
การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ
บุคคล ซึ่งจะเข้ารับราชการทหารกองประจำการนั้น ต้องมีขนาดรอบตัวตั้งแต่ เจ็ดสิบหกเซนติเมตรขึ้นไป ในเวลาหายใจออก และสูงตั้งแต่ หนึ่งเมตรสี่สิบหกเซนติเมตรขึ้นไป ถ้าขนาดสูงหรือขนาดรอบตัว อย่างใดอย่างหนึ่งต่ำกว่ากำหนดนี้ ให้ถือว่าเป็นคนไม่ได้ขนาด จะส่งเข้ากองประจำการไม่ได้การตรวจเลือกทหารกองเกิน เข้ารับราชการทหารกองประจำการ หรือการเกณฑ์ทหารนั้น ตามปกติกระทรวงกลาโหม ได้กำหนดไว้ในเดือนเมษายน วันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 11 เมษายน ของทุกปี ดังนั้น ทหารกองเกินเมื่อได้รับหมายเรียกแล้ว จะต้องไปเข้ารับการตรวจเลือกตามวัน เวลา และสถานที่ ที่กำหนดในหมายเรียก ทั้งนี้ โดยนำหลักฐานต่างๆ ได้แก่ ใบสำคัญทหารกองเกิน (แบบ สด.9), หมายเรียก (แบบ สด.35.) , บัตรประจำตัวประชาชน, ประกาศนียบัตร หรือหลักฐานทางการศึกษา ไปแสดงด้วย หากทหารกองเกินผู้ใดไม่ไป ถือว่าหลีกเลี่ยงขัดขืนมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และในวันตรวจเลือกนั้น ผู้เข้ารับการตรวจเลือกทุกคน จะได้รับใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกิน เข้ารับราชการทหารกองประจำการ (แบบ สด.43)
1. คณะกรรมการตรวจเลือก ประกอบด้วย
1.1 นายทหารสัญญาบัตร ซึ่งมียศไม่ต่ำกว่าพันโทหนึ่งคน เป็นประธานกรรมการ มีหน้าที่อำนวยการ และควบคุมการตรวจเลือก ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และออกเสียงชี้ขาด ในกรณีที่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ เมื่อคณะกรรมการตรวจเลือกไม่อาจตกลงกันโดยเสียงข้างมากได้ กับมีหน้าที่ตรวจสอบการปล่อยตัวทหารกองเกิน พร้อมมอบใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกิน เข้ารับราชการทหารกองประจำการ (แบบสด.43)
1.2 นายทหารสัญญาบัตร ซึ่งมียศหรือเทียบเท่าไม่สูงกว่าประธานกรรมการ ไม่เกินสองคนเป็นกรรมการ มีหน้าที่ ดังนี้ กรรมการนายทหารสัญญาบัตร (คนที่ 1) มีหน้าที่เรียกชื่อทหารกองเกิน ซึ่งถูกเรียกมาตรวจเลือก จัดดูแลทหารกองเกิน ซึ่งตรวจเลือกแล้ว ให้อยู่รวมเป็นจำพวก ป้องกันมิให้ทหารกองเกินซึ่งตรวจเลือกแล้วปะปน กับทหารกองเกินซึ่งยังมิได้ตรวจเลือก และรับทหารกองเกิน ซึ่งคณะกรรมการตรวจเลือก กำหนดให้เข้าประจำการ เพื่อนำตัวไปขึ้นทะเบียน หรือนำตัวส่งนายอำเภอ เพื่อออกหมายนัดเข้ารับราชการทหาร, กรรมการนายทหารสัญญาบัตร (คนที่ 2) มีหน้าที่วัดขนาด เก็บยอดเป็นจำพวก ตรวจสอบสลากควบคุมการทำสลาก และอ่านสลากในระหว่างการจับสลาก, สัสดีจังหวัดหรือผู้แทนหนึ่งคน ซึ่งมิได้ประจำอยู่ในท้องที่ตรวจเลือกนั้น เป็นกรรมการมีหน้าที่บันทึกผลการตรวจเลือก ในบัญชีเรียกฯ (แบบ สด.16) รับเรื่องราวร้องขอ ในเหตุต่าง ๆ ซึ่งนายอำเภอได้สอบสวนแล้ว เตรียมทำสลาก บันทึกผลการจับสลากขึ้นทะเบียน และทำบัญชีคนที่ส่งเข้ากองประจำการ, นายทหารสัญญาบัตร ซึ่งเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้น 1 สาขาเวชกรรมหนึ่งคน หรือหลายคนเป็นกรรมการ มีหน้าที่ตรวจร่างกาย ผู้ที่ถูกเรียกมาตรวจเลือก และออกใบสำคัญให้แก่คนจำพวกที่ 3 และคนจำพวกที่ 4 รวมทั้งควบคุมการจับสลาก
2. ขั้นตอนการตรวจเลือก แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ
2.1 ขั้นตอนที่หนึ่ง เมื่อทหารกองเกินมา ณ สถานที่ตรวจเลือก ให้เข้าแถวรวมอยู่ตามป้ายตำบลที่ปักไว้ ครั้นถึงเวลา 07.00น. จะมีพิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา โดยประธานกรรมการ นำคณะกรรมการตรวจเลือก และเจ้าหน้าที่ทั้งหมดมาเข้าแถว ณ หลังเสาธง จัดให้มีเจ้าหน้าที่เชิญธงชาติ เมื่อธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาแล้ว ประธานกรรมการ จะกล่าวถึงความสำคัญในการเข้ารับราชการทหาร และกรรมการสัสดีจังหวัด จะชี้แจงวิธีปฏิบัติในการร้องขอเข้ากองประจำการ รวมทั้งการยกเว้น ผ่อนผัน ตลอดจนการขอสิทธิลดวันรับราชการ และเหตุต่าง ๆ ที่ควรทราบ ต่อจากนั้น จะเริ่มทำการตรวจเลือก คือ เจ้าหน้าที่โต๊ะที่ 1 มีหน้าที่เรียกชื่อ ตรวจบัตรประจำตัวประชาชน และหมายเรียก เพื่อมิให้เปลี่ยนตัวและผิดคน เจ้าหน้าที่โต๊ะที่ 2 มีหน้าที่ตรวจร่างกาย และแบ่งคนเป็นจำพวก กล่าวคือเมื่อตรวจร่างกายแล้ว จะแบ่งคนออกเป็น 4 จำพวก คือ จำพวกที่ 1 ได้แก่ คนซึ่งร่างกายสมบูรณ์ดี ไม่มีอวัยวะพิการ หรือผิดส่วนแต่อย่างใด, จำพวกที่ 2 ได้แก่ คนซึ่งมีร่างกายที่เห็นได้ชัดว่า ไม่สมบูรณ์ดีเหมือนคนจำพวกที่ 1 แต่ไม่ถึงกับทุพพลภาพ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 47 (พ.ศ.2517) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 เช่น ตาเหล่ ช่องหูมีหนองเรื้อรัง และทั้งแก้วหูทะลุ คอพอก มือหรือแขนลีบหรือบิดเก ไส้เลื่อนลงถุง ฯ, จำพวกที่ 3 ได้แก่ คนซึ่งมีร่างกายยังไม่แข็งแรงพอที่จะรับราชการทหารในขณะนั้นได้ เพราะป่วยซึ่งจะบำบัดให้หายไม่ได้ ภายในกำหนด 30วัน กรณีนี้ให้เรียกมาตรวจเลือกในคราวถัดไป เมื่อคณะกรรมการตรวจเลือกได้ตรวจเลือกแล้ว ยังคงเป็นคนจำพวกที่ 3 อยู่รวม 3 ครั้ง ให้งดเรียก (การนับครั้ง จะนับครั้งให้เฉพาะที่ได้ตัวมาตรวจเลือก ถ้าตัวไม่มาตรวจเลือกไม่นับนครั้งให้) จำพวกที่ 4 ได้แก่ คนพิการทุพพลภาพ หรือมีโรคซึ่งไม่สามารถรับราชการได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 74 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 เช่น ต้อหิน หูหนวก ทั้งสองข้าง ลิ้นหัวใจพิการ หืด เบาหวาน กระเทย โรคจิต ใบ้ คนเผือก ฯลฯ (ปลดพ้นราชการทหารประเภทที่ 2 ตามกฎหมาย)
เมื่อตรวจร่างกายกำหนดคน เป็นจำพวกแล้ว คนจำพวกที่ 1 เจ้าหน้าที่จะนำตัวไปยังโต๊ะที่ 3 เพื่อทำการวัดขนาด ส่วนคนจำพวกที่ 2, 3 และ 4 ให้ไปรอที่โต๊ะประธานกรรมการ เพื่อตรวจสอบปล่อยตัว เจ้าหน้าที่โต๊ะที่ 3 มีหน้าที่ วัดขนาด โดยกระทำ ดังนี้ ให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจเลือกยืนตั้งตัวตรง ส้นเท้าชิดกัน ขนาดสูงให้วัด ตั้งแต่ส้นเท้าจนสุดศีรษะ ขนาดรอบตัวให้คล้องแถบเมตรรอบตัว ให้ริมล่างของแถบลงได้ระดับราวนมโดยรอบ วัดเมื่อหายใจออกเต็มที่หนึ่งครั้ง และหายใจเข้าเต็มที่หนึ่งครั้ง เมื่อวัดขนาดแล้ว จะแบ่งทหารกองเกินเป็น 3 กลุ่มดังนี้
1) กลุ่มที่ 1 เรียกว่า คนได้ขนาด คือ มีขนาดสูงตั้งแต่ 1 เมตร 60 เซนติเมตรขึ้นไป และมี
ขนาดรอบตัวตั้งแต่ 76 เซนติเมตรขึ้นไป
2) กลุ่มที่ 2 เรียกว่า คนขนาดถัดรอง คือ มีขนาดสูงตั้งแต่ 1เมตร 59 เซนติเมตร ลงมาถึง 1 เมตร 46 เซนติเมตร และมีขนาดรอบตัวตั้งแต่ 76 เซนติเมตรขึ้นไป คนขนาดถัดรองนี้ หากมีคนขนาดสูงกว่าและได้ขนาดพอ (คนได้ขนาด) คณะกรรมการตรวจเลือกจะคัดออก ปล่อยตัวไปโดยไม่ต้องจับสลาก
3) กลุ่มที่ 3 เรียกว่า คนไม่ได้ขนาด คือ มีขนาดสูงไม่ถึง 1 เมตร 46 เซนติเมตร หรือขนาดรอบตัวไม่ถึง 76 เซนติเมตร อย่างใดอย่างหนึ่ง คนไม่ได้ขนาดนี้ คณะกรรมการตรวจเลือกจะคัดออก ปล่อยตัวไปโดยไม่ต้องจับสลากแต่อย่างใด
เมื่อได้วัดขนาด และแบ่งคนเป็นกลุ่มต่าง ๆ แล้ว ต่อไปก็จะเป็นวิธีการคัดเลือกผู้ที่จะต้องจับสลาก (แดง-เป็นทหาร , ดำ-ปล่อย) ต่อไป วิธีคัดเลือกนั้น ผู้ซึ่งอยู่ในข่ายที่จะส่งเข้าเป็นทหารได้ คือคนจำพวกที่ 1 คนจำพวกที่ 2 และคนผ่อนผัน ที่มีขนาดสูงตั้งแต่ 1 เมตร 46 เซนติเมตร และมีขนาดรอบตัว 76 เซนติเมตรขึ้นไป โดยมีวิธีคัดเลือกดังนี้
1) เลือกคนพวกที่ 1 ซึ่งมีขนาดสูงตั้งแต่ 1 เมตร 60 เซนติเมตรขึ้นไปก่อน ถ้ามีจำนวนมากกว่าที่ทางราชการต้องการ ก็ให้จับสลาก
2) ถ้าคนจำพวกที่ 1 ซึ่งมีขนาดสูงตั้งแต่ 1 เมตร 60 เซนติเมตรขึ้นไป มีไม่พอกับจำนวนที่ทางราชการต้องการ ก็ให้เลือกคนที่มีขนาดสูงถัดรองลงมา (159 ซม., 158 ซม. ฯลฯ) ตามลำดับ จนพอกับจำนวนที่ต้องการ
3) ถ้าคนจำพวกที่ 1 (คนที่มีขนาดสูง 1 เมตร 60 เซนติเมตรขึ้นไป และคนขนาดถัดรอง) มีไม่พอกับจำนวนที่ต้องการ ก็ให้เลือกคนจำพวกที่ 2 ถ้ายังไม่พออีก ก็ให้เลือกจากคนที่จะได้รับการผ่อนผัน โต๊ะประธานกรรมการ มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องก่อนปล่อยตัวคนจำพวกที่ 4, 3 คนไม่ได้ขนาด, คนผ่อนผัน, คนจำพวกที่ 2 คนขนาดถัดรอง (ถ้ามีคนได้ขนาดพอ) และคนได้ขนาด (กรณีที่มีคนร้องขอ หรือสมัครเป็นทหารพอกับจำนวนที่ต้องการแล้ว ไม่ต้องจับสลาก) พร้อมกับมอบใบรับรอง ผลการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ (แบบ สด.43 ให้รับไปในวันตรวจเลือก)
2.2 ขั้นตอนที่สอง ซึ่งได้แก่การจับสลาก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ในขั้นตอนนี้เจ้าหน้าที่จะเรียกชื่อคนจำพวกที่ 1 ซึ่งอยู่ในข่ายที่จะต้องจับสลาก (คัดเลือกแล้ว) มารวมเป็นตำบล ๆ เพื่อดำเนินการจับสลาก โดยมีสลากสีแดง และ สลากสีดำ รวมกันเท่ากับคนที่ต้องจับสลาก สลากสีแดงให้มีเท่ากับจำนวนคนที่ต้องส่งเข้ากองประจำการ โดยหักคนหลีกเลี่ยงขัดขืน และคนร้องขอเข้ากองประจำการ (สมัคร) ออก นอกนั้นเหลือเป็นสลากสีดำ
การที่จะกำหนดให้ตำบลใดจับสลากก่อนหลังนั้น จะกระทำโดยวิธี ให้ผู้แทนของแต่ละตำบล
ซึ่ง อาจจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เทศมนตรี หรือผู้แทนทหารกองเกินของตำบลนั้น ๆ มาจับสลาก ผู้ที่จับสลากดำ ประธานกรรมการตรวจเลือก จะมอบใบรับรองผลการตรวจเลือกฯ (แบบสด.43) ให้รับไปในวันตรวจเลือก และปล่อยตัวไป
ผู้ที่จับสลากแดง ประธานกรรมการตรวจเลือก จะมอบใบรับรองผลการตรวจเลือกฯ (แบบสด.43) ให้รับไปในวันตรวจเลือก และนำตัวรับหมายนัดเข้าราชการทหาร (แบบ สด.40) จากเจ้าหน้าที่สัสดีอำเภอ เพื่อให้ไปรายงานตัวเข้ารับราชการกองประจำการ ตามกำหนดในหมายนัดของนายอำเภอต่อไป
สำหรับผู้ที่จับสลากแดง โดยปกติจะต้องเป็นทหารมีกำหนด 2 ปี แต่ถ้าเป็นผู้มีคุณวุฒิพิเศษแล้ว กฎหมายยังเปิดโอกาสให้สิทธิในการลดวันรับราชการได้ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 24 (พ.ศ.2508) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 ทั้งนี้ การขอสิทธิลดวันรับราชการทหาร ต้องนำหลักฐานแสดงคุณวุฒิพิเศษ ไปยื่นต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือก โดยทำคำร้องไว้ พร้อมทั้งขอใบรับหลักฐาน จากเจ้าหน้าที่
ผู้ที่อยู่ในกองประจำการน้อยกว่า 2 ปีตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2508) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497
|
ประเภท |
ร้องขอ ฯ (สมัคร) |
ไม่ร้องขอฯ (จับได้ใบแดง) |
|
ข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร |
6 เดือน |
1 ปี |
|
ข้าราชการตุลาการ |
6 เดือน |
1 ปี |
|
ดาโต๊ะยุติธรรม |
6 เดือน |
1 ปี |
|
ข้าราชการฝ่ายตุลาการซึ่งเป็นข้าราชการธุรการ |
|
|
|
และรับเงินเดือนประจำตั้งแต่ชั้นตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป |
6 เดือน |
1 ปี |
|
ข้าราชการอัยการ |
6 เดือน |
1 ปี |
|
ข้าราชการพลเรือนซึ่งรับเงินเดือนประจำ |
|
|
|
ตั้งแต่ชั้นตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป |
6 เดือน |
1 ปี |
|
พนักงานเทศบาลซึ่งรับเงินเดือนประจำ |
|
|
|
ตั้งแต่ชั้นตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป |
6 เดือน |
1 ปี |
|
ผู้สำเร็จชั้นอุดมศึกษาหรือผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ |
|
|
|
ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการรับรองวิทยฐานะเทียบได้ไม่ต่ำกว่าชั้น |
|
|
|
อุดมศึกษา(ปวท.,ปวส.,อนุ ฯ , ฯลฯ) |
6 เดือน |
1 ปี |
|
ผู้สำเร็จชั้นเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2 หรือผู้ซึ่ง |
|
|
|
กระทรวงศึกษาธิการรับรองวิทยฐานะเทียบได้ไม่ต่ำกว่า |
|
|
|
ชั้นที่กล่าวนั้น (ม.8, ม.ศ.5, ม.6, ปวช., ฯลฯ) |
1 ปี |
2 ปี |
|
ผู้ที่สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ 1 |
1 ปี |
1 ปี 6 เดือน |
|
ผู้ที่สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ 2 |
6 เดือน |
1 ปี |
หมายเหตุ ผู้สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ 3 ขึ้นไป ให้ขึ้นทะเบียนกองประจำการ แล้วปลดเป็น
ทหารกองหนุนประเภทที่ 1 โดยมิต้องเข้ารับราชการ ในกองประจำการแต่อย่างใด
คณะกรรมการชั้นสูง
ผู้ที่ถูกกำหนดให้เป็นทหาร (จับได้ใบแดง) เห็นว่าคณะกรรมการตรวจเลือกตัดสินไม่ถูก หรือไม่ยุติธรรม ให้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการชั้นสูงได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น แต่ถ้าถึงกำหนดที่จะต้องไปเป็นทหารกองประจำการ ก็ให้เข้าเป็นทหารก่อน จนกว่าจะได้รับคำตัดสิน คณะกรรมการชั้นสูงประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้แทนหนึ่งคนเป็นประธาน เจ้าหน้าที่สัสดี ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า สัสดีจังหวัดหนึ่งคน และข้าราชการอื่นซึ่งดำรงตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าหัวหน้าแผนก หรือเทียบเท่าหนึ่งคน เป็นกรรมการ
การเรียกพล
ผู้ที่ต้องถูกเรียกพลมีหลายประเภท เช่น ทหารกองหนุนประเภทที่ 1 คือ ทหารที่ปลดจากกองประจำการ โดยรับราชการในกองประจำการ จนครบกำหนด และทหารกองเกินที่จบการฝึกวิชาทหารในชั้นปีที่ 3 (รด. ปี 3) ขึ้นไป เมื่อขึ้นทะเบียนกองประจำการแล้วปลดเมื่อปลดเป็นกองหนุนจะได้รับหนังสือ สำคัญ (สด.8) พร้อมกับสมุดประจำตัวทหารกองหนุน ประเภทที่ 1 ไว้เป็นหลักฐาน
ภายในระยะเวลาประมาณไม่เกิน 2 ปี ทางราชการจะเรียกเข้ารับราชการทหารในการเรียกพล ซึ่งจะไม่เรียกทุกคน ดังนั้น ผู้ที่ถูกเรียกพลก็จะต้องไปตามวัน เวลา และสถานที่ ที่กำหนดต่อไป
1. การเรียกพล มีดังนี้
1.1 การเรียกพลเพื่อตรวจสอบ คือ การเรียกกำลังพลสำรองเข้ารับราชการทหาร กำหนดไม่เกิน 1 วัน โดยกระทำในยามปกติเพื่อเข้ารับการตรวจสอบสภาพ ตรวจสอบบัญชี และซักซ้อมระเบียบ
1.2 การเรียกพลเพื่อฝึกวิชาทหาร คือ การเรียกกำลังพลสำรองเข้ารับราชการทหาร มีกำหนดไม่เกิน 60 วัน โดยกระทำในยามปกติเพื่อเข้ารับการฝึกทบทวนวิชาทหาร
1.3 การเรียกพลเพื่อทดลองความพรั่งพร้อม คือ การเรียกกำลังพลสำรอง เข้ารับราชการทหารมีกำหนดไม่เกิน 60 วัน โดยกระทำในยามปกติ และยามสถานการณ์คับขัน เพื่อทดสอบแผน หรือเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้
1.4 การระดมพล คือ การเรียกกำลังพลสำรองเข้ารับราชการทหารในยามที่ประเทศชาติอยู่ในสถานการณ์ คับขัน โดยมีกำหนดเวลาขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้น เพื่อป้องกันประเทศ หรือปราบปรามจลาจลและขยายกำลังอัตราสงคราม
การเรียกพลทั้ง 4 ประเภทนี้ เป็นการเตรียมพล เพื่อให้กำลังพลมีประสิทธิภาพในการพร้อมรบอยู่ตลอดเวลา ทหารกองหนุน เมื่อได้รับหมายเรียกพลจากนายอำเภอท้องที่แล้ว ต้องไปเข้ารับการเรียกพลตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมายเรียกพล หากหลีกเลี่ยงขัดขืนจะมีความผิดตามกฎหมาย คือ หลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่เข้ารับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 300 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่เข้ารับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อฝึกวิชาทหาร หรือทดลองความพรั่งพร้อม หรือในการระดมพล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 4 ปี
2. การผ่อนผันการเรียกพล
ทหารกองหนุนผู้ใด ถ้าเห็นว่าตนจะได้รับการผ่อนผันไม่ต้องเรียกเข้ารับราชการทหารในการเรียกพล เพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อม เพราะเป็น
2.1 นักเรียน นิสิต นักศึกษา และข้าราชการ (ตั้งแต่ระดับ 5 หรือเทียบเท่าขึ้นไป) ก็ให้แจ้งต่อสถานศึกษาหรือส่วนราชการที่ตนสังกัดอยู่ พร้อมส่งหลักฐานขอผ่อนผันไปยังกระทรวงกลาโหม
2.2 ครูหรืออาจารย์ ซึ่งประจำทำการสอนหนังสือ หรือวิชาการต่าง ๆ จะต้องไปขอผ่อนผันด้วยตนเองต่อนายอำเภอท้องที่ที่ทำการสอนอยู่
2.3 การขอผ่อนผัน นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ให้สถานศึกษาจัดทำบัญชีรายชื่อ (แบบ สด.45) ส่งไปยังกระทรวงกลาโหมทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ได้รับหมายเรียกพลก่อน ให้ขอผ่อนผันได้เมื่อเป็นทหารกองหนุนและอยู่ในระหว่างการศึกษา