การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ ”เอื้ออำนวย” กับวัตถุประสงค์ในเรื่องที่จะทำ จึงเป็นเรื่องสำคัญ....

 

        ข้อสรุป  จากบันทึก  วัน off line ดูใจ กับ "Reconnect Project"  โดยผู้เขียนทดลองการ off line เนื่องจาก “รู้สึกผิด” ว่าตัวเอง “ติดเน็ต” นั่นคือ การใช้เวลาในโลกออนไลน์มากเกินไป ซึ่งเมื่อมีภาระหน้าที่มากขึ้น และมีเป้าหมายส่วนตัวบางประการที่ต้องทำ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวเพราะบริหารจัดการเวลาไม่ดีเท่าที่ควร  จึงทดลอง “off line” โดยไม่เข้าอินเทอร์เน็ตเลย 1 วันเต็ม บันทึกนี้จึงเป็นผลจากการ “ดูใจ” ของตนเองในวันที่ไม่ได้ทำสิ่งที่คุ้นเคยและทำทุกวัน เข้าขั้นที่รู้สึกว่าตัวเอง “ติดเน็ต” ทีเดียว

 

การเตรียมตัว : เขียนโน้ตแปะไว้ที่คอมพิวเตอร์ เตือนถึงความตั้งใจ “off line ดูใจ” บอกตัวเองก่อนนอนว่าพรุ่งนี้ เราจะไม่เข้าเน็ต ด้วยกรณีทั้งสิ้นทั้งปวง แค่วันเดียวเอง!!! สัญญาๆๆๆๆ

 

 

ช่วงเช้า 

อาการที่เกิดขึ้น : เมื่อถึงช่วงสายๆ ที่เคย on line แล้วไม่เข้าไป จะรู้สึกอึดอัดใจ สังเกตเห็นว่า เมื่อนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ มือก็จะกดไปที่ลิงก์ที่เคยเข้า แต่ “สติ” เตือนได้ทัน คราวนี้เป็นบทสนทนาของความคิดสองความคิดของผู้เขียน

ความคิด 1 :  นั่นแน่ะ off line นะ วันนี้ไม่เข้าไง...ตาก็เหลือบไปเห็นโน้ตแผ่นเล็กๆ แปะติดไว้ข้างคอมพิวเตอร์ว่า “ off line ดูใจ 1 วันนะจ้ะ” 

ความคิด 2 : อ้อ...จ้ะ ขอบใจจังที่เตือน...มือเลยกดไปที่งานที่ต้องทำ นั่งพิมพ์ ร่างงานโน่นนี่สักพักหนึ่ง คิดไปถึงข้อความที่เคยเขียนไว้ในบล็อกส่วนตัว (ปกติแล้วเมื่อคิดอะไรได้จะพิมพ์/โพสต์ไว้ในบล็อก/หน้ากระดานส่วนตัว) มือก็จะกดไปที่ลิงก์นั้น ...

ความคิด 1 :  หยุดๆ ระวังๆๆๆๆ  

ความ คิด 2 :  แค่เข้าไปดูข้อมูลเองนะ จะเอามาทำงานน่ะ ไม่อ่านคอมเม้นท์หรอกน่า... ชักจะเริ่มหงุดหงิดเล็กๆ แล้ว (เห็นความขี้หงุดหงิดของตัวเองเมื่อไม่ได้อย่างใจ)

ความคิด 1 :  ไม่ได้ สัญญาแล้ว ไม่เข้าก็ต้องไม่เข้านะ...สัญญาแค่นี้รักษาไว้วันเดียวยังไม่ได้ ก็แย่ล่ะ....เสียงเข้มเชียว

ความคิด 2 :  รำพึงรำพันว่า... ก็แค่อยากดูน่ะว่าใครคอมเม้นท์บ้างในบันทึกที่เราโพสต์ไว้เมื่อวานไงล่ะ แค่นี้เอง... ไม่เห็นเป็นไรเลยยยยย

ความคิด 1 :  ไม่ได้หรอก พอเห็นว่าใครให้ดอกไม้/มีความคิดเห็น/มากด like แล้ว... คราวนี้ก็จะอยากอ่านต่อนั่นแหละ.... หยุดๆๆ

ความคิด 2 :  ไม่น่าโพสต์ไว้ก่อนจะคิด “off line” เลยนะนี่ แย่จังๆๆๆ ไม่เข้าก็ได้... ใจยังขุ่นมัว คราวนี้ก็จะโอดครวญ อ้างเหตุผลต่างๆนานาในการจะ “ละเมิด” สิ่งที่ได้ตั้งใจและสัญญากับตัวเองไว้ ล้วนแต่สมเหตุสมผลทั้งนั้น โดยเฉพาะประโยคที่ว่า...เอาน่านิดเดียวเอง เราไม่ได้เสียงานเพราะเข้าไปอ่านแป๊บเดียวนี่หรอกน่ะ ได้ความรู้นะ ฯลฯ  ลองเฉยเสีย ไม่สนใจ จ้องไปที่กระดาษโน้ตเตือนใจแผ่นนั้นเป็นระยะๆ (อาการน่าเป็นห่วง)

 

        นั่งทำงานต่อไป คราวนี้เหมือนจะเลิกสนใจได้แล้ว ทำงานเพลินๆ ไปสักพัก ก็เริ่มเคลิ้มๆ ชักง่วงนอน (ทีเข้าไปอ่านนี่อ่านนั่นในอินเทอร์เน็ต ไม่เห็นง่วงเลย) มือก็กดเข้าไปในลิงก์ที่คุ้นเคยอย่างห้ามไม่ทัน... เห็นว่าใครมาให้ดอกไม้ มาคอมเม้นท์แล้ว แต่ยังไม่ทันเข้าไปดูข้อความ...

ความคิด 1 :  นั่นแน่ะ หยุดเลย ...เสียงเขียวเชียว  รอดมาตั้งหลายชั่วโมง ตั้งใจหน่อยๆๆ สติชักจะไวขึ้นแล้ว งั้นลุกขึ้นไปเดินเล่น ดื่มน้ำ ดูต้นไม้เขียวๆ ดีกว่า... รอดไปอีกยก...อิอิ  กลับมาทำงานอีกครั้งจนเกือบเที่ยง ได้งานเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เยอะเลย... เอ...เก่งเหมือนกันนะ

 

ช่วงบ่าย

มีภารกิจนอกบ้านกับเพื่อนเก่า ไปทานข้าว นั่งคุยๆๆๆ จนค่ำ สนุกและรู้สึกได้กลับไปใช้เวลากับเพื่อน โดยไม่มีความกังวลใดๆ ค้างคาใจ ได้ฝึกการใช้เวลาอยู่กับคนตรงหน้าจริงๆ เห็นอย่างหนึ่งว่าตัวเองเป็นคนสมาธิสั้น หากใครพูดยาวๆ ในเรื่องที่ไม่สนใจ ไม่มีความรู้ก็จะ “หลุด” นั่นคือ คิดไปเรื่องอื่น วางแผนว่าจะทำอะไรต่อจากนี้ ....ฯลฯ แต่วันนี้อยู่กับเพื่อนได้มากได้ดีกว่าปกติ เห็นว่าเมื่ออยู่ห่างจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เข้าอินเทอร์เน็ต ก็ไม่เกิดอาการหรือใจที่อยากเข้าไปดูโน่นดูนี่ (โชคดีที่ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไว้กับโทรศัพท์...ฮาๆๆ เนื่องจากใช้โทรศัพท์รุ่นเก่า)

 

ช่วงค่ำ

          นั่งดูโทรทัศน์แทนการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เหมือนทุกวัน ปกติจะเปิดอินเทอร์เน็ต ฟังเพลง อ่านนี่นั่น โพสต์เพลง กล่าวราตรีสวัสดิ์กับกัลยาณมิตรที่แสนดี ...ฯลฯ นั่งไล่เรียงกิจกรรมที่ทำแล้ว ก็ขำตัวเอง ทำอะไรอยู่ไม่รู้ ตลกจัง!!! บางครั้งด้วยความที่ “ขี้เบื่อ” ให้รู้สึกแปลกๆ ที่ต้องทำเรื่องซ้ำๆ อยู่ทุกวัน และยังต้องทำในบางเรื่องที่ไม่อยากทำด้วย เช่นต้องไปให้ดอกไม้ ไปคอมเม้นท์ ไปกด like ให้กับคนที่เขามาให้ดอกไม้ มาคอมเม้นท์ กด like ให้เราด้วยความเกรงใจ ทั้งที่บางครั้งก็ไม่ได้ชอบหรือเข้าใจอะไรกับข้อความหรือบันทึกนั้นๆ (แต่ก็มีส่วนที่ชอบและชื่นชมจริงๆ ด้วย)

        สงสัยขึ้นมาว่า...เราทำอย่างนี้เพราะอะไร? หลายครั้งที่ไม่อยากคิด พูด ทำบางเรื่อง แต่ด้วยความเคยชิน/คุ้นเคยและความเกรงใจ เกรงว่าเขาจะหาว่าเราไม่มีมรรยาท ไม่มีน้ำใจ เราก็คิด พูด ทำเช่นนั้นหรือ?  น่าคิดจริงๆ (ได้โจทย์คิดต่ออีกแล้ว)

        เข้านอนไปก่อน 5 ทุ่มด้วยความง่วง คิดขำๆ ตอนที่ล้อตัวเองเล่นๆ ในช่วงเช้าที่มีอาการ “อยาก” เข้าลิงก์ที่คุ้นเคยมากๆ ว่า “รอหลังเที่ยงคืนก่อนสิ จะได้ไม่ผิดสัญญากับตัวเองไง”(สัญญาไว้ว่าจะไม่เข้าเน็ต 1 วัน)...ฮาๆๆ (อาการหนักหนาสาหัสจริงๆ คนเรา)

 

...รอดไปได้เพราะระฆัง(แห่งความง่วง) ช่วยไว้...ฮาๆๆๆๆ

 

        นอนเร็ว แต่ตื่นสายกว่าปกติด้วยความสดชื่น ไม่มีความรู้สึกอยากเข้าไปดูในลิงก์ที่คุ้นเคย เพราะยังไม่ถึงเวลาที่เคยเข้า (อิอิ) จนสายๆ ก็ยังไม่ค่อยมีอาการ (ชักแปลกใจตัวเอง) นอกจากส่งเมลไปรายงานอาการให้กัลยาณมิตรทราบว่าเป็นอย่างไร แล้วก็ทำงานได้จนเกือบเที่ยง... จึงกลับเข้าลิงก์ที่เคยเข้าตามปกติ…

 

 

สรุปบทเรียนที่ได้จากการ “ดูใจ” ของตัวเอง 1 วันที่ off line ได้ข้อคิดหลายข้อ แต่บันทึกไว้เพียงสาระหลักๆ ดังนี้

       * ความจริงแล้ว อาการ “ติด” ทั้งหลายนั้น เกิดจาก “ใจ” ซึ่งถูกครอบคลุมไว้ด้วย “ความเคยชิน/คุ้นชิน” สำหรับผู้เขียนเคยทดลองแล้วว่า “ไม่เข้า” ก็ได้ เพียงแต่ไม่โพสต์บันทึก/ข้อความใดๆ ก็จะไม่เกิดความอยากรู้อยากเห็นว่าคนอื่นจะอ่าน/ไม่อ่าน คอมเม้นท์อย่างไร นานวันเข้าก็จะห่างออกมาได้เอง เข้าทำนอง ไม่ให้อาหารแก่ความรู้สึก/ความคิดใด มันก็จะค่อยฝ่อ/หายไปเอง

       * หากอยาก “หยุด/เลิกสิ่งใด/เรื่องใด/พฤติกรรมใด” ต้องสร้าง “สิ่งแวดล้อม” ที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น อาทิเช่น หากอยากเลิกจากการเข้าไปท่องโลกออนไลน์จนเสียการเสียงาน ก็ต้องหาทางใช้เครื่องมืออื่นที่ไม่สามารถติดต่อกับโลกออนไลน์ ป้องกันความเผอเรอ สติตามไม่ทันมือ (ที่กดเข้าไปเสียแล้ว) การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ ”เอื้ออำนวย” กับวัตถุประสงค์ในเรื่องที่จะทำ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

      * ผลจากการทดลอง “off line” ทำให้เห็นว่า การทำอะไรทีละอย่างทีละเรื่อง จะได้ผลดีมากกว่าการทำงานพร้อมกันหลายอย่าง (Multitasking) ผู้เขียนเคยเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนที่มีสมาธิดีและแบ่งสับเปลี่ยนความสนใจ/จด จ่อได้เร็ว ระหว่างการเขียนงานก็สามารถแบ่งเวลาไปอ่านเรื่องต่างๆ แล้วกลับมาเขียนงานต่อได้ ความจริงนักจิตวิทยาได้บอกแล้วว่าการทำเช่นนั้นไม่ดีต่อสมอง สมองจะทำงานได้ดีที่สุดทีละเรื่อง แต่เพราะสมองมีศักยภาพมาก เราหลายคนจึงทำหลายอย่างพร้อมๆ กันได้ หากลองทำทีละเรื่องจะดีกว่า และผู้เขียนก็พบว่างานที่ทำได้ในวันนั้น ใช้เวลาน้อยกว่าการทำแบบ Multitasking ที่ตัวเองเคยคุ้นจริงๆ เสียด้วย

      * ส่วนตัวคิดว่าการที่ เราทำสิ่งใด ย่อมเกิดจากการ “เลือก” และ “ชั่งน้ำหนัก” ของผลดีผลเสียในสิ่งที่เลือกแล้ว เพราะหากเรารู้สึก “ไม่ดี” เราคงไม่ทำสิ่งนั้นเรื่องนั้น ในโลกออนไลน์ก็เช่นกัน นอกจากวัตถุประสงค์ส่วนตัว เช่น ชื่นชอบการอ่าน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การแสดงความคิดเห็น การบันทึกเรื่องราว การแบ่งปันความรู้ความคิดข้อมูล...ฯลฯ ได้แล้ว  เรายังเลือก “เสพ” สื่อได้ตามวิจารณญาณและความชอบส่วนตัวไม่มีข้อผูกมัดด้วย และด้วยความเป็น “สัตว์สังคม” โลกออนไลน์จึงเป็นสื่อสายใยที่ทำให้เราได้มี “พื้นที่ส่วนตัว” ส่วนหนึ่งซึ่งปลอดภัยพอสมควรในการคิด เขียน และแสดงความรู้สึก ทั้งยังได้รู้จักคุ้นเคยกับ “กัลยาณมิตร” ซึ่งไม่มีผลประโยชน์อื่นๆ ต่อกัน นอกจาก ผลัดกันอ่าน วานกันเขียน เวียนกันชม” 

 

             ประเด็น สำคัญของการอยู่ใน “โลกออนไลน์” จึงอยู่ที่การ “จัดการ” แบ่งสันปันส่วนเวลาและลำดับความสำคัญของ “ภารกิจ” ที่ควรทำให้ดี ให้เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่างหาก

 

            สรุปได้ดังนี้แล้วก็ถอนใจอมยิ้ม... ส่วนตัวก็มีข้ออ้างในการที่จะแวะเวียนและใช้เวลาใน “โลกออนไลน์” ต่อไปอย่างสุขใจ เพราะได้ทบทวนและดูใจของตนเอง คล้ายได้ “ชำระใจ” เมื่อกระจ่างใจแล้ว ก็ไม่รู้สึกผิดหรือติดขัดในความรู้สึกในการใช้สื่อออนไลน์อีกต่อไป

 

            ขอให้ทุกท่านมีความสุขในโลกออนไลน์และได้ประโยชน์สูงสุดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมทั้งการเป็นกัลยาณมิตรต่อกันนะคะ

 

(◠‿◠✿)❤•♥