เสาร์นี้ (๑๕ ก.ย.๕๕) คณะกรรมการ PCT รพ.สูงเนินจัดอบรม

การรายงานแพทย์แบบ SBAR และ Early Warning Sign


ท่านผู้อำนวยกา ดร.พญ.นิลเนตร วีระสมบัติ มาทำพิธีเปิดการอบรม รุ่นแรกครึ่งเช้า

หัวหน้าศูนย์พัฒนาคุณภาพ พี่แป้น'เบญจมา เลาหพูลรังษีมาช่วยเปิดและปิดการอบรม รุ่นหลังครึ่งบ่าย

อายุรแพทย์ นพ.ทวีพงศ์ อนุสรณ์สุวรรณ ของเรามาให้ความรู้เรื่อง อาการ-อาการแสดงของผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ที่ต้องรายงานให้แพทย์รับทราบ เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสม โดยแยกในแต่ละกลุ่มโรค แต่ละ Special Clinical Risk เช่น Stroke (โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน), STEMI / Acute MI (โรคหัวใจขาดเลือด), COPD (โรคถุงลมโป่งพอง), Sepsis (ติดเชื้อในกระแสเลือด), Head Injury (ศีรษะได้รับความกระทบกระเทือน), DHF (ไข้เลือดออก), Neonatal Jaundice (ทารกตัวเหลือง), Appendicitis (ไส้ติ่งอักเสบ) เป็นต้น

เลขาฯ PCT คนใหม่คุณจตุพร หาคุ้มคลัง เกริ่นนำเรื่อง Chain of Prevention ห่วงโซ่ของการป้องกัน (ป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์)

ห่วงโซ่ที่ ๑ Education ทีมงานสุขภาพต้องมีความรู้เรื่องโรค เรื่องการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง-ครอบคลุม-ครบถ้วนตามมาตรฐานของแต่ละวิชาชีพ ทราบสีญญาณอันตรายที่อาจจะเกิดในเวลาอันใกล้

ห่วงโซ่ที่ ๒ Monitoring การสัดสัญญาณชีพถูกต้อง ครอบคลุม ครบถ้วน เหมาะสม วิเคราะห์ได้ว่าผิดปกติ และบันมึกชัดเจน 

ห่วงโซ่ที่ ๓ Recognition มักจะเป็นปัญหาบ่อยที่นำไปสู่การเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ การใช้ Track, Trigger tools เป็นตัวช่วยลดความบกพร่องของ Recogition

ห่วงโซ่ที่ ๔ Call for help ขอความช่วยเหลือ เป็นประเด็นที่เรามาอบรมในวันนี้

ห่วงโซ่ที่ ๕ การตอบสนอง ในที่นี้หมายถึงของแพทย์หลังจากที่เรารายงานแล้ว



ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่าอาการอะไร เมื่อไรที่บ่งบอกว่าเราต้องร้องขอความช่วยเหลือจากแพทย์ ซึ่งเรียกว่า Early Warning Sign ที่เรากำหนดใช้ในหน่วยงานคือ

สำหรับผู้ใหญ่

    อัตราการเต้นของหัวใจ <40 or >130 ครั้งต่อนาที

    ความดัน systolic <90 mmHg

    อัตราการหายใจ <8 or >28 ครั้งต่อนาที

    O2 saturation <90% ทั้งที่ให้ออกซิเจน

    การเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัว

    ปริมาณปัสสาวะ <50 มล.ใน 4 ชั่วโมง

สำหรับเด็ก

    อายุ >1 หายใจ > 40     อายุ <1 หายใจ > 60 ครั้ง/นาที

    เด็ก < 8 ปี ชีพจร < 80 หรือ > 160 ครั้ง/นาที

    เด็ก > 8 ปี ชีพจร < 60 หรือ > 140 ครั้ง/นาที

    ความดัน systolic เด็ก 1-10 ปี < 70 mmHg + (อายุเป็นปี + 2)

    หายใจเร็วผิดปกติ, ปลายจมูกบาน, Chest wall Retraction, Grunting

    การเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัว, ซึม, ชัก, กระสับกระส่าย  

