การทำเม็ดยาสมุนไพรไว้พกพา และใช้เมื่อยามจำเป็น จนกระทั่งกลายเป็นที่มา ตั้งต้นของแนวคิดในการสร้างพระเครื่อง

 

ตั้งแต่ผมเข้ามาในวงการพระเครื่อง คำหนึ่งที่ผมได้รับคำบอกเล่ามากที่สุดคือ

การสร้างพระเครื่องในสมัยโบราณ ก็คือ

  • การทำเม็ดยาสมุนไพรไว้พกพา และใช้เมื่อยามจำเป็น
  • จนกระทั่งกลายเป็นที่มา ตั้งต้นของแนวคิดในการสร้างพระเครื่อง
  • แทนการพกเม็ดยาเฉยๆ ก็ทำให้เป็นรูปพระพุทธรูป
  • มีการปลุกเสก
  • จะได้ดูน่านับถือ และศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น

จนกระทั่งกลายมาเป็นความเชื่อของคนแขวนพระเครื่องตลอดมาในอดีต จนถึงในยุคปัจจุบัน

  • ที่นับถือกันถึงขั้นเป็นอิทธิฤทธิ์
  • เหนือกว่าความเป็นสมุนไพร และ
  • ความเป็นยา

เพียงพกไว้กับตัว บวกการบริกรรมคาถาบ้าง ก็สามารถช่วยเหลือได้ทุกเรื่อง

ไม่ว่าจะเป็น

  • เมตตา มหานิยม
  • คงกระพันชาตรี
  • แก้พิษ รักษาชีวิต และ
  • โชคลาภต่างๆ

โดยอาศัยความเชื่อเริ่มต้นที่ว่า

  • พืชหลายชนิดมีสรรพคุณทางเภสัชกรรม ในแขนงต่าง
  • ใช้ในการรักษาโรค แก้พิษ รักษาชีวิตของคนได้

บางครั้งมีการขยายขอบเขต และผลของความเชื่อไปถึงระดับว่า

  • ว่านหลายชนิดมีจิตวิญญาณอยู่ในตัว
  • ตอบสนองได้ และ
  • มี “ความวิเศษ” เกินกว่าสารเคมีอยู่ในตัวเอง

แม้กระทั่งในตำนานการสร้างพระรูปหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ 2497 เมื่อไม่นานมานี้ ก็ยังกล่าวถึงเรื่องนี้ และคนที่เล่าบางคนก็ยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

ทำให้อานุภาพของว่านน่าจะดูเป็นจริงมากขึ้นพอสมควร มิเช่นนั้น คงเป็นเพียง

“เคยได้ยินมาว่า” หรือ “มีประสบการณ์ว่า” หรือ “เขาเล่าลือกันว่า” หรือ “ ตำนานกล่าวว่า”  หรือ “เชื่อกันว่า” เท่านั้น

ตามหลักฐานของการสร้างพระพุทธรูป และพระเครื่องนั้น ได้มีการใช้น้ำว่านมานานกว่าพันปี

ผมได้รวบรวมพระเนื้อน้ำว่านมาหลายปี ทำให้มีพระบูชาสร้างจากน้ำว่านผสมดิน กรุกันทรวิชัย อายุ 1400 ปี ที่ยังคงความสมบูรณ์และความงามจนถึงปัจจุบัน

ผมมีพระเครื่องสมัยทวาราวดี และศรีวิชัย ที่สร้างจากน้ำว่านผสมดิน ผสมผง ที่ยังคงความงามความสมบูรณ์ขององค์พระ แทบไม่กร่อนเป็นร้อยๆองค์

เมื่อไล่เทียบอายุ ศิลปะ แล้วพบว่า การสร้างพระในสมัยโบราณ ส่วนใหญ่ทำจากน้ำว่านผสมดินมากที่สุด

  • มีดินเผาไม่กี่แห่ง เช่น กรุเตาต่างๆของเมืองสุโขทัย พระลำพูนบางส่วน และพระกรุพระธาตุนาดูน เป็นต้น

การสร้างพระพุทธรุป พระบูชา และพระเครื่องมาเฟื่องฟูเข้ายุคโลหะบ้าง ก็สมัยปลายทวาราวดี ต่อเชื่อมกับยุคลพบุรี เชียงแสน อู่ทอง สุโขทัย และต่อๆมาในสมัยอยุธยา

แต่ภูมิปัญญาการใช้ว่าน น้ำว่านในการสร้างพระก็มิได้สูญหายไปแต่อย่างใด

ยังคงมีสร้างกันแบบควบคู่กันไปตลอด

  • ในนามของพระเนื้อดิน
  • ที่ผมคิดว่าไม่สมศักดิ์ศรีของภูมิปัญญาไทย
  • จึงควรเรียกว่า พระเนื้อน้ำว่านมากกว่า
  • เพราะดูตามเจตนาแล้วปัจจัยสำคัญน่าจะอยู่ที่น้ำว่านมากกว่าดิน

เพราะดินน่าจะเป็นเพียงปัจจัยรองที่ทำให้น้ำว่านแข็งตัว ประหยัด และมีผลต่อความทนทานมากขึ้น

นอกเหนือไปจากความเชื่อที่ว่า

ดินคือที่เกิดของตน ไปไหนต้องพกดินไปด้วย ตามคติของคนโบราณรักบ้านเกิด

ที่น่าจะเป็นการผสานแนวคิดของทั้ง “ว่านยา” และ “ดินบ้านเกิด” เข้าไว้ด้วยกัน ก็เป็นได้

แม้พระในยุคโบราณจะใช้ น้ำว่านเป็นหลักในการสร้างตลอดมา แต่ก็พบว่าในบางยุค สมัยประมาณห้าร้อยปีมาแล้ว ยังมีการนำว่านที่ยังเป็นพืชเข้ามาผสมด้วย เช่นพระกรุบ้านกร่าง สุพรรณบุรี ที่มักจะเรียกกันว่า “พระขุนแผน” ทั้งๆที่ ขุนแผนเป็นชื่อพระเอกในวรรณคดียุคหลังๆนี้เท่านั้น ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับพระกรุบ้านกร่าง

แต่เมื่อโยงชื่อไปแล้ว ก็นำความเชื่อตามเนื้อหาในวรรณคดีไปโยงด้วย ว่า พระขุนแผนเป็นพระนักรบ เมตตามหานิยม เหมาะสำหรับคนเจ้าชู้ ตามนิสัยของตัวละครเรื่องขุนช้างขุนแผน

นี่ก็เป็นความเชื่อของคนในวงการพระเครื่องในปัจจุบัน

การใช้น้ำว่านดูเหมือนจะลดสัดส่วนลง เมื่อมีการสร้างพระจำนวนมากในระยะเวลาสั้น เช่น การสร้างพระสมเด็จวัดเกศไชโย เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้โยมมารดา และโยมตา ของท่านสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)

เมื่อปี พ.ศ. 2409 ที่มีการสร้างอย่างรีบเร่งให้เสร็จทันเวลาที่กำหนดไว้ และการสร้างพระสมเด็จที่วัดระฆังในกรุงเทพ ที่อาจจะหาว่านยากหน่อย หรือไม่สะดวกด้วยประการใดๆก็ตาม

เลยใช้น้ำมันชักสีลายไม้ที่มีขายในท้องตลาดแทน มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า “ตั้งอิ้ว”

ที่นำมาใช้รักษาเนื้อพระไม่ให้แตกร้าวได้ง่าย แบบเดียวกับน้ำว่านในอดีดที่ผ่านมา

แต่ก็ยังพบว่า

เนื้อว่านก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของมวลสารในพระสมเด็จร่วมกับมวลสารอื่นๆ เช่น ข้าวก้นบาตร กล้วย ดอกไม้บูชาพระ และมวลสารเหนียวๆอื่นๆ และผงพุทธคุณอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับว่านสมุนไพร

นอกจากนี้ระยะต่อมา

ก็ยังมีการนำว่านมาคลุกรัก ปั้นเป็นก้อน กดพิมพ์เป็นรูปพระพุทธรูปปางต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นพระปิดตา ก็เป็นวิวัฒนาการของการเก็บรักษาว่านและน้ำว่านอีกแบบหนึ่ง

จนกระทั่งประมาณ ปี พ.ศ. 2480 มีระดับพระเกจิอาจารย์อย่างเช่นหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ท่านได้พัฒนาแนวคิดให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้นคือ

ใช้น้ำว่านผสมดิน อัดเป็นรูปคล้ายขวดยา ด้านข้างเป็นรูปพระพุทธรูปประทับบนแท่น มีสัตว์ต่างๆ อยู่ด้านล่าง

ภายในทำเป็นโพรงไว้บรรจุผงยา และเมื่อบรรจุผงยาแล้วก็มีจุกอุด

ที่สามารถนำผงยามาใช้โดยง่ายกว่าการนำองค์พระไปฝนให้ได้ยา ที่คนส่วนใหญ่จะไม่กล้าทำ นอกจากเอาเศษพระ หรือพระหักๆไปใช้

จนกระทั่งยุคล่าสุดของการใช้ว่านในการสร้างพระรูปหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ 2497 ที่มีผู้เล่าว่า

ต้องมีการเตรียมการค่อนข้างมาก

ตั้งแต่การไปหาว่านจากป่าธรรมชาติ ที่หายากขึ้นทุกวัน แม้ในชนบทเองก็ตาม

นำมาตากแห้ง บด และผสมกับวัสดุต่างๆ

และยังใช้ดินสีดำจากก้นถ้ำหินปูนจากบ้านลำพระยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ประมาณ 20 กม. จากวัดช้างให้ ที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ทรงศีลมาก่อน ที่เรียกกันว่าเป็นดิน “กากยายักษ์”

ที่มีความกังวลว่าจะแตกหักได้ง่าย จึงผสมตั้งอิ้ว และน้ำปูนลงไปด้วย

ที่เป็นผลให้เกิดเป็นพระเนื้อแข็งแน่น แต่เบา เพราะเป็นเนื้อว่านเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นบางองค์ที่แก่ดินจะค่อนข้างหนักหน่อย

ต่อมา การสร้างพระเนื้อว่านในระยะหลังๆ ก็ยังมีการใช้ว่านในลักษณะของการสั่งซื้อจากห้าง จากบริษัท แบบจำนวนมาก ใช้ตังอิ้ว และปูนขาวผสม ที่เลียนแบบอดีต โดยไม่ค่อยเน้นความละเอียดลออ ของการหาวัสดุ และการเตรียมการตามแบบสมัยโบราณ

แต่ก็ยังเป็นการใช้แนวคิดแบบภูมิปัญญาโบราณมาปรับใช้เข้ากับวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน

ซึ่งก็คงจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ดังนั้นการเคารพนับถือใดๆ ควรประกอบไปด้วยความรู้ และปัญญาครับ