จากบันทึกจบ...เพื่อเริ่มใหม่ คุณพี่ใหญ่ นงนาท สนธิสุวรรณ ได้เมตตามาฝากข้อคิดเตือนใจที่ดีเอาไว้ว่า "วัฏจักรของโลกเราเป็นเช่นนั้น..เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่วายเว้น..อยู่ที่คุณค่าของชีวิตที่ได้สร้างไว้ในช่วงที่ผ่านมา" (กราบขอบพระคุณคุณพี่ใหญ่มากค่ะ :))
และวันนี้เพื่อนคนหนึ่งโพสข้อความทางเฟสบุ้คเอาไว้ว่า "Do not educate your child to be rich. Educate him to be happy, so when he grows up, he'll know the value of things, not the price. - อย่าสอนลูกให้เป็นคนรวย สอนให้เขามีความสุข เพราะเมื่อเขาโตขึ้น เขาจะรู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ ไม่ใช่มูลค่าของมัน" ทำให้ฉุกคิดถึงคำว่า "คุณค่า" และ "มูลค่า" ขึ้นมา
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า "คุณค่า" และ "มูลค่า" ไว้ดังนี้ "คุณค่า" หมายถึง สิ่งที่มีประโยชน์หรือมีมูลค่าสูง และ "มูลค่า" หมายถึง ค่าของสิ่งของ, ราคาของสิ่งของ
เราให้นิยามสิ่งที่มีประโยชน์ว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า รวมไปถึงสิ่งที่มีมูลค่าสูงว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า สำหรับคนเราชีวิตที่มีประโยชน์คือชีวิตที่มีคุณค่า และชีวิตที่มีมูลค่าสูงก็คือชีวิตที่มีคุณค่า...ฉันนึกถึงเรื่องราวของอาจารย์คนหนึ่งที่พยายามสั่งสอนลูกศิษย์ให้รู้จักคุณค่าของชีวิต...
...

...
นักเรียนคนหนึ่งถามอาจารย์ว่า "ชีวิตคนเราที่เกิดมามีค่ามากเท่าไหร่? อาจารย์นิ่งสักพักและบอกว่า ถ้าเธอกลับมาพรุ่งนี้ครูจะบอกคำตอบให้ ในเช้าของอีกวันหนึ่งเมื่อนักเรียนกลับมา อาจารย์ยื่นอัญมณีก้อนหนึ่งที่มีค่าให้กับนักเรียนคนนั้นและบอกให้เขานำไปถามราคาที่ตลาด อาจารย์ย้ำกับนักเรียนว่าอย่าขายอัญมณีนี้เป็นอันขาดให้ถามราคาเฉยๆ
ตอนแรกนักเรียนนำอัญมณีนั้นไปที่ร้านขายผลไม้ และถามเจ้าของร้านว่าจะให้ราคาอัญมณีนี้เท่าไหร่ คนขายผลไม้ตอบว่า "ฉันจะให้ส้มสองผลสำหรับอัญมณีก้อนนี้" ต่อไปเขาไปถามร้านขายมันสำปะหลังและถามเจ้าของร้านด้วยคำถามเดียวกัน เจ้าของร้านตอบว่า "ฉันจะให้มันสำปะหลังสี่กิโล"
นักเรียนเดินผ่านร้านทองและเดินเข้าไปถามเจ้าของร้านทอง เจ้าของร้านทองร้านนั้นบอกราคาให้เขาหนึ่งพันรูปี นักเรียนคนนั้นยังคงเดินถามราคากับร้านทองในละแวกนั้นอีกสองสามร้าน แต่ละร้านให้ราคาอัญมณีในมือเขามากขึ้นกว่าเดิม เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปร้านทองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในตลาดนั้นเพื่อสอบถามราคา เจ้าของร้านทองนำอัญมณีก้อนนั้นวางลงบนฝ่ามือ มองอย่างละเอียดรอบคอบ และพูดว่า "โอ้น้องชาย เธอจะขายอัญมณีก้อนนี้ไปไม่ได้เป็นอันขาด เพราะอัญมณีก้อนนี้มีค่ามาก จนหาค่าประเมินมิได้"
นักเรียนคนนั้นเดินกลับไปหาอาจารย์และเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่ตลาดให้อาจารย์ฟัง อาจารย์เขาจึงถามต่อว่า "ตอนนี้เธอเข้าใจถึงค่าของชีวิตแล้วหรือยัง? ว่าเธอสามารถเลือกที่จะขายตัวเองเพื่อแลกกับส้มสองผล หรือมันสำปะหลังสี่กิโล หรือเธออาจจะเลือกเป็นบุคคลที่มีค่ามากจนหาค่าประเมินมิได้ ทั้งหมดนี้เป็นทางเลือกของเธอเอง"
จากเรื่องนี้ฉันเชื่อว่าชีวิตที่มีค่ามากที่อาจารย์กล่าวถึงคือชีวิตที่มีคุณค่าดังนั้นจึงมีมูลค่ามหาศาลจนประเมินค่ามิได้ และหากจะพูดว่าคนเราทุกคนมีโอกาสที่จะทำให้ตัวเองมีคุณค่ามาก เป็นบุคคลที่สง่างาม มีอำนาจมากก็คงจะไม่ผิด เพราะทุกคนต่างมีชีวิตหนึ่งชีวิตที่มีพลังที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ ภายในตัวเรามีศักยภาพที่ซุกซ่อนอยู่และกำลังรอคอยการค้นพบ
การที่จะค้นพบศักยภาพอันยิ่งใหญ่ภายในตัวเรา เราจะต้องมองให้ลึกเข้าไปข้างในและเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ และชีวิตอันแสนสั้นของเราที่ถูกใช้ไปในทุกๆ วัน เราควรใช้มันอย่างรู้คุณค่าในทุกๆ ลมหายใจเพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในนาทีถัดไป ชีวิตในขณะนี้เปรียบเหมือนของขวัญที่เราได้รับ
...

...
วันนี้ฉันได้อ่านเจอวิธีการที่จะทำตัวเองให้มีคุณค่ามาก มีมูลค่าสูงจนประเมินค่ามิได้จากบทความเรื่องอริยทรัพย์ โดย ดร.อมรา มลิลา จากเวปไซด์ http://www.dhammajak.net/book-amara/7.html ซึ่งได้อธิบายถึงคำสอนของพระพุทธองค์เรื่องอริยทรัพย์ 7 ประการไว้อย่างน่าประทับใจว่าได้แก่
1. ศรัทธา - ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในความดีที่ทำ ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนจนเชื่อในผลที่เกิด
2. ศีล - การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม ไม่ล่วงล้ำสิทธิของคนอื่น ปฏิบัติตนใช้ชีวิตอยู่ด้วยความสบายใจด้วยใจที่เป็นปกติสุข
3. หิริ - ความละอายใจต่อการทำความชั่ว แม้คนอื่นจะไม่รู้แต่ตัวเราเองก็รู้และละอายต่อสิ่งที่ทำ เพราะความลับไม่มีในโลก
4. โอตตัปปะ - ความเกรงกลัวต่อความชั่ว ใช้สติมองความคิดมองใจของเราไม่ให้คิดในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร กลัวต่อการคิดไม่ดีเพราะความคิดจะกลายเป็นคำพูดและการกระทำในที่สุด
5. พาหุสัจจะ - ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก แม้ในใจของเราทุกคนจะมีความเป็นพุทธะอยู่แต่จิตใจเราถูกห่อหุ้มไปด้วยกิเลสเนื่องด้วยความประมาท เราจึงต้องร่ำเรียนเพื่อน้อมนำเอาคำสอนมาของพระพุทธองค์จากผู้รู้เข้ามาขัดเกลาใจเราอีกครั้งเพื่อให้เกิดความกระจ่างขึ้นมาอีกครั้ง
6. จาคะ - ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตา ให้อภัยต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น
7. ปัญญา - ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ด้วยสติและปัญญาที่เห็นโลกตามเป็นจริง ตามกฎไตรลักษณ์
ท่านยังกล่าวอีกว่าอริยทรัพย์ 7 นี้จะไม่มีผู้ใดแย่งชิง ไม่สูญหายไปด้วยภัยอันตรายต่างๆ ทำใจให้ไม่อ้างว้าง ยากจน และเป็นทุนสร้างทรัพย์ภายนอกได้ด้วย และจะเป็นกำลังหนุนช่วยส่งเสริมในการบำเพ็ญคุณธรรมต่างๆ ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นไปอีก
วันนี้ฉันลองจินตนาการตัวเองเป็นนักเรียนคนนั้นและถามใจตัวเองว่าคุณค่าของชีวิตฉันจะเท่ากับส้มสองผล มันสำปะหลังสี่กิโล หรืออาจจะเลือกเป็นบุคคลที่มีมูลค่ามาก (คุณค่า) จนหาค่าประเมินมิได้ดี คำตอบนั้นชัดเจนอยู่ในความนึกคิดค่ะ แต่การเดินทางไปให้ถึงจุดนั้นคงต้องอาศัยความตั้งใจ พละกำลัง และศักยภาพมากพอควร
สำหรับท่านผู้รู้...ครูบาอาจารย์ที่คุ้นเคยกับถนนหนทางสู่ปัญญาขอท่านเมตตาชี้แนะด้วยค่ะ
สำหรับกัลยาณมิตรที่กำลังหัดเดินไปบนถนนสายนี้ เราค่อยๆ เดินเตาะแตะไปด้วยกัน เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันนะคะ
ด้วยความนอบน้อม
ปริม ทัดบุปผา
๓ กันยายน ๒๕๕๕
Fur Elise - Richard Clayderman
มีธรรมะ...กำกับใจ ... ดีจ้งเลยค่ะ ดีใจด้วยใจจริงค่ะ ของปริม
ในขณะที่สังคมไทยเรายังมองข้ามบทบาทความสำคัญ
หรือการตีค่า..ระหว่าง มูลค่า กับ คุณค่า นั้น
พัฒนาการความซับซ้อนของสังคมยุคนี้
ทำให้เรายังต้องตระหนักถึง...
คุณค่าแท้ กับ คุณค่าเทียม
...
ชอบบันทึกนี้ของคุณปริมมากครับ ขอบคุณครับ
มูลค่าที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด อยู่แค่โลกนี้ แต่ความมีคุณค่าจะอยู่ตลอดไปแม้เราจะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม
ขอบคุณบันทึกต่อยอดของน้องปริมค่ะ..อริยทรัพย์เป็นคุณค่าของชีวิตที่อยู่กับจิตของเราตลอดไป..แม้จะละสังขารไปแล้ว..
ในทัศนะของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมองว่า :
หากเป็นด้านมูลค่า... อริยทรัพย์ < โภคทรัพย์ (โลกียทรัพย์)
หากเป็นเป็นด้านคุณค่า...อริยทรัพย์ > โภคทรัพย์ (โลกียทรัพย์)
แต่หากถามว่าอยากได้อะไรมากกว่า...คนส่วนใหญ่ก็จะตอบว่า “โภคทรัพย์หรือโลกียทรัพย์” เพราะคิดว่าสิ่งไหนที่มีมูลค่า (ที่เกิดความต้องการมาก) ท้ายที่สุดก็จะถูกสังคมตีตราประทับรับรองในการสร้างคุณค่าเพิ่มขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ (จากมือที่มองไม่เห็น)...นี่คือค่านิยมที่อันตรายในสังคมปัจจุบันที่จับเอาคุณค่าไปเป็นตัวประกัน (ตัวแปร) หนึ่งในสมการมูลค่า...
แท้ที่จริงแล้ว อริยทรัพย์ คือ หัวใจหลักสำคัญในการบริหารโภคทรัพย์
ขอบคุณ คุณปริม สำหรับการเดินทางสู่ปัญญาที่งดงามด้านคุณค่านี้มากครับ
สวัสดีค่ะท่านอาจาย์วิชญธรรม
อาจารย์พบท่านอาจารย์ ดร อมรา บ่อยหรือคะ? ฝากกราบสวัสดีท่านด้วยค่ะ ปริมได้อ่านบทความของท่านครั้งแรกวันนี้แล้วรู้สึกศรัทธาท่านมากค่ะ ขอบคุณค่ะ
ความจริงปัญญาทางโลกก็ยังมีไม่มากหรอกค่ะ แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกอยากจับปลาสองมือ แต่รู้ตัวดีกว่าอีกไม่นานคงค่อยๆ ปล่อยสิ่งที่ถืออยู่ค่ะ จุดหมายค่อนข้างชัดเจน แต่กำลังคลำทางอยู่ค่ะ
สุข สงบ มีสมาธิค่ะอาจารย์
ไม่บ่อยครับ เพราะเราเกรงใจอาจารย์ครับ ท่านทำงานหนักมาก แต่ผมจะได้พบอาจารย์ประมาณต้นเดือนหน้าครับ (เราอยากให้อาจารย์ท่าน offline บ้าง)
คุณปริมฟังบรรยายของอาจารย์ได้จาก
http://www.jozho.net/index.php?mo=3&art=288162
หรือ หนังสือของอาจารย์ ก็load ได้ กับ พี่ "คนไกลบ้าน" ครับ ท่านมาเพียบเลย ผมแอบเห็น
ขออภัยที่ผมให้ข้อคิดเห็นออกนอกประเด็นไป......โดยส่วนตัวคิดว่าคำตอบนั้นไปรวมอยู่ที่เดียว......คือ "เห็น" หรือ "ไม่เห็น" สัจ-"ธรรม"
ท่านอาจารย์วิชญธรรม
ขอบคุณมากค่ะสำหรับแหล่งความรู้ดีดีที่แนะนำ ปริมจะค่อยๆ ศึกษาตามนะคะ
อาจารย์ไม่ต้องขอโทษเลยค่ะ ความคิดเห็นท่านอาจารย์ไม่ได้ออกนอกประเด็นใดเลย ปริมซาบซึ้งในความเมตตาของท่านอาจารย์เสมอที่กรุณาชี้แนะมือใหม่กว่าอย่างปริมค่ะ รบกวนช่วยชี้แนะต่อไปตามแบบฉบับฟรีสไตล์นะคะ ;)
ขอบคุณมากค่ะ
สุข สงบในวันนี้ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณพี่เปิ้น,
ขอบคุณมากค่ะที่กรุณามาให้กำลังใจน้องใหม่บนถนนสายนี้นะคะ
สุขสันต์วันทำงานค่ะ ;)
อ่านบทความของปริมแต่ละบทความ ได้ทั้งคุณค่า และมีมูลค่า สูงมาก เคยพูดกับลูกศิษย์ ว่าบทความของ ปริม เป็นบทความ หรืองานเขียนที่ เขียนได้ดี ใช้ภาษาสละสลวย น่าอ่าน น่าติดตาม และยังได้แนะนำให้เขาอ่านด้วย ...สวัสดีครับ
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์นุ
ขอบคุณมากค่ะที่กรุณามาให้กำลังใจและฝากข้อคิดดีดีไว้ให้พิจาราณาค่ะ
ในสังคมเมืองที่มีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ผู้คนมักให้ความสำคัญกับสิ่งรอบตัวที่เป็นมูลค่ากันมาก สิ่งที่อยู่ในห้วงคำนึงตลอดเวลาคือเรื่องปากท้อง สถานะทางสังคม มากกว่าคุณค่าทางด้านจิตใจ จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นปกติวิสัยทั้งๆ ที่มันไม่ควรจะเป็น
"Do not educate your child to be rich. Educate him to be happy, so when he grows up, he'll know the value of things, not the price. - อย่าสอนลูกให้เป็นคนรวย สอนให้เขามีความสุข เพราะเมื่อเขาโตขึ้น เขาจะรู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ ไม่ใช่มูลค่าของมัน"
จึงกลายเป็นสิ่งที่แปลกแต่จริง...นี่ยังไม่รวมไปถึงคุณค่าแท้ คุณค่าเทียมที่อาจารย์เอ่ยถึงค่ะ
สุข สงบ ในวันทำงานอีกวันค่ะ
สวัสดีค่ะคุณกัลกี เภรีโฆษ,
มูลค่าที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด อยู่แค่โลกนี้ แต่ความมีคุณค่าจะอยู่ตลอดไปแม้เราจะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม
ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อคิดเตือนสติที่กรุณานำมาฝากนะคะ
สุข สงบในวันทำงานอีกวันค่ะ
สวัสดีค่ะคุณพี่ใหญ่
อริยทรัพย์เป็นคุณค่าของชีวิตที่อยู่กับจิตของเราตลอดไป..แม้จะละสังขารไปแล้ว..
ขอบคุณมากค่ะทีี่กรุณาฝากข้อคิดดีดีให้ปริมพิจารณาค่ะ
สุขสันต์วันทำงานนะคะพี่ใหญ่ :)
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์จัตุเศรษฐธรรม,
คงจะดีไม่น้อยหากสมการจะเป็นแบบนี้ ตามหลักของความสมดุล
หากเป็นด้านมูลค่า... อริยทรัพย์ = โภคทรัพย์ (โลกียทรัพย์)
ตามประสาคนธรรมดาที่ยังมีกิเลสครอบงำอยู่ก็คิดว่าอย่างน้อยหากมีโลกียทรัพย์มากเราก็สามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมที่จะส่งผลไปยังการพัฒนาด้านอริยทรัพย์ และเมื่อมีอริยรัพย์แล้ว เราก็ใช้อริยทรัพย์บริหารโภคทรัพย์ ไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือเปล่าตอนนี้คิดไปถึงขวัญใจในสมัยพุทธกาลของปริม ท่านอนาถปิณฑิกะเศรษฐีค่ะ ว่าทานใช้ใช้หลักการโภคทรัพย์สร้างอริยทรัพย์และใช้อริยทรัพย์บริหารโภคทรัพย์ หรือเปล่า
ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์แว่นธรรมทอง
ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่กรุณามาให้กำลังใจในการเขียนบันทึกของปริมเสมอนะคะ ค่อยๆ เขียน ค่อยๆเรียนรู้กันไปในทุกๆวันของชีวิตค่ะท่านอาจารย์
สุขสันต์วันอังคารค่ะท่านอาจารย์
ขอบพระคุณกัลยาณมิตรทุกท่านที่กรุณาเข้ามาอ่าน เข้ามาแลกเปลี่ยน ชี้แนะ และให้กำลังใจ ในการเริ่มต้นเดินบนถนนสายนี้ของปริมค่ะ
สุข สงบในวันทำงานค่ะทุกท่าน
ฟังดนตรีแล้วจิตใจสงบเยือกเย็นดีจังค่ะ
สุข สงบเย็น เป็นประโยชน์ เช่นกันครับ ขอบคุณครับผม...