    คลำชีพจรที่ปลายมือ-ปลายเท้าไม่ชัดเจน, เขียว, SpO2<95%   

ถ้ามีตัวใดตัวหนึ่งผิดปกติ ให้รายงานแพทย์โดยใช้ SBAR ภายใน ๕ นาที


หลังจากเรารู้แล้วว่าอาการอะไรที่ค้องรายงานแพทย์.. ทีนี้เรามาดูวิธีการรายงานแพทย์บ้าง เพราะมีแพทย์หลายท่านแอบบ่น (เบาๆ) เกี่ยวกับเรื่องการรายงานอาการผู้ป่วยของเหล่าพยาบาล (เอามาขายกันซะหน่อย) ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในพยาบาลจบใหม่ และพยาบาลที่จบมานานมากแล้ว

@ ตกลงจะรายงานเรื่องอะไรคะ/ครับ : ด้วยเหตุว่าการรายงานแพทย์ของเราเป็นแบบ "น้ำท่วมทุ่ง-ผักบุ้งโหลงเหลง"

@ คนไข้หายใจหอบมากค่ะ (แล้วอะไรต่อล่ะจ๊ะ) รายงานแค่เนี๊ยะ

@ ทำไมต้องให้ถามทีละข้อ ทีละข้อ นะ (บ่น) : คนไข้อายุเท่าไร .. มีโรคประจำตัวหรือไม่ .. เคยรับยาอะไรบ้าง .. ผลเลือดเป็นอย่างไร .. ให้อะไรไปบ้างแล้ว ..

@ รายงานทำไมเนี่ย ก็ดีทุกอย่างนี่.. (รายงานให้รับทราบว่าได้รับผู้ป่วยไว้ในรพ.)

 

ไม่ใช่มีแต่แพทบ์บ่นนะคะ พยาบาลเราก็บ่น (เบาๆ เช่นกัน) เช่นกัน

@ รายงานแล้ว แพทย์ไม่ลงมาดูผู้ป่วย

@ ต้องรายงานซ้ำหลายครั้ง พอรายงานมากๆเข้า ก็ลงมาดูและพิจารณาส่งต่อ (จะโดนไหมนี่)

@ มีคำสั่งการรักษาไม่ตรงใจพยาบาล

@ ให้กังเกตอาการต่อ (อยู่นั่นแหละ) เฮ้ออออ

 

หลากหลายเหตุผล ที่เป็นสาเหตุให้เราต้องมาอบรมเรื่องการรายงานแพทย์โดยใช้หลักการของ SBAR

(S) Situation : สถานการณ์ที่ทำให้ต้องรายงาน (ระบุปัญหาสั้นๆ เวลาที่เกิด ความรุนแรง), ระบุตัวผู้รายงาน หน่วยงาน ชื่อผู้ป่วย หมายเลขห้อง

(B) Background : ข้อมูลภูมิหลังเกี่ยวกับสถานการณ์, การวินิจฉัยแรกรับ, วันที่รับไว้, รายการยา, สารน้ำ, การแพ้ยา, การตรวจทดสอบทางห้องปฏิบัติการ, สัญญาณชีพล่าสุด, ข้อมูลทางคลินิกอื่นๆ

(A) Assessment : การประเมินสถานการณ์ของพยาบาล

(R) Recommendation : ความต้องการของพยาบาล เช่นต้องการให้ทราบว่าผู้ป่วยได้รับการรับไว้แล้ว, การย้ายผู้ป่วยไปอยู่หน่วยอื่น, ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลจากแพทย์โดยด่วน, การเปลี่ยน-เพิ่ม-งดคำสั่งการรักษา


แล้วก็แบ่ง ๔ กลุ่มทบทวน Chart เพื่อฝึกการรายงานแพทย์ โดยดูข้อมูล เมื่อพบ Early warning sign ให้เขียนรายละเอียด ว่าเราจะต้องรายงานอย่างไร ให้ครบ SBAR และออกไปนำเสนอหน้าห้อง มีคุณหมอเพ้ง'อ่ยุรแพทย์ของเรามาช่วย Comment


หลังอบรมแพทย์หลายท่านหวังว่า จะได้รับการรายงานที่ชัดเจน - เข้าใจง่ายไม่ยืดเยื้อ เราพยาบาลก็หวังเช่นนั้นเหมือนกันค่ะ และสูงสุดคือเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย