ผู้พิทักษ์รักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน

เมื่อต้นธารแห่งความยุติธรรม.....?

      ตำรวจในฐานะผู้พิทักษ์รักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน  และในฐานะ “ต้นธาร” ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน  มากกว่าองค์กรในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอื่นๆ   ย่อมไม่อาจหลีกหนีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมได้กรณีเฟอร์รารี่หรูชนตำรวจตาย  แล้วมีการพยายามนำผู้กระทำความผิดตัวปลอม ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม มารับสมอ้างเป็นผู้ต้องหา

     “องค์กรตำรวจ” มิใช่จะมีบทบาทหน้าที่และ “ความรับผิดชอบ” แต่เฉพาะในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เช่น จับกุม ควบคุมผู้ถูกจับ การรับแจ้งความร้องทุกข์ การสืบสวนสอบสวนการตรวจค้น การมีความเห็นในคดีว่าจะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปยังอัยการเท่านั้น ทว่า “องค์กรตำรวจ” ยังมีบทบาทในฐานะเป็น “ผู้ใช้อำนาจในทางปกครอง” ในฐานะเป็น “หน่วยงานของรัฐ”ที่มีอำนาจ  และใช้อำนาจในทางปกครอง  เฉกเช่นเดียวกับองค์กรฝ่ายปกครองอื่น ๆ ที่มีหน้าที่ประการสำคัญในการดำเนินการเพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การให้ความเป็นธรรมกับประชาชน การรักษาประโยชน์ของมหาชน ภายใต้หลัก “ความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง” ซึ่งหมายความว่า ผู้มีอำนาจในองค์กรตำรวจ ไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ ในทางปกครองที่มี ผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพ  หรือประโยชน์อันชอบธรรมของเอกชนคนใดคนหนึ่งได้ เว้นแต่เมื่อมีกฎหมายให้อำนาจ  และจะต้องกระทำการดังกล่าวภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ในการใช้อำนาจกระทำการทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากเกิดความเสียหายขึ้น ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย  มีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อเรียกให้“องค์กรตำรวจ” รับผิดชอบค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้

     ซึ่งศาลปกครองสูงสุดโดยมติที่ประชุมใหญ่วางหลักไว้ว่า ถ้าขั้นตอนใดเป็นการกระทำที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง  และศาลยุติธรรมมีอำนาจที่จะเยียวยาความเสียหายได้ การกระทำนั้นย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรมเช่น ตำรวจใช้อาวุธปืนยิงผู้ต้องสงสัยแต่พลาดไปถูกผู้อื่น ถือเป็นขั้นตอนของการจับกุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  หรือกรณีที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนพยานหรือการทำแผนที่เกิดเหตุและการทำความเห็นสรุปสำนวนการสอบสวนไม่ถูกต้องตามขั้นตอน  หรือวิธีการที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนด  แต่ถ้าเป็นการนอกเหนือ  หรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  และเข้าเกณฑ์เป็นกรณีพิพาทตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การกระทำนั้นจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง  เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจละเลยต่อหน้าที่ไม่รับแจ้งความร้องทุกข์โดยอ้างว่าไม่มีอำนาจรับแจ้งความเนื่องจากไม่ใช่ท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้น  หรือพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนในเรื่องที่มีการร้องทุกข์  หรือการกล่าวหาโดยใช้เวลานานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กักขังหน่วงเหนี่ยวและทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาให้รับสารภาพ  หรือส่งคืนของกลางล่าช้าเกินกว่าที่ทางราชการกำหนด หรือออกคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย  หรือโดยไม่มีอำนาจ  หรือละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ   ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มิได้มีเจตนาใช้อำนาจของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่อย่างใด การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมิใช่การกระทำในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา  แต่เป็นการกระทำทางปกครอง อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง  ผู้ที่เดือดร้อนเสียหาย  หรืออาจได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำทางปกครองของตำรวจกรณีดังกล่าว สามารถฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้