมากเกินไป แมลงก็มาก โรคก็ชุม รายได้ก็น้อย
ถ้าเราเลิกทำนา(หรือทำแต่น้อยพอเป็นอาหารเสริม) แล้วหันมาทำสวนผลไม้ให้หมด เราจะได้หลายต่อมาก รวมทั้งได้ความเย็นฉ่ำชุ่มชื้นคืนมา (ลดโลกร้อน...ว่าเข้านั่น)
ส่วนอาหารหลัก (main staple) นั้น ขอแนะนำว่าให้กิน “มัน” แทนข้าว ซึ่งมันป่าไทยเรามีหลายชนิดมาก นิยมการพันต้นไม้ขึ้นไปรับแดด โดยไม่ทำลายต้นไม้ ออกหัวอยู่ใต้ดินบ้าง กลางอากาศบ้าง หรือ ทั้งใต้ดินและกลางอากาศก็มี อีกทั้งพวกหัวสาคู กระบุก ขึ้นกับดิน ชอบแดดรำไรใต้ป่าอยู่แล้ว
ดังนั้นเราก็ปลูกมันในสวนผลไม้นั่นเอง ให้ัมันพันต้นผลไม้ขึ้นไป แบบนี้เราได้หลายต่อ คือได้สวน ได้ป่า ได้เนื้อไม้ ได้ผลไม้ และได้หัวมันไว้กิน (แทนข้าว)
แล้วจะไปปลูกข้าวกินให้เหนื่อยยากทำไม เพราะกินมันอร่อยกว่าข้าวเสียอีก ไม่เชื่อไปถามพวกเห่อกินอาหารฝรั่งริมร้านแฟรนไชส์ในไทย
วันนี้ มานั่งคิดย้อนศรว่า วัฒนธรรมการปลูกข้าว (ไม่ว่าข้าวเจ้า หรือ สาลี) มันมีที่มาอย่างไร และคิดได้อย่างไร ก็มาถึงบางปูว่า อ๋อ..อาจเป็นเพราะ “การสงคราม”
กล่าวคือ สมัยก่อนทำสงครามกัน จับเชลยศึกมามาก จน “คนล้นงาน” ..แล้วจะให้พวกมันทำอะไรดี ถ้าทำสวนปลูกมันกิน มันก็ง่าย รวดเร็ว เหนื่อยน้อย พวกเชลยทาสก็จะว่างงานกันมาก จนมันอาจคิดทรยศ กบถ ดังนั้นก็เลยต้องหางานหนักๆ ให้มันทำ ก็คือทำนาไง
การทำสวน ปลูกมัน มันแสนง่าย ไม่ต้องใช้ควาย ไม่ต้องปักดำใหม่ทุกปี (เพราะหัวมันที่ตกค้างใต้ดินมันงอกใหม่ทุกปี) ก็เลยนั่งกินนอนกินทั้งปีทั้งชาติ ไม่ต้องเหนื่อยยากทุกปีแบบทำนา
ได้ยินมาว่ามันชนิดหนึ่ง ชื่อมันอะไรก็ลืมไปเสียแล้ว (ยังซื้อมาได้ตั้งสามโล แบบเหมาหมดแผง) มันออกหัวกลางอากาศ ชอบพันต้นมะม่วงซะด้วย แต่ละต้นให้หัวปีละประมาณ 50 กก. ซื้อมากินแล้ว อร่อยดีมาก
ลองคำนวณ ถ้าปลูกมะม่วงแบบ 4x4 ก็จะได้ 100 ต้นต่อไร่ ก็ได้มัน 5 ตัน (ปลูกมันสำปะหลังเหนื่อยยากแทบตายได้เพียง 3 ตันเท่านั้น) ส่วนปลูกข้าวได้ไร่ละ 0.4 ตัน
แสดงว่าปลูกมันนี้ได้ผลผลิตมากกว่าข้าว 12 เท่าโดยน้ำหนัก แถมได้ผลมะม่วง ได้ความเย็นฉ่ำชุ่มชื้นจากสวน ลดความเหนื่อยยากลง ไม่ต้องง้อฝน ง้อควาย
นี่ยังไม่พูดถึงมันอื่นๆ ที่ให้ผลผลิตมากกว่านี้ เช่น มันเลือด มันพร้าว
หัวมันพวกนี้เก็บไว้ได้เป็นปี ไม่เสียหาย(เหมือนข้าว) ไม่ต้องอบแห้ง ไม่ต้องสี หรือถ้าไม่อยากเก็บก็ปล่อยมันไว้บนต้นหรือใต้ดินได้ กลายเป็น ธนาคารอาหารอย่างดี อยากกินเมือไหร่ก็ไปเก็บ ไปขุดมากิน ไม่ต้องง้อข้าวถุงให้เป็นทาสทุนนิยมเหมือนทุกวันนี้
ที่หมู่เกาะทะเลใต้ เขากิน สาเก เป็นอาหารหลัก ที่อัฟริกากินมัน สปล. เป็นหลัก ฝรั่งก็ิกินมันฝรั่ง
วันนี้คนไทยเราน่าหันมากินมันป่าของเรา ที่มีมากหลาย เหลือเชื่อ ตั้งแต่ลูกเท่าหำแมวจนถึงนมช้าง
ข้อเสียของการปลูกมันแทนข้าวในลักษณะดังกล่าวนี้ดูเหมือนว่ามีอยู่อย่างเดียว คือ อดีตชาวนาจะรวยกันหมด เพราะมีรายได้มากขึ้น ๒๐ เท่ากว่าเดิม แล้วเหนื่อยน้อยลง ๑๐ เท่า ซึ่งจะทำให้นักการเืมืองชั่วๆ หลอกพวกเขาเพื่อหาเสียงโ่ง่ๆ แบบเดิมๆ ไม่ได้
...คนถางทาง (๑๙ กันยายน ๒๕๕๕)
สวัสดีครับ
ผมว่า ถ้าทำนาพื้นที่เล็กๆ พอได้กินในบ้าน น่าจะดูแลง่ายหน่อย
ปลูกกันแถวหน้าบ้าน หลังบ้าน ในกระถาง ยางรถยนต์ กะละมัง
หาเครื่องสีข้าวเล็กไว้ใช้ในบ้าน ขนาดสักเครื่องชงกาแฟ
(พลังงานคนนะ ใช้มือหมุน หรือปั่นแบบจักรยานก็ได้)
ได้ทั้งข้าว ทั้งแกลบ แค่นี้อาจไม่พอกินทั้งปี
ก็ซื้อข้าวสารถุงหรือหัวมันมาเพิ่มได้
ท่าน ธ. ครับ ผมยังเห็นว่าปลูกมันง่ายกว่ามาก เช่น มีมะม่วง 1 ต้น ขนุน 1 ต้น ก็ปลูกมันใต้ต้นพวกนี้ ก็ได้แล้ว 100 โล (ต้องปลูกข้าวตั้ง 1 งาน แสนเหนื่อยยากกว่าจะได้ข้าว 100 โล)
ส่วนไอ้มันที่ผมลืมชื่อไปแล้วนั้น คือ มัน "อีมู่" ครับ มาจาก จ.เลย หัวเล็กๆ เท่าสักกำปั้นเด็กน้อย เปลือกสีน้ำตาลไหม้ เป็นปุ่มเล็กน้อย ออกลูกกลางอากาศ (ดี ไม่ต้องขุดให้เปลืองแรง) เอามาปิ๊งลองกินดูออกเหนียวๆ รสชาติปานกลางไม่หวาน กลิ่นกลางๆ ไม่ค่อยหอมเท่าไหร่