ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทย ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497

บทที่ 3

วิธีดำเนินการวิจัย

การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัย ได้กำหนดวิธีดำเนินการวิจัย ซึ่งประกอบด้วย ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การทดสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้

ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ เยาวชนเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 15–20 ปีบริบูรณ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลธรรมศาลา   อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม  จำนวน 511 คน จากจำนวน 7              หมู่บ้าน (ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่  (1 พฤษภาคม 2555) โดยทำการสุ่มตัวอย่างเพื่อกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้

                ขั้นตอนที่ 1  การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้หลักการหาค่าขนาดของกลุ่มตัวอย่าง จากการคำนวณ ของ Yamanes ดังนี้

 

                สูตร                        n              =                                N                                           

                                                                                              1+N (e)2

 

                โดยที่                      n              =             จำนวนขนาดของกลุ่มตัวอย่าง

                                              N             =             จำนวนรวมทั้งหมดของประชากร

                                              e              =             ความผิดพลาดที่ยอมรับได้

                โดยกำหนดให้ ความผิดพลาดที่ยอมรับได้ =  0.05

                จากนั้นทำการแทนค่าในสูตร ดังนี้                 

                แทนค่าในสูตร   n               =                      511        

                                                                     1 + 511(0.05)

                                                      =             224.36

                จึงได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 224 ตัวอย่าง

                ขั้นตอนที่ 2 วิธีการสุ่มตัวอย่างจะใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งตามชั้นภูมิ (Stratified random sampling) แต่ละชั้นภูมิจะทำการสุ่มตามสัดส่วน (Proportional Stratified Sampling) ใช้สูตรดังนี้

 

จำนวนกลุ่มตัวอย่างในแต่ละชั้นภูมิ     =      จำนวนตัวอย่าง  x จำนวนประชากรในแต่ละชั้น

                                                                    จำนวนประชากรทั้งหมด

                จากสูตรสามารถคำนวณกลุ่มตัวอย่างในแต่ละชั้นภูมิดังนี้

 

ตารางที่ 1  กลุ่มตัวอย่างของเยาวชนในตำบลธรรมศาลา  อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

 

   ลำดับ                                  หมู่ที่                                           ประชากร/คน                                     กลุ่มตัวอย่าง/คน

1                                             1                                                      121                                                         53

2                                             2                                                       60                                                           26

3                                             3                                                       73                                                           32

4                                             4                                                      121                                                          53

5                                             5                                                       89                                                           40

6                                             6                                                      10                                                             4

7                                             7                                                      37                                                            16

 

                                                รวม                                                  511                                                          224

               

 

ขั้นตอนที่ 3 ทำการสุ่มตัวอย่างที่ได้แบ่งกลุ่มตามหมู่บ้านไว้แล้วในขั้นตอนที่ 2 ด้วยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างกระจายอย่างง่าย (Sample Random Sampling) โดยวิธีการทำบัญชีรายชื่อเยาวชนในตำบลธรรมศาลา แบ่งตามหมู่บ้าน จากนั้นใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการจับฉลากแบบไม่ทดแทน จำนวน 224 ครั้ง จึงได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 224 ตัวอย่าง

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัย ได้สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือแบบสอบถาม โดยอาศัยแนวคิด ทฤษฎี ตลอดจนผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้แบบสอบถามครบถ้วนสมบูรณ์ ตรงตามวัตถุประสงค์ และสมมติฐานที่ต้องการศึกษา ซึ่งแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้

                ส่วนที่ 1  แบบสอบถามปัจจัยด้านบุคคลของเยาวชนเพศชายที่มีอายุระหว่าง 15–20 ปีบริบูรณ์ในตำบลธรรมศาลา  อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ซึ่งประกอบด้วย อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพบุคคล  สถานภาพสมรสบิดามารดา สถานภาพครอบครัว ใช้แบบสอบถามแบบเลือกตอบ

                ส่วนที่ 2  แบบสอบถามการรับรู้ข่าวสารของเยาวชนในตำบลธรรมศาลา  อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทย ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ซึ่งการสร้างแบบสอบถาม ผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถามแบบ Rating Scale แบ่งเป็นประจำ เป็นบางครั้ง และไม่เคยเลย โดยให้คะแนนดังนี้

เป็นประจำ                            2              คะแนน

เป็นบางครั้ง                          1              คะแนน

ไม่เคยเลย                            0              คะแนน

จากนั้นผู้วิจัยรวบรวมคะแนนทั้งหมดเพื่อหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีการคำนวณความกว้างของชั้น ดังนี้

คะแนนสูงสุด - คะแนนต่ำสุด

=

2 – 0

=

0.66

จำนวนชั้น

 

3

 

 

                จากเกณฑ์ดังกล่าว ผู้วิจัยแปลความหมายของระดับการรับรู้ข่าวสาร ดังนี้

                ค่าเฉลี่ยระหว่าง 0.00 - 0.66 หมายถึง มีการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทย ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497                      

                ค่าเฉลี่ยระหว่าง 0.67 - 1.33 หมายถึง มีการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทยในการเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการปานกลาง

                ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.34 - 2.00 หมายถึง มีการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทยในการเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการมาก            

                ส่วนที่ 3 แบบสอบถามความรู้ความเข้าใจของเยาวชนในตำบลธรรมศาลา  อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทย ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 ลักษณะคำถามเป็นแบบ เลือกตอบ  “ถูก”หรือ“ผิด” ซึ่งมีทั้งที่ตอบ  ถูก และ ผิด โดยกำหนดเกณฑ์ให้คะแนน ดังนี้

                                ตอบถูกต้อง           ได้                           1              คะแนน

                                ตอบผิด                ได้                           0              คะแนน

                จากนั้นผู้วิจัยรวบรวมคะแนนทั้งหมดเพื่อหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) ของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีการคำนวณความกว้างของชั้น ดังนี้

คะแนนสูงสุด - คะแนนต่ำสุด

=

1 – 0

=

0.33

จำนวนชั้น

 

3

 

 

จากเกณฑ์ดังกล่าว ผู้วิจัยสามารถแปลความหมายของระดับความรู้ความเข้าใจ ดังนี้

                ค่าเฉลี่ยระหว่าง 0.00 - 0.33 หมายถึง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทย  ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 น้อย            

                ค่าเฉลี่ยระหว่าง 0.34 - 0.66 หมายถึง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทย ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497  ปานกลาง

                ค่าเฉลี่ยระหว่าง 0.67 - 1.00 หมายถึง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทย ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาก

 

การทดสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                ผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามขึ้น สำหรับการวิจัยครั้งนี้ และนำไปทดสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น ดังนี้

1. การหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) เป็นการหาความเที่ยงตรงของแบบสอบถามในด้านสำนวนภาษาตามกรอบแนวคิดในการวิจัย จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ผลงานวิจัย และเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และได้นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นมานั้น ไปปรึกษาคณะกรรมการที่ปรึกษาการศึกษาค้นคว้าอิสระ เพื่อขอคำแนะนำในการปรับปรุงแก้ไขแบบสอบถามให้มีความเที่ยงตรงของเนื้อหาเพื่อให้สามารถวัดสิ่งที่ต้องการวัดได้ 

2. การวิเคราะห์ความเชื่อมั่น (Reliability) โดยการนำแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Tryout) กับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับประชากรที่จะทำการศึกษา จำนวน 30 ราย เพื่อทดสอบความยากง่ายของชุดคำถามที่วัดประสบการณ์เกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทย ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 และการรับรู้ข่าวสาร เพื่อทดสอบความเชื่อมั่น โดยใช้วิธีการของ Cronbach สำหรับกรณีที่มีมากกว่า 2 คำตอบและวัดความรู้ความเข้าใจ เพื่อทดสอบความเชื่อมั่น โดยใช้วิธีการของ Kuder Richardson (KR20) ดังนี้

      2.1 ผลการวิเคราะห์ความเชื่อมั่นของแบบวัดการรับรู้ข่าวสาร ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497  มีค่า อัลฟา เท่ากับ .83

                      2.2 ผลการวิเคราะห์ความเชื่อมั่นของแบบวัดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทยตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มีค่า KR 20 เท่ากับ .69

 

การเก็บรวบรวมข้อมูล

การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลจาก 2 แหล่ง คือ

 

1. ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลจากการกรอกแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่างจำนวนรวมทั้งสิ้น 224 กลุ่มตัวอย่าง

2. ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ผู้วิจัย ได้ทำการศึกษา แนวคิด ทฤษฎี จากตำราและค้นคว้าเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาใช้เป็นกรอบแนวคิดที่ใช้ในการศึกษา

 

การวิเคราะห์ข้อมูล

การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยมีขั้นตอนในการวิเคราะห์ข้อมูลดังต่อไปนี้

1. รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการกรอกแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามและ

ส่งกลับมา นำมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูล

2. นำข้อมูลจากแบบสอบถามที่ตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว มาจัดระเบียบ

และทำการลงรหัสเพื่อใช้ในการประมวลผล

3. นำข้อมูลที่ได้จากการลงรหัสเรียบร้อยแล้ว มาทำการประมวลผลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป

ทางสถิติ

4. นำค่าข้อมูลทางสถิติที่ได้จากการประมวลผล มาทำการวิเคราะห์ โดยแยกวิเคราะห์ตาม

วัตถุประสงค์ และสมมติฐานในการวิจัย

5. นำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ทางสถิติ มาอภิปราย และสรุปผลการศึกษาในรูปของ

ข้อมูลเชิงพรรณนา

 

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้

1. ค่าความถี่ (Frequency) และ ค่าร้อยละ (Percentage) จะใช้อธิบายลักษณะโดยทั่วไปของข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพบุคคล สถานภาพสมรสบิดามารดา สถานภาพครอบครัว การรับรู้ข่าวสาร และข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของเยาวชน ในตำบลธรรมศาลา  เกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทย ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497

2. ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) จะใช้อธิบายถึง ระดับประสบการณ์เกี่ยวกับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ ระดับการรับรู้ข่าวสาร และระดับความรู้ความเข้าใจของเยาวชนในตำบลธรรมศาลา เกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทย  ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร

 

3. การวิเคราะห์จำแนกพหุ (Multiple Classification Analysis: MCA) จะใช้เพื่อทดสอบสมมติฐานในการวิจัย

ค่านัยสำคัญทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้ กำหนดไว้ที่ ระดับ .05

 

สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สัญลักษณ์ในการแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้

N             หมายถึง                จำนวนประชากรกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย

         หมายถึง                ค่าเฉลี่ยของคะแนน Mean

S.D.        หมายถึง                ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

Df           หมายถึง                ชั้นแห่งความอิสระ (Degree of Freedom)

F             หมายถึง                ค่าสถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 กลุ่ม ขึ้นไป

Eta          หมายถึง                อัตราความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ก่อนปรับตัวแปรอิสระ

Beta        หมายถึง                อัตราความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร หลังปรับตัวแปรอิสระ

R             หมายถึง                อัตราความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม

R2           หมายถึง                อัตราความสามารถของตัวแปรอิสระในการอธิบายตัวแปรตาม