ประวัติพระกุมารชีพ


พระกุมารชีพ เลือดอินเดียผสมคุจะ มาประเทศจีนเมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ ๙ แปลคัมภีร์ ๗๔ ปกรณ์ ๓๘๔ ผูก

พระกุมารชีพ

                                                        โดย..พระครูโสภณกิตยาทร 

พระกุมารชีพ     เป็นพระภิกษุชาวอินเดีย เกิดเมื่อ พ.ศ. ๘๘๗ ที่แคว้นกุฉา บิดาชื่อกุมารยณะ มารดาชื่อชีพะ เมื่ออายุเจ็ดขวบได้ไปศึกษาธรรมของฝ่ายเถรวาทกับพระผันโถวต๋าต้าที่แคว้นโกเผน จากนั้นจึงไปศึกษาธรรมฝ่ายมหายานกับพระซิลี่เหยียสั่วหมอ จากนั้นจึงกลับแคว้นกุฉามาเรียนกับพระเปยเหมยหลัวอี้ แล้วได้เผยแผ่ธรรมที่แคว้นกุฉาเรื่อยมา    ซึ่งได้รับการยกย่องทั้งจากประจิมประเทศและประเทศจีน พระสงฆ์รูปนั้นคือ กุมารชีวะ ปี พ.ศ.๓๓๔-๔๑๓

กุมารชีพ เป็นบุตรชายของกุมารายนะ ตระกูลกุมารายนะเป็นอัครมหาเสนาบดี ท่านกำเนิดในวรรณะพราหมณ์อันสูงศักดิ์แห่งชมพูทวีป แต่ไม่สนใจทางด้านการเมือง ตั้งใจจะออกบวชบำเพ็ญธรรม ด้วยเหตุนี้บิดาของกุมารายนะตัดสินใจจะยกตำแหน่งอัครเมสาบดีให้  เมื่อทราบเรื่องการตัดสินใจของบิดากุมารายนะ จึงได้หนีจากบ้านไปที่วัดแห่งหนึ่งเพื่ออุปสมบท

กุมารายนะออกบวชแล้ว ตัดสินใจออกจาริกไปยังแคว้นกุฉา กุมารายนะได้รับการรับรองอย่างอบอุ่นจากกษัตริย์ไป่ฉุน หลังจากนั้น ๓ วัน กษัตริย์ไป่ฉุนทรงตัดสินพระทัยประกาศแต่งตั้งให้กุมารายนะรับตำแหน่งเป็นพระราชครู กุมารายนะไม่สามารถอ้างเหตุผลปฏิเสธได้จึงต้องพำนักอยู่ในวัง  กษัตริย์ไปฉุนทรงพระประสงค์จะให้กุมารายนะพำนักอยู่แคว้นกุฉาตลอดไป ดังนั้นจึงทรงวางแผนเตรียมการสู่ขอและจัดพิธีสยุมพรให้องค์หญิงฉีผอ กับกุมารายนะ  กุมารายนะรู้ตัวดีแต่ไม่ทราบจะทำอย่างไร กุมารายนะจำต้องตอบรับเรื่องพิธีสยุมพรและปฏิบัติตามพุทธพิธี ภายใต้การรู้เห็นเป็นพยานของพระเถระผู้ใหญ่ ละการถือศีลนุ่งจีวรและเปลี่ยนมาสวมใส่อาภรณ์อันสวยงามของผู้สูงศักดิ์  หลังพิธีสยุมพรไม่นาน องค์หญิงก็ทรงพระครรภ์ กุมารายนะเห็นพระครรภ์มีสัณฐานกลมแดงงดงาม มีความปิติยินดีขึ้นมาว่าทารกในครรภ์ต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่เปี่ยมล้นด้วยปัญญามาถือกำเนิดแน่ หลังจากทรงพระครรภ์ องค์หญิงก็มีความเฉลียวฉลาดยิ่งขึ้น

ในวัดแห่งนี้มีธรรมมาจารย์ท่านหนึ่งนามว่า “ธรรมโฆษะ” ได้อธิบายกับทุกคนว่า “เหตุที่องค์หญิงมีความสามารถพิเศษนี้ ในครรภ์ของพระนางคงมีทารกที่มีปัญญาหลักแหลมยิ่งใหญ่เป็นแน่” ท่านเห็นทุกคนยังไม่เข้าใจจึงอธิบายต่อว่า“พระสารีบุตรเป็นอัครสาวกที่มีปัญญาเป็นเลิศขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่ากันว่าขณะที่มารดาของพระสารีบุตรตั้งครรภ์ มารดาของท่านได้กลายเป็นคนที่มีสติปัญญาเหนือผู้อื่น

เมื่อกลับจากวัดเชวี่ยหลี จิตที่มุ่งมั่นจะออกบวชค่อยๆทวีขึ้นทีละน้อย เมื่อครบกำหนดสิบเดือนของการตั้งครรภ์ ก็ได้ให้กำเนิดทารกเพศชายที่มีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง กุมารายนะตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่งตั้งชื่อให้พระโอรสว่า“กุมารชีพ” พระโอรสทรงมีรูปหน้ากว้างใหญ่ หูยาว จมูกโด่ง หน้างามอย่างพิเศษทีเดียว

 หลังจากให้กำเนิดพระโอรสกุมารชีพแล้ว องค์หญิงได้ตรัสกับพระสวามีเรื่องขอออกบวช ท่านบอกกับนางว่า“องค์หญิงจะออกบวช ข้าพเจ้าไม่คัดค้าน แต่ลูกน้อยยังต้องการน้ำนมมารดา ท่านจะทอดทิ้งทารกอย่างไม่ปราณีหรือ”องค์หญิงฟังคำพูดของพระสวามีซึ่งเปี่ยมด้วยเหตุผล จึงระงับเรื่องการออกบวชไปชั่วขณะ

ต่อมาภายหลังองค์หญิงให้กำเนิดพระโอรสอีกองค์พระนามว่า“ปุษยเทวะ” พระโอรสองที่ ๒ ปุษยเทวะ เป็นเด็กค่อนข้างขี้โรคอ่อนแอ ทำให้เป็นเด็กอายุสั้นเสียชีวิตแต่เยาว์วัย  องค์หญิงซึ่งตกอยู่ในห้วงทุกข์มานาน  องค์หญิงจึงตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าจะออกบวช    กุมารชีพดูออกบวชตามพระมารดา  กุมารชีพมีอายุเพียง ๗ ปีก็เริ่มตามเสด็จพระมารดาเข้าพำนักในวัดแห่งหนึ่ง กุมารชีพได้คารวะท่านพุทธสิงหะแห่งนิกายหินยานผู้มีชื่อเสียง เริ่มต้นศึกษาอภิธรรมสูตร ท่านอาจารย์พุทธสิงหะสอนบทสวดสิบบทก่อน ทันทีที่ท่านอาจารย์สอนจบกุมารชีพก็ท่องออกมารวดเดียวจบ ความทรงจำที่ดีเลิศอัศจรรย์ของกุมารชีพ ทำให้อาจารย์พุทธสิงหะตกตะลึงนิ่งไป กุมารชีพท่องอ่านบทสวดทุกวัน วันละพันบท แต่ละบทมีอักษร ๓๒ ตัว พันบทก็เท่ากับ ๓๒,๐๐๐ ตัวอักษร เพียง ๑ ปี บทสวดที่กุมารชีพท่องได้ทั้งหมดมี ๓ แสนบท คัมภีร์อีก ๑๐ เล่ม ประมาณ ๔ ล้านตัวอักษร

ต่อมาไม่นาน สองแม่ลูกและผู้ติดตามก็ต้องเผชิญกับความทุรกันดารของทะเลทรายเมื่อการเดินทางบนทะเลทรายได้ผ่านพ้นไปแล้ว ก็ต้องเผชิญการทดสอบครั้งใหม่เพราะเบื้องหน้าเป็นภูเขาหิมะ หิมะก็ตกหนัก องค์หญิงแม่ลูกต้องเตรียมเผชิญความลำบากตรากตรำอย่างใหญ่หลวง เมื่อผ่านความลำบากยากเย็นไปแล้ว เบื้องหน้าคือแม่น้ำสินธุ กุมารชีพชี้ไปยังแม่น้ำพูดคุยกับพระมารดาอย่างเป็นสุข กุมารชีพเองรู้อยู่เต็มอกว่าทุกกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านพ้นมาได้ เพราะความรักอันสูงค่าจากพระมารดาที่ทำให้มีความกล้าหาญและมีกำลังใจมากเป็นพิเศษ

ท่านพันโธเทวทัต เป็นลูกพี่ลูกน้องกับกษัตริย์กุภาน ท่านออกบวชเพื่อบำเพ็ญธรรม ทันทีที่สองแม่ลูกเสด็จถึงแคว้นกุภาน ก็รีบไปนมัสการพันโธเทวทัตเถระ พระเถระยินดีตอบรับกุมารชีพเป็นศิษย์  กุมารชีพก้มกราบทำพิธีไหว้ครู พระเถระทดสอบความรู้กุมารชีพด้วยอภิธรรมสูตรที่กุมารชีพเคยศึกษามา ความทรงจำและความเข้าใจของกุมารชีพทำให้พระเถระรู้สึกพิศวงเป็นอย่างมาก ศิษย์ใหม่คนนี้จะต้องเป็นเลิศในปฐพีแน่

กุมารชีพมีอายุเพียง ๑๒ ปี ได้เดินทางกลับแคว้นกุฉาพร้อมพระมารดา แต่เมื่อกลับมาถึงแคว้นกุฉา กลับพบว่าคนในเมื่อกุฉาไม่มีผู้ใดมีวิชาเหนือกว่ากุมารชีพเลย ก็เดินทางออกจากกุฉาอีกครั้ง แสวงหาอาจารย์ที่มีความรู้ลึกล้ำเพื่อการศึกษาต่อไป ในครั้งนี้เดินทางไปทิศตะวันออก ก็ได้พบกับธรรมาจารย์ผู้มีสง่าราศี ท่านได้พูดเน้นกับองค์หญิงว่า “สารเณรน้อยรูปนี้ไม่ใช่คนธรรมดา ท่านต้องคอยระวังปกป้องเขาให้ดี หากอายุได้ ๓๕ ปีแล้วยังไม่ละเมิดศีล เขาจะเป็นเช่นท่านอุปคุตเถระ

แม้กุมารชีพจะฉลาดกว่าเด็กทั่วไป แต่ในความเป็นเด็กที่บางครั้งก็อยากเล่นซุกซน วันหนึ่งท่านเห็นบริเวณลานวัดมีพาตรพระใหญ่ลูกหนึ่งรู้ลึกอยากเล่น จึงวิ่งไปยกบาตรพระนั้นขึ้นมาเทินเล่นบนศีรษะได้ง่ายดายโดยไม่รู้ศึกหนักเลย” พลันที่มีความคิดเช่นนั้น กุมารชีพก็รู้สึกว่าบาตรเหล็กช่างหนังอึ้ง กดทับจนศีรษะแทบแตกระเบิด ท่านยืนโคลงเคลงทรงตัวไม่มั่น ร่างกายเอนไปข้างหน้า ทำให้บาตรเหล็กตกกระแทกพื้นเสียงดังโครม

กุมารชีพ ได้แต่กระพริบตากลมโต จิตใต้สำนึกรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า “โอ เป็นเพราะเรามีความคิดเกี่ยวกับความแตกต่างของขนาดใหญ่เล็กและหนักเบาของบาตรเหล็ก บาตรพระจึงมีน้ำหนักที่เป็นจริงตามวัตถุขึ้นมา นับแต่นั้นกุมารชีพจึงเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าสรรพสิ่งในโลกมีความเกี่ยวโยงลึกซึ้งกับความนึกคิดของมนุษย์

หลังจากที่กุมารชีพเปิดการแสดงธรรมที่แคว้นสาละ ได้รับความชื่นชอบจากพระราชโอรสของกษัตริย์แคว้นสาละและนิมนต์เข้าวังบ่อยครั้ง เวลานั้นพระเถระท่านหนึ่งชื่อ พุทธยศะ      กุมารชีพได้รับอิทธิพลจากพุทธยศะเถระ จึงสนใจตำรับตำราของศาสนาอื่น นอกเหนือจากการค้นคว้าด้านพุทธธรรม กุมารชีพศึกษาคัมภีร์พระเวทของพราหมณ์ และคัมภีร์ปัจวิทยา ศัพทวิทยา ศิลปกรรมสถานวิทยา จิกิตสาวิทยา เหตุวิทยา อัธยาตมวิทยา แม้กระทั่งตำราเกี่ยวกับการคำนวณดาราศาสตร์ ความเป็นของกุมารชีพคือ“การได้รับคำชี้แนะจากผู้อื่น เสมือนได้รับการช่วยเหลือที่สูงค่า รู้เรารู้เขา จึงจะแสดงออกได้ชัดเจนถึงความสว่างไสวของสัจธรรม”

ระหว่างที่กุมารชีพกำลังอ่านตำราอย่างขะมักเขม้น ท่านมักจะขอคำชี้แนะจากผู้อาวุโสที่เชี่ยวชาญตำราเหล่านี้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน สมัยที่ท่านอยู่ที่แคว้นกุภานก็ได้ศึกษาภาษาภารตะเป็นพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว เวลานี้กุมารชีพสามารถเข้าใจและใช้ภาษาภารตะได้อย่างคล่องแคล้ว

แคว้นสาละ เป็นแคว้นที่เปิดกว้างทั้งใดด้านความคิดและวัฒนธรรม กุมารชีพเป็นผู้ที่มีจิตใจกว้างขวางเพียบพร้อมทุกอย่าง ดั่งทะเลเป็นศูนย์รวมของร้อยสายธาร ไม่นานกุมารชีพก็ได้พบกับเจ้าชายแคว้นยารกานด์นามว่า สูรยภัทระ กับเจ้าชายแห่งชานจวินนามว่า สูรยโสมะ ทั้งสองเป็นพี่น้องซึ่งมีความรู้ทางพุทธศาสนา ไม่หลงใหลทางโลก มุ่งบำเพ็ญนิกายมหายานโดยเฉพาะเจ้าชายโสมะผู้น้อง เป็นทั้งอาจารย์ของพระเชษฐาและผู้ศึกษานิกายมหายาน ด้วยกุมารชีพมีจิตใจตั้งมั่นในการศึกษาอย่างแรงกล้า จึงคารวะเจ้าชายโสมะเป็นอาจารย์เพื่อศึกษานิกายมหายาน

เจ้าชายโสมะรับสั่งกับกุมารชีพว่า“การบำเพ็ญมหายานธรรมไม่เพียงเป็นการให้ตัวเองขจัดทุกข์ หลุดพ้นการเกิด การตาย ยังเป็นการโปรดสรรพสัตว์ในโลกด้วย จงจำให้ดี” กุมารชีพจดจำคำพูดของอาจารย์ไว้อย่างดี แต่ความเชื่อของมหายานที่ว่า”สรรพสิ่งคือความว่างเปล่า”นั้น กุมารชีพยังไม่สามารถเข้าใจถึงความหมายนี้ได้อย่างถ่องแท้

กุมารชีพมุ่งมั่นค้นคว้าเกี่ยวกับมหายาน ศึกษาเจาะลึกทั้งตำรามหายานและหินยานกลับไปกลับมาหลายครั้ง จนในที่สุดก็เขาใจอย่างทะลุปรุโปร่ง เจ้าชายโสมะให้เวลากุมารชีพ ศึกษาหลักทฤษฎีพื้นฐานของมหายานได้แจ่มแจ้งดีแล้วก็ถ่ายทอดสัทธรรมปุณฑรีกสูตร ซึ่งเป็นยอดแห่งธรรมะ ถือเป็นธรรมชั้นสูงสุดที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนา     เจ้าชายโสมะกุมมือกุมารชีพอย่างลิงโลดใจว่า“เจ้าต้องประสบความสำเร็จแน่” เจ้าชายโสมะทรงเป็นผู้มีสายพระเนตรกว้างไกลไม่เพียงทำให้กุมารชีพที่เสื่อมใสนิกายหินยานกลับมาศรัทธานิกายมหายานแล้ว ยังช่วยพลิกโฉมหน้าใหม่ด้านการศึกษาให้กับกุมารชีพด้วย นอกจากนี้ เจ้าชายยังทรงชี้แนะหนทางให้กุมารชีพว่า เมื่อได้เรียนรู้แล้วให้นำไปใช้ โดยยึดเป็นเป้าหมายของชีวิต นับแต่นั้นมากุมารชีพก็ยิ่งศึกษาหลักทฤษฎีต่างๆ ของนิกายมหายานมากขึ้นไปอีก

กุมารชีพศึกษาวิชาอยู่ที่แคว้นสาละเป็นเวลาหนึ่งปีได้ความรู้มากมาย องค์หญิงฉีผอรู้สึกว่าความรู้ของกุมารชีพถึงพร้อมแล้ว จึงปรารถนาให้กุมารชีพเผยแผ่นิกายมหายานไปยังแคว้นกุฉาโดยเร็ว ไม่นานองค์หญิงแม่ลูกจึงอำลากษัตริย์สาละ อาจารย์และเพื่อนฝูงบกลับสู่แคว้นกุฉา

เมื่อองค์หญิงสองแม่ลูกกลับถึงบ้านเกิดเมืองนอนแล้ว กษัตริย์ไป่ฉุนโปรดให้เปิดการแสดงธรรมบ่อยครั้ง ผู้แสวงธรรมเดินทางหลั่งไหลดุจกระแสน้ำมายังวัดสังฆารามที่พระองค์เพิ่งทรงสร้างเสร็จ กุมารชีพแสดงปาฐกถา ตอบคำถามของผู้เข้าฟังธรรม และตอบข้อสงสัยแก่นักปราชญ์ต่างๆ บางครั้งก็จัดอภิปรายบ้าง ภาพลักษณ์ยามแสดงธรรมและสง่าราศีของกุมารชีพทำให้คนที่ร่วมประชุมต่างยอมศิโรราบทั้งกายใจ ชื่อเสียงของกุมารชีพนับวันก็ยิ่งทวีขึ้น

หลังกลับมาอยู่แคว้นกุฉาหลายปี กุมารชีพได้เข้าประกอบพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่ถูกต้องตามพุทธวินัย เมื่ออายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์

กุมารชีพเติบโตภายใต้การดูแลปกป้องของพระมารดา ความหวังของกุมารชีพคือต้องการทำให้นิกายมหายานได้เผยแพร่ไปถึงประเทศจีน หากร่วมทางกับพระมารดาไปชมพูทวีปเจตจำนงก็ไม่มีวันบรรลุ ทั้งยังเป็นการเนรคุณต่ออาจารย์โสมะ ที่พร่ำฝากฝังให้เผยแพร่พระธรรมให้ไพศาล กุมารชีพขอพระมารดาให้อภัยที่เขาไม่สามารถเป็นลูกกตัญญูที่ดีพร้อม ระหว่างความรักที่มีต่อบิดามารดาและพระธรรมแห่งพุทธศาสนาแล้ว เขาเลือกพระธรรม

เมื่อพระมารดาเสด็จจากไป กุมารชีพพักอยู่เพียงลำพังที่วัดสร้างใหม่แห่งหนึ่ง วันหนึ่งกุมารชีพไปพบคัมภีร์เล่มหนึ่ง ชื่อว่า “ฟั่งกวางจิง” ในวังเก่าข้างวัดแห่งหนึ่ง ท่านรู้สึกดีใจอย่างยิ่งเพราะถ้อยคำที่ใช้ในคัมภีร์นั้นเรียบง่าย อักขระงามเลิศ ใช้ถ้อยคำสละสลวยไม่ซ้ำซาก ไม่ละเลยสีสันของบทประพันธ์ อาทิ “สิ่งที่พูดดั่งมา ดั่งฝัน เสมือนดัง เสมือนโชติช่วง เสมือนเงา เสมือนผันแปร เสมือนพรายน้ำ เสมือนภาพในกระจก เสมือนเปลวเพลิงร้อนระอุ เสมือนจันทราในวารี เป็นต้น” ท่านเชื่อว่าการใช้คัมภีร์เช่นนี้ การกล่อมเกลาสาธุชนย่อมสัมฤทธิ์ผลง่ายขึ้น

กุมารชีพค้นคว้าตำราพุทธศาสตร์อย่างตั้งใจ และครุ่นคิดถึงพระมารดาอยู่เสมอ เพราะพระมารดามีปณิธานในการแสวงหาพุทธธรรม ยอมทนทุกข์ทรมานต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจผลักดันให้เขาอยู่เสมอ พริบตาเดียวก็ผ่านไป ๒ ปี ผู้คนที่มามอบกายเพื่อศึกษาธรรมะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กษัตริย์ไปฉุนนำทองคำที่เหลืออยู่จากท้องพระคลังมาสร้างเป็นสีหาสนะลาดคลุมด้วยเบาะแพรมีชื่อของประเทศจีน เพื่อให้กุมารชีพใช้แสดงธรรมโดยเฉพาะเป็นการแสดงออกถึงความนิยมนับถือ

ทุกครั้งที่มีการแสดงธรรม สถานที่จะต้องจัดอย่างมีพิธีรีตองและยิ่งใหญ่ผู้มาฟังส่วนใหญ่เป็นกษัตริย์แคว้นข้างเคียง มุขมนตรี ปราชญ์ที่มีชื่อเสียง  กุมารชีพคิดขึ้นมาได้ว่า พันโธเทวทัตเถระซึ่งอยู่แคว้นกุภาน ยังไม่ได้รับทราบเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับนิกายมหายาน จึงคิดจะอำลากษัตริย์กุฉาไปแคว้นกุภาน แต่กว่าจะขออนุญาตกษัตริย์ไป่ฉุนได้ก็ต้องใช้ความพยายามอยู่ไม่น้อย

กุมารชีพ เข้าใจถึงความยึดติดของพันโธเทวทัตเถระ ที่คุ้นเคยและค้นคว้าศึกษาแต่นิกายหินยาน ย่อมไม่ยอมรับนิกายมหายานได้ง่ายๆ ในเวลาอันสั้น จึงเปรียบเทียบอย่างง่ายๆหลากหลายแง่มุมอ้างอิงตำรับตำรา ใช้ความอดทนค่อยๆชี้แจง หลังจากโต้แย้งกันหลายครั้ง ในที่สุด (เกิดพุทธิปัญญา) พันโธเทวทัตเถระก็เข้าใจถึงแก่นแท้ จึงศรัทธาต่อนิกายมหายาน และพูดด้วยความเลื่อมใสว่า“อาตมา ในฐานะครูบาอาจารย์ไม่เข้าใจหลักธรรมของมหายานกลับต้องให้ลูกศิษย์ชี้แนะช่างน่าละอายใจจริง นับจากวันนี้ ท่านก็คือ อาจารย์ผู้สอนหลักธรรม มหายานของอาตมา”

กุมารชีพรีบตอบว่า“ศิษย์เพียงทำหน้าที่ถ่ายทอดหลักธรรมให้ดีที่สุดเท่านั้น จะอาจเอื้อมเป็นอาจารย์ของท่านได้อย่างไร” พันโธเทวทัตเถระตอบว่า “ในเมื่อวันนี้เสื่อมใสนิกายมหายานแล้วท่านก็คืออาจารย์ ไม่มีอะไรไม่ถูกต้อง” พันโธเทวทัตเถระพูดพลางยืนขึ้นประนมกรคารวะกุมารชีพ กุมารชีพเห็นเช่นนั้น ก็รีบห้ามปราบไว้บอกว่า “ทำเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด ท่านเป็นอาจารย์ของอาตมาตลอดไป หากไม่มีท่านก็ไม่มีอาตมาในวันนี้”อาจารย์กับศิษย์จับมือยิ้มแย้มอย่างเข้าอกเข้าใจกัน ทั้งสองสนิทสนมรักใคร่อย่างบริสุทธิ์ใจ กลายเป็นเรื่องดีงามที่เล่าลือกันในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา

ช่วงเวลานั้น ทางทิศเหนือของประเทศจีน พื้นที่ส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะศึกสงครามซึ่งในประวัติศาสตร์ก็คือสมัยสิบหกแคว้น ระหว่างปี            พ.ศ.๙๐๐ ชาวกุษาณ มีหัวหน้าชื่อ ฝูเจียน ยึดครองแผ่นดินใหญ่จีนบางส่วน ตั้งตัวเป็นกษัตริย์อยู่นครฉางอานมีพระนามว่าต้าฉินเทียนหวัง เปลี่ยนรัชสมัยแผ่นดินเป็น ปีหย่งซิงที่ ๑

กษัตริย์ฝูเจียน ทรงนับถือพุทธศาสนา ตั้งพระทัยจะนิมนต์ธรรมาจารย์เต้าอัน ผู้ที่มีชื่อเสียงจากเมืองเซียงหยาง ให้มาพำนักที่นครฉางอานเพื่อแสดงธรรม ยามนั้นเป็นช่วงชีวิตที่รุ่งโรจน์ที่สุดของธรรมาจารย์เต้าอันซึ่งพำนักอยู่ที่เมืองตงจิ้น ธรรมาจารย์เต้าอันมีส่วนสำคัญต่อเมืองเซียงหยางมาก ชื่อเสียงของท่านระบือไปทั่วหล้า กษัตริย์ฝูเจียนให้คนไปนิมนต์หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากธรรมาจารย์เต้าอันแต่ประการใด

ดังนั้น กษัตริย์ฝูเจียนจึงรับสั่งให้ฝูพี นำทหารไปโจมตีเซียงหยาง ในที่สุดเมืองเซียงหยางต้านรับไม่ได้จึงถูกตีแตก ธรรมาจารย์เต้าอันจึงถูกทหารใต้บัญชาของฝูพีนำตัวขึ้นมาทางเหนือ

กษัตริย์ฝูเจียน ได้พบกับธรรมาจารย์เต้าอันด้วยพระพักตร์ยิ้มแย้ม ทรงรับสั่งให้ทหาร ๒ คนที่คุมตัวมาส่งนั้นถอยไป จัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่พร้อมนิมนต์ไปสนทนาที่ท้องพระโรง ธรรมาจารย์เต้าอันพูดว่า “พระองค์ทรงยกทัพเคลื่อนพลมากมาย เพื่อค้นหาพระเถระผู้ใหญ่ที่มีความสามารถสูง เวลานี้แคว้นกุฉามีท่านผู้หนึ่ง มีความรอบรู้ทุกด้าน เข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับนิกายมหายาน ได้รับสมญานามว่า เป็นพระสารีบุตรกลับชาติมาเกิด พระองค์ทรงรับสั่งนิมนต์ท่านกุมารชีพมาเถอะ”

กล่าวถึงเหตุการณ์ภายในของแคว้นกุฉา พระอนุชาของกษัตริญ์ไปฉุน ชื่อไป่เจิ้นคอยจ้องหาโอกาสชิงพระราชบัลลังก์มานานแล้ว แต่เพราะยังไม่มีกำลังพอจึงคิดอาศัยยืนกำลังคนอื่นมาโค่นล้มพระเชษฐาไป่ฉุน ไป่เจิ้นสมคบกับกษัตริย์เฉียนปู้ ไปโน้มน้าวกษัตริย์ฝูเจียนเพียงตอบรับด้วยปากเปล่าแต่ยังไม่เคลื่อนไหวกระทำการใดๆ จนถึงรัชสมัยต้นฉินเจี้ยนเหวียนปีที่ ๑๗ กษัตริย์เฉียนปู้และกษัตริย์ซั่นซั่น ไปโน้มน้าวกษัตริย์ฝูเจียนให้ยกทัพโจมตีดินแดนทางตะวันตกอีก คราวนี้กษัตริย์ฝูเจียนคิดว่าโอกาสมาถึงแล้วจึงไม่ลังเลพระทัย เคลื่อนทัพจัดส่งกำลังทหารอย่างขะมักเขม้นเตรียมออกโจมตี

เจี้ยนเหวียนปีที่ ๑๘ (ปี คศ.๓๘๒) เดือนเก้า กษัตริย์ฝูเจียนส่งแม่ทัพใหญ่ หลวี่กวางพร้อมทั้งนายพลเจียนเฟย รวมรวมทหารราบ ๗ หมื่นคน ทหารม้า ๕ พันคน ไปปราบปรามแคว้นกุฉา แคว้นอัคนิ และประแทศข้างเคียง การที่กษัตริย์ฝูเจียนตัดสินพระทัยไปโจมตีประจิมประเทศนั้น เหตุผลสำคัญที่สุดคือ มีพระประสงค์จะได้ท่านกุมารชีพมาอยู่ที่ฉางอาน เพราะว่าตั้งแต่ธรรมาจารย์เต้าอันมาจำวัดที่นครฉางอาน ๓ ปีมานี้ สภาพแวดล้อม และบรรยากาศทั่วไปในนครฉางอานเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นมาก มีเหล่ากวีหลั่งไหลกันมาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านกุมารชีพเป็นพระเถระใหญ่แห่งประจิมประเทศ หากได้ท่านมาช่วยเหลือย่อมเหมาะเจาะดังแพรไหมประดับแซมด้วยบุปผาชาติ กษัตริย์ฝูเจียน จัดงานเลี้ยงส่งให้กับแม่ทัพใหญ่หลวี่กวาง พร้อมกำชับให้ระมัดระวังห้ามทำร้ายท่านกุมารชีพเด็ดขาด

ในปีนั้น ท่านกุมารชีพอายุ ๓๙ ปี วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังแสดงธรรมอยู่รู้สึกใจเต้นแรงผิดปกติ ท่านสังหรณ์ใจว่าอาจจะมีชนวนเหตุให้เกิดศึกสงครามขึ้นได้ ท่านกราบทูลกษัตริย์กุฉาถึงความรู้สึกของตน พระองค์ส่งทหารไปคอยสอดแนมไม่กีวันก็มีสายลับกลับมาทูลว่า แม่ทัพใหญ่หลวี่กวางและเจียนเฟยแห่งแคว้นฉิน ได้ยกกองทัพใหญ่มาถึงแล้ว ห่างแค่ ๓๐๐ ลี้เท่านั้น กษัตริย์ไปฉุนจึงทรงมีบัญชาให้คนทั้งประเทศเตรียมพร้อมเพื่อทำสงครามอย่างเร่งด่วน

ไม่เกิน ๓ วัน กองทัพใหญ่ของแม่ทัพกลวี่กวางเคลื่อนทัพใหญ่มาประชิดกำแพงเมืองปิดล้อมแคว้นกุฉาไว้ทุกด้าน กษัตริย์ไปฉุนเผชิญหน้ากับผู้รุกราน ตัดสินพระทัยนำทหารประชาชนทั่วแคว้นต่อสู้ถึงที่สุด จะไม่ยอมอ่อนน้อมสวามิภักดิ์เป็นอันขาด ถึงแม้ว่าแสนยานุภาพจะเป็นรองกว่าในทุกด้าน แต่พระองค์ทรงมีพระพักตร์หนักแน่นเข้มแข็ง พระเนตรดุดัน มีพระบัญชาให้ขุนศึกและทหารทุกฝ่ายเตรียมพร้อมออกสู้รบกับข้าศึก

ท่านกุมารชีพวิเคราะห์กำลังสภาพแวดล้อมของข้าศึกกับกำลังของแคว้นกุฉา เห็นว่าการศึกสงครามครั้งนี้แคว้นกุฉาคงต้องเป็นฝ่ายปราชัย สูญเสียชีวิตมากมายเปล่าประโยชน์ท่านจึงได้ตักเตือนอ้อนวอนกษัตริย์ไปฉุนให้ทรงปล่อยวางเรื่องรบราฆ่าฟันหลายครั้ง แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรพระองค์ก็ไม่ทรงรับฟัง และทรงเตรียมพระองค์นำทัพออกศึกอีก ท่านกุมารชีพรีบยับยั้งห้ามปราม แต่ไหนเลยที่จะยับยั้งพระองค์ได้

แม่ทัพหลวี่กวาง เห็นกษัตริย์แคว้านกุฉาที่ชราและอ่อนแอ ทรงออกศึกสู้รบด้วยพระองค์เองก็ตกตะลึงชั่วขณะ กองทัพทั้งสองฝ่ายตั้งประจันหน้ากันเหมือนภูเขาไฟร้อนที่แรงพร้อมที่จะประทุเพียงไม่กี่อึดใจ ครั้นแล้วเสียงโห่ร้องกึกก้องสนั่นฟ้า เสียงปะทะของศาสตราวุธดังไม่ขาดหู คนและม้าล้มระเนระนาด กลิ่งคาวเลือดคลุ้งไปทั่วปฐพี ซากศพเกลื่อนกลาด การสู้รบของทัพแม่ทัพกลวี่กวางเสมือนสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากและสัตว์ดุร้ายทรงพลังจึงได้เปรียบ ในทีสุดกษัตริย์ไป่ฉุนก็ทรงสิ้นพระชนม์ระหว่างการสู้รบ

หน่วยทหารของแม่ทัพกลวี่กวางยึดครองแคว้นกุฉา หลวี่กวางขี่ม้าเข้าเมืองอย่างองอาจน่าเกรงขาม ท่านกุมารชีพถูกทหารคุมตัวเข้าพบแม่ทัพหลวี่กวางทันทีที่มาถึง

แม่ทัพหลวี่กวาง แต่งตั้งไปเจิ้น (พระอนุชาของกษัตริย์ไปฉุน) เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ คนชั่วช้าทรยศชาติผู้นี้ได้เป็นกษัตริย์สมดังหวัง แต่เป็นเพียงหุ่นเชิด เพื่อแสดงการตอบแทนกษัตริย์ไป่เจิ้นจึงจัดงานเลี้ยงขึ้นในวังอย่างใหญ่โต ยกสุราให้แม่ทัพหลวี่กวางเหมือนข้าทาสนอบน้อมเจ้านาย ส่วนแม่ทัพหลวี่กวางนั้นไม่เห็นกษัตริย์ไป่เจิ้นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อยเขากินดื่มเที่ยวเล่น ทำตัวตามใจชอบอย่างไม่เกรงกลัวใคร ทั้งยังปล่อยให้ทหารในกองทัพกำเริบเที่ยวปล้นสะดมทรัพย์สินของชาวบ้านทุกแห่งหน

คนไร้ยางอายอย่างแม่ทัพหลวี่กวางให้ทหารไปนำตัวองค์หญิงจั่ง (พระธิดาของกษัตริย์ไป่ฉุน) มาเป็นเพื่อนดื่มสุรา องค์หญิงมีสีหน้าเย็นชา บุคลิกสง่างามน่าเกรงขามงดงามสูงส่ง เรือนร่างก็ช่างชดช้อย ผิวพรรณขาวเนียนหมดจด แม่ทัพหลวี่กวางตกตะลึง ดวงตาเป็นประกาย อุทานออกมา“สวยดั่งบุปผาชาติ งามดังนางฟ้าเป็นหนึ่งไม่มีสองจริงๆ”

ท่านกุมารชีพ ถูกนำตัวเข้าพบแม่ทัพหลวี่กวาง แม่ทัพหลวี่กวางคิดว่ากุมารชีพคงเป็นคนแก่อายุเจ็ดสิบขึ้น เมื่อได้เห็นตัวจริง คิดไม่ถึงว่าอายุยังเยาว์ก็มีชื่อเสียงเกียรติคุณถึงเพียงนี้ ท่านกุมารชีพหรี่ตาเล็กน้อย พนมมือทำความเคารพ ตอบคำถามของแม่ทัพหลวี่กวางอย่างไม่สะทกสะท้านไม่เย่อหยิ่ง สีหน้าท่าทีสงบราวกับบ่อน้ำนิ่ง ส่วนจิตใจของแม่ทัพกลับตื่นเต้นสับสนอย่างบอกไม่ถูก

แม่ทัพหลวี่กวาง ยิ่งคิดยิ่งโกรธเคือง “เพียงเพื่อพระสงฆ์น้อยๆรูปนี้ ทำให้ต้องนำไพร่พล ๗๕,๐๐๐คน ตรากตรำทำศึกยาวไกลถึงเพียงนี้หรือ”หวนคิดว่าหลายเดือนมานี้ต้องทนลำบากนอนกลางดินกินกลางทราย ยิ่งคิดยิ่งบันดาลโทสะว้าวุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง จึงคิดจะกลั่นแกล้งท่านกุมารชีพแต่ทำร้ายร่างกายท่านไม่ได้ ก็หวนคิดถึงองค์หญิงจั่งผู้เลอโฉมขึ้นมาทันที ตัดสินใจจะกลั่นแกล้งทำลายชื่อเสียงของท่านกุมารชีพ

เมื่อมีกลอุบายที่จะกลั่นแกล้ง จิตที่ว้าวุ่นกลัดกลุ้มก็จางหายไปทันที ร่ำสุราต่อไปอย่างสบายอารมณ์ สักครู่ก็เรียกทหารไปนิมนต์ท่านกุมารชีพเข้ามาพบในห้อง

ท่านกุมารชีพ ยังคงมีสีหน้าเยือกเย็นสงบเรียบดังผิวน้ำ แม่ทัพหลวี่กวางหัวเราะเสียงดังพูดว่า “ว่ากันว่าท่านคือพระสารีบุตรกลับชาติมาเกิด ถ้าเช่นนั้นท่านก็ต้องแต่งงานมีบุตรจะได้มีธรรมทายาทสืบทอดต่อไป” ท่านกุมารชีพรีบตอบว่า “ผู้ออกบวชต้องเคร่งครัดต่อกฎวินัย จะแต่งงามมีบุตรได้อย่างไร”แม่ทัพหลวี่กวางหัวเราะอย่างสนุกสนาน“ข้าพเจ้าได้เสาะหาสาวงาม งดงามอย่างไม่มีใครเปรียบ จะให้องค์หญิงจั่งสมรสกับท่าน ท่านจะว่าอย่างไร” ท่านกุมารชีพทราบดีว่าแม่ทัพหลวี่กวางกำลังบีบคั่นท่าน จึงยืนกรานปฏิเสธอย่างแข็งขันเด็ดขาด

แม่ทัพหลวี่กวางหัวเราะเยาะครู่หนึ่ง พูดอย่างเย้ยหยันว่า“ได้ยินคนบอกว่า ผู้ทรงคุณธรรมนั้น ไม่ควรมีคุณธรรมสูงเกินบิดาตน บิดาของท่านยังสามารถลาสิกขาบทได้ท่านมีอะไรจะทำไม่ได้เล่า”หลวี่กวางครุ่นคิดอยู่ในใจว่า “คาดว่าท่านคงยากที่จะหลุดพ้นเงื้อมมือข้าพเจ้า”ครั้นแล้ว เขาค่อยๆพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงว่า “เอาละ ข้าพเจ้าจะไม่บีบคั้นท่านเดี๋ยวนี้ ท่านกลับไปตรึกตรองดูเถอะ”

หลังจากนั้นไม่กี่วัน แม่ทัพหลวี่กวางก็ให้ทหารไปนิมนต์ท่านกุมารชีพ ที่วัดเจียหลันเข้ามาร่วมงานเลื้ยงในวัง เมื่อท่านกุมารชีพมาถึง แม่ทัพหลวี่หัวเราะเสียงดังและเชื้อเชิญให้ร่วมดื่มสุรา ท่านกุมารชีพย่อมไม่ยอมละเมิดกฎวินัยแน่ แม่ทัพหลวีกวางก็ให้ทหารกรอกเหล้าบังคับให้ดื่ม แม่ทัพเห็นภาพที่ท่านกุมารชีพถูกทหารกรอกเหล้าก็หัวเราะอย่างดีอกดีใจ“ฮา ฮา ฮา นี่ก็ดื่มได้แล้วมิใช่หรือ สุราเมรัยเป็นของดีจริงๆนะ มีที่ไหนกันที่ผู้ชายดื่มสุราไม่เป็น”

ฤทธิ์ของสุรานั้น ทำให้ท่านกุมารชีพลิ้มรสอย่างทรมาน เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมายังไม่เคยสัมผัสสุรามาก่อน นายพลเจียนเฟยก็รินเพิ่มให้ดื่มอีก รวมถึงเหล่าทหารนายกองคนแล้วคนเหล่าทยอยมากรอกเหล้าใส่ปากท่านกุมารชีพ จนท่านรู้สึกปวดศีรษะเหลือทนจนแทบระเบิด แม่ทัพหลวี่กวางเห็นว่าโอกาสมาถึงแล้ว จึงสั่งให้ทหารไปเชิญองค์หญิงจั่งเข้ามาในห้อง

องค์หญิงจั่งถูกนำตัวเข้ามาในห้อง แม่ทัพหลวี่กวางชี้ไปที่องค์หญิงจั่งเพื่อยั่วเย้าท่านกุมารชีพ แน่นอนทีเดียว ยามนี้ท่านกุมารชีพไม่สามารถรับรู้อะไรอีกต่อไป ท่านเอาแต่กุมศีรษะอย่างปวดร้าว สงสารก็แต่องค์หญิงจั่งที่ประทับอยู่เคียงข้างไม่ทราบจะวางตัวอย่างไร

เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ท่านกุมารชีพทนพิษฤทธิ์สุราไม่ไหว ล้มฟุบลงกันโต๊ะอย่างสิ้นเรี่ยวแรงเมาพับหลับไป แม่ทัพหลวี่กวางให้ทหารนำท่านกุมารชีพกับองค์หญิงจั่งขังอยู่ในห้องลับเดียวกัน แล้วแม่ทัพหลวี่กวางก็พาทหารจากไปหาความสุขภายนอกอย่างสมใจ

วันรุ่งขึ้น ท่านกุมารชีพที่หลับใหลตลอดคืน ลืมตาขึ้นรู้สึกแปลกใจที่พบว่าไม่ใช่กุฎิของท่าน และเห็นองค์หญิงจั่งทรงประทับกรรแสงอยู่มุมห้องอย่างเสียพระทัย สอบถามเมื่อรู้ความจากองค์หญิง จึงใจทุกอย่างที่เกิดขึ้น“โอ้ อนิจจา อาตมาดื่มสุรา ละเมิดกฎวินัยเสียแล้ว “ความสำนึกเสียใจและทุกข์ร้อนเอ่อประดังขึ้นมาในใจท่านโดยพร้อมเพรียง

องค์หญิงจั่งทรงกรรแสง ตรัสกับท่านกุมารชีพว่า “หลวี่กวางพูดว่า หากท่านไม่แต่งงานกับข้าพเจ้า เขาก็จะฆ่าพลเมืองชายชาวกุฉาวันละคน และยังจะใช้อำนาจบังคับข้าพเจ้าอีก” ท่านกุมารชีพได้ยินเช่นนั้น เหมือนฟ้าผ่าลงยังศีรษะ ท่านเข้าใจดีว่าได้ตกสู่หลุมพรางเสียแล้ว หากยึดมั่นรักษาศีล พสกนิกรย่อมต้องเผชิญเคราะห์ หากจะรักษาชีวิตชาวบ้าน ศีลที่ท่านยึดมั่นปฏิบัติ และวินัยที่รักษาอย่างเคร่งครัดมาหลายสิบปีนั้น ก็สูญสลายไปในที่สุด

ท่านกุมารชีพคิดสละชีพตนเองเพื่อปกป้องชีวิตชาวเมือ และธำรงชื่อเสียงความสัตย์ของผู้บรรพชาไว้ องค์หญิงจั่งยิ่งกรรแสงอย่างเศร้าพระทัย ทันทีที่แลเห็นองค์หญิงก็ระลึกถึงพระมารดา หวนคิดถึงคำเตือนใจที่พระมารดาฝากไว้ “เพื่อถ่านทอดพุทธธรรมให้กว้างไกลต้องอดทน ต้องเข็มแข็งแม้จะตกอยู่ในสภาพอับจน ก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้”

ท่านกุมารชีพ ระลึกถึงคำสอนและคำฝากฝังของท่านอาจารย์โสมะ และคำตอบรับของตัวท่านเอง “หวังว่าเจ้าจะถ่ายทอดนิกายมหายานให้กว้างไกลออกไป” “ศิษย์จะถือเป็นปณิธานอันยิ่งใหญ่ชั่วชีวิต “เหตุการณ์ในอดีตปรากฏชัดอยู่เบื้องหน้า ท่านกุมารชีพคิดต่อไปว่า“ใช่แล้ว อาตมาเคยตั้งสัตย์ปฏิญาณจะเผยแพร่ธรรมไปถึงประเทศจีน แต่เพราะเหตุผลหลายประการ ปล่อยให้ล่วงเลยไปยี่สิบกว่าปียังไม่สมหวัง หากอาตมายังมีชีวิตอยู่ วันข้างหน้ายังมีโอกาสอีกมาก อาตมาต้องเผยแพร่ศาสนาให้ถึงประเทศจีนให้ได้ การตายง่ายกว่า การมีชีวิตอยู่ แต่เพื่อเผยแพร่พระธรรมและรักษาปณิธานอันประเสริฐอาตมาต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้”

เมื่อตกลงใจแน่วแน่แล้ว ก็เข้พูดปลอบโยนองค์หญิงครู่หนึ่ง แล้วให้ทหารที่เฝ้าสังเกตการณ์พาไปพบแม่ทัพหลวี่กวาง ท่านกุมารชีพตัดบทคำถามที่ไร้ยางอายและด้วยการศึกษาของแม่ทัพหลวี่กวาง พูดเพียงสั้นๆกับเขาว่า“เพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ถูกสังหาร อาตมาจำต้องละเมิดกฎวินัย” แม่ทัพหลวี่กวาง ดีอกดีใจขึ้นมาทันทีที่กลอุบายของตนสัมฤทธิ์ผล

ท่านกุมารชีพแต่งงานเพราะถูกบังคับ ได้พำนักอยู่กับองค์หญิงจั่งผู้มีเมตตาจิตทั้งสองมีความเคารพแรงใจซึ่งกันและกัน เหมือนคู่ชีวิตที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านกุมารชีพสงบสติสำรวมอารมณ์และยังคงศึกษาค้นคว้าตำรับตำราพุทธศาสนา ทุกวันท่านจะอธิบายความหมายของพระธรรมให้องค์หญิงฟังเป็นวรรคเป็นตอน ไม่นานก็ทำให้องค

หมายเลขบันทึก: 501541เขียนเมื่อ 7 กันยายน 2012 20:01 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 กันยายน 2012 20:01 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี