๑  กันยายน ๒๕๕๕
เรียน เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านทุกท่าน

วันเสาร์ที่ ๒๕  สิงหาคม  ๒๕๕๕  กระเป๋าเสื้อผ้าถูกจัดเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืน  เห็นพอมีเวลาออกไปตัดผมที่หมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ ประมาณ ๑๐.๓๐ น. รถตู้สำนักงานที่รับผู้โดยสารจากเขตมาแวะรับ มีคุณอรินรัตน์  ว่าวกำเหนิด คุณพิมพ์ใจ  กองช่าง คุณพรทิพย์  ศีตะโกเศศ  คุณมาลี  โภชนาทาน เพิ่มผู้โดยสารอีก ๒ คน คือผมและภรรยา  ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณเที่ยง ก่อนเวลานัดหมาย ๑ ชั่วโมง จึงลงไปทานข้าวกลางวันที่ห้องอาหารของสนามบินชั้น B1 อิ่มแล้วขึ้นมาเดินเกร่อยู่ชั้นที่ ๔ รอเวลานัดหมาย  ระหว่างนี้มีเวลาแลกเงินดอลล่าร์ฮ่องกงและเงินหยวน ค่าของเงินต่างกันประมาณ ๑ บาท หมายความว่าต้องใช้เงินไทย ๔ บาทและ ๕ บาท เพื่อแลกเงินฮ่องกงและเงินหยวน ๑ เหรียญตามลำดับ  สำหรับมาเก๊าความจริงก็มีเงินตราเป็นของตนเองแต่สามารถใช้เงินดอลล่าร์ฮ่องกงในการซื้อขายกันได้ เลยไม่ต้องแลกให้สับสน  เคาเตอร์เช็คอินสำหรับทริปนี้คือ Q เป็นสายการบิน Royal Jordan สมาชิกทยอยกันมาจนเกือบครบ มีรายหนึ่งต้องงดการเดินทางเพราะป่วยกระทันหัน หลังเช็คอินและโหลดกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว  ได้ผ่านกระบวนการของ ตม. เพื่อเดินทางออกนอกประเทศ  ปัจจุบันมีระบบอัตโนมัติเพียงยื่น passport ให้เจ้าหน้าที่สแกนจากนั้นเดินไปยืนให้กล้องจับภาพและสแกนลายนิ้วชี้ด้านขวา ไฟเขียวก็จะบอกให้ทราบว่าผ่านไปได้  เดินลึกเข้าไปเป็นด่านรักษาความปลอดภัย ต้องตรวจสิ่งของที่นำติดตัวไปทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่รองเท้าและเข็มขัด   เป็นด่านสุดท้ายในการตรวจสอบของสนามบินก่อนขึ้นเครื่อง  ประตูทางขึ้นเครื่องอยู่ที่ช่อง E2 ไม่ไกลมากนัก มีเวลาเดินชมสินค้าปลอดภาษีจำพวกบุหรี่ เหล้า และขนม กำหนดขึ้นเครื่องเวลา ๑๖.๐๕ น. จึงต้องนั่งรอไปก่อน เนื่องจากก่อนเที่ยวบินของเราจะเป็นเที่ยวบินที่เดินทางไปฮานอย ประมาณ ๑๔ นาฬิกาเขาก็อนุญาตให้เข้าไปนั่งรอขึ้นเครื่องที่ประตู E2 คณะศึกษาดูงานจาก สพป.ปทุมธานี เขต ๑ จำนวน ๖๐ กว่าคนจะเดินทางไปดูงานที่ฮ่องกง มาเก๊า และเสินเชิ้น ระหว่างวันที่ ๒๕ - ๒๘  สิงหาคม  ๒๕๕๕ ประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียน ครูและเจ้าหน้าที่ในสำนักงานเขต  ได้รับอนุญาตจากเลขาธิการ กพฐ. ให้เดินทางไปต่างประเทศตามระเบียบ มีเรื่องเดียวที่ทุกคนต้องรับผิดชอบ คือ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางในต่างประเทศ  ทุกคนที่มาล้วนสมัครใจจึงไม่มีปัญหาเรียกว่าแชร์กันเดินทาง บริษัทมิราเคิลทราเวลรับผิดชอบในการพาพวกเราเดินทางทริปนี้  สายการบิน RJ 182 เป็นสายการบินของประเทศจอร์แดน ย่านตะวันออกกลาง ต้นทางมาจากกรุงอัมมาน ปลายทางคือ ฮ่องกง  สุวรรณภูมิเป็นสนามบินสำหรับพักรับส่งผู้โดยสารทั้งไปและกลับ  พวกเราได้ที่นั่งในโซนเดียวกันจึงสามารถทำกิจกรรมได้สะดวกทั้งการถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ให้คำแนะนำในการใช้อุปกรณ์สำหรับผู้โดยสารเครื่องบินครั้งแรก เครื่องแอร์บัส 320 กว้างขวางสะดวกสบาย ชั่วโมงแรกได้รับบริการเครื่องดื่มและอาหารจากครัวการบินไทย รสชาติสำหรับคนทุกชาติบริโภคได้ ประกอบด้วยอาหารหลัก คือ ขนมปัง ๑ ก้อนทานกับเนยแข็ง  สเต็กปลา ๑ ชิ้น ขนมหวาน น้ำดื่ม มีน้ำชากาแฟและน้ำผลไม้มาเสิร์ฟตามต้องการ เพียง ๒ ชั่วโมงครึ่งเครื่องก็ลดระดับเพดานบินลงสนามบินนานาชาติ chek lab kok ของฮ่องกงซึ่งตั้งอยู่บนเกาะที่ถมใหม่ด้วยหินจากการระเบิดภูเขาถึง ๓ ลูก อยู่ตอนเหนือของเกาะลันเตา พอลงจากเครื่องต้องเดินทางไปด้วยรถไฟฟ้าไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง รถไฟขบวนนี้มีที่ให้โหนอย่างเดียวไม่มีที่นั่ง เพราะใช้เวลาสั้น ๆ ก็ถึงที่หมายแล้ว ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองในเวลาพอสมควรเพราะต้องเข้าแถวแบบเขาวงกตหลายขดเหมือนกัน ออกมารับกระเป๋าเดินทางที่สายพานเวลา ๒๑.๓๐ น. เวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าบ้านเรา ๑ ชั่วโมง  มีมักคุเทศก์ชาวไทยที่มาใช้ชีวิตในฮ่องกงกว่า ๒๐ ปีมาต้อนรับ นำพวกเราขึ้นรถบัส ๒ คัน ผมอยู่คันที่ ๑ รถพาพวกเราขึ้นทางด่วนข้ามไปฝั่งเกาะเกาลูนด้วยสะพานแขวนติงม่า(Tsing Ma Bridge) จากนั้นต้องเข้าอุโมงลอดทะเลไปขึ้นที่ฝั่งฮ่องกง  รถไปส่งพวกเราที่ท่าเรือเฟอรี่ เพื่อขึ้นเรือไปมาเก๊า ปัจจุบันเป็นเขตบริหารพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีน เช่นเดียวกับฮ่องกง แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของจีนแต่การเดินทางเข้าออกฮ่องกงและมาเก๊าจะต้องมีหนังสือเดินทางทั้งคนจีนเองและคนต่างชาติ เรือลำใหญ่พาเราข้ามจากฮ่องกงสู่มาเก๊าใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง  เมื่อมาถึงท่าเรือฝั่งมาเก๊า Taipa Temporary Ferry Terminal ต้องเดินลากกระเป๋าขึ้นไปตามเส้นทางที่เขากำหนดเพื่อผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง  ออกไปขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางไปยังที่พัก จึงได้เห็นว่าท่าเรือแห่งนี้อยู่ติดสนามบินนานาชาติมาเก๊า รถลัดเลาะพาเรามาถึงโรงแรม The Regency Hotel Macau เป็นโรงแรมห้าดาวซึ่งอยู่เกาะเดียวกับท่าเรือที่เราขึ้นมาคือเกาะ Taipa  มาเก๊ามีประวัติยาวนานมาก สามารถสืบค้นย้อนไปถึง ๒๐๖ ปีก่อนคริสต์กาล ดินแดนบริเวณนี้เคยถูกใช้เป็นที่อพยพหนีการรุกรานของมองโกล จนในยุคราชวงศ์หมิง (ค.ศ.๑๓๖๘–๑๖๔๔) ชาวประมงจากฟูเจี้ยนและกว่างตงได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ มาเก๊ามีชื่อเป็นทางการในภาษาจีนว่าเอ้าเหมิน หรืออ๊อมึ้งในภาษาจีนแต้จิ่ว แต่ชาวต่างประเทศรวมทั้งไทยเราจะรู้จักกันดีในชื่อมาเก๊า (Macau) ซึ่งคาดว่าจะเพี้ยนมาจากคำภาษาจีน Maa Gok ตามคำเล่าขานบอกว่าเมื่อโปรตุเกสจอดเรือเทียบฝั่งดินแดนมาเก๊าเป็นครั้งแรก ที่จุดนั้นมีศาลเจ้าจีนที่สร้างเพื่อบูชาเจ้าแม่ซึ่งคอยดูแลท้องทะเลและปกป้องชาวประมงจากภัยทางทะเล จึงได้ถามชาวบ้านแถบนั้นว่าสถานนี้แห่งนี้คือที่ไหน ซึ่งชาวบ้านเข้าใจว่าชาวโปรตุเกสถามว่าศาลเจ้าแห่งนี้ชื่อว่าอะไรจึงตอบว่า Maa Gok ทำให้ชาวโปรตุเกสเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า "Macau" สืบเนื่องมาจนปัจจุบันมาเก๊าเริ่มมีความสำคัญในช่วงเวลาที่มหาอำนาจยุโรปขยายอำนาจทั้งทางการเมืองและการค้าเข้ามายังเอเชีย โปรตุเกสได้เริ่มสำรวจเส้นทางการค้าเข้ามาในเขตเอเชียและทำการค้ากับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี พ่อค้าและนักเดินเรือชาวโปรตุเกส ได้ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่มาเก๊าเป็นจำนวนมาก ทำให้มาเก๊ากลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าระหว่างโปรตุเกสกับจีน ในช่วงแรกโปรตุเกสได้ทำสัญญาเช่ามาเก๊าจากจีน ต่อมาก็ประกาศให้มาเก๊าเป็นส่วนหนึ่งในอาณาเขตต่างแดนของโปรตุเกส (Overseas province of Portugal) โดยที่จีนไม่ได้ตอบรับอย่างเป็นทางการ จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๓๐ จีนยกดินแดนมาเก๊าให้โปรตุเกสอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นการตอบแทนที่ โปรตุเกสช่วยจีนปราบปรามโจรสลัดในเขตทะเลจีนใต้   เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ รัฐบาลโปรตุเกสได้ให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคมของตนทั้งหมด โปรตุเกสแสดงเจตจำนงแน่วแน่ที่จะคืนดินแดนมาเก๊าให้แก่จีน และประกาศรับรองอย่างเป็นทางการว่าจีนมีอธิปไตยเหนือมาเก๊า อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าว จีนมีภารกิจในการเจรจาเรื่องการรับมอบฮ่องกงจากอังกฤษ จึงไม่ได้เข้ามาจัดการเรื่องปัญหามาเก๊า โปรตุเกสจึงประกาศรับรองสถานะของมาเก๊าเพียงฝ่ายเดียว ในปีพ.ศ. ๒๕๒๒ จีนกับโปรตุเกสได้ปรับความสัมพันธ์ทางการทูต และจีนได้รับรองอย่างเป็นทางการว่า ดินแดนมาเก๊าเป็นดินแดนของจีนภายใต้การบริหารของโปรตุเกส จนถึงวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ โปรตุเกสได้ส่งมอบมาเก๊าคืนแก่จีน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้ระบบ “หนึ่งประเทศสองระบบ” (one country, two systems) และมาเก๊ามีสถานะเป็นเขตบริหารพิเศษของจีน มาเก๊ามีพื้นที่เพียง ๒๘.๒ ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยคาบสมุทรมาเก๊า เกาะ Taipa และเกาะ Coloane และมีคอคอดยาว 2 กิโลเมตรเชื่อมระหว่างสองเกาะ มีประชากรประมาณ  ๗ แสนคน ร้อยละ ๙๕ เป็นชาวจีน ใช้ภาษาจีนกวางตุ้งในการสื่อสารทั่วไป โดยมีภาษาจีนและโปรตุเกสเป็นภาษาราชการ มาเก๊ามีระบบเศรษฐกิจแบบเสรี แต่เนื่องจากมาเก๊าไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและขาดแคลนที่ดินที่เหมาะแก่การ เพาะ ปลูก ทำให้รายได้ของมาเก๊ามาจากการผลิตเพื่อส่งออก โดยมีธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจการพนันเป็นแหล่งรายได้หลัก
 
วันอาทิตย์ที่ ๒๖  สิงหาคม  ๒๕๕๕  แม้จะนอนดึกก็ตื่นเช้าและเช้ากว่าเวลาในประเทศไทยอีก ๑ ชั่วโมง  มองลอดหน้าต่างออกไปก็พบกับ G.M. Casino ตั้งเด่นอยู่แค่เอื้อม เลยไปอีกหน่อยก็เห็นทะเลและตึกสูง ๆ อยู่ลิบ ๆ ๗ โมงครึ่งลงมาทานข้าวที่ห้องอาหารของโรงแรม ไข่ต้มถือเป็นอาหารคลาสสิคนานาชาติ อิ่มแล้วก็ออกมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึกหน้าโรงแรม โปรแกรมแรกเช้านี้จะไปชมท้องฟ้าจำลองกันที่The Venetian Macao Resort Hotel: เวนิสจำลองแห่งเอเชีย นั่งรถไม่นานก็ถึงเห็นแล้วตื่นตาตื่นใจด้วยแบบอาคารและการตกแต่ง  The Venetian ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ถูกถมลงไปในทะเลเรียกว่า คอไท สตริป เชื่อมระหว่างเกาะไทปา และเกาะโคโลน  นอกจากความยิ่งใหญ่ของ The Venetian แล้ว ไฮไลท์อีกอย่างที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาเยือนก็คือ ส่วนที่เป็นการจำลองสถาปัตยกรรมแบบเวนิส ในอิตาลีมาแทบจะทุกประการ ที่แน่มากคือท้องฟ้าที่แหงนมองแล้วเหมือนของจริงทุกประการ แต่ความจริงเป็นภาพจำลองที่ถูกวาดไว้เหนือที่ว่างระหว่างอาคาร ตึกรามบ้านช่องที่เป็นส่วนของร้านค้าหรูมากกว่า 350 ร้านให้ได้เลือกช็อป และยังมีภัตตาคาร ร้านอาหารหรูอีกกว่า 30 แห่ง เราไปเช้าร้านค้ายังไม่เปิดจึงไม่ได้อุดหนุน  เรือ Condola ใช้ล่องไปตามลำคลอง 3 สายวนเวียนไปตามเส้นทางช็อปปิ้ง สำหรับค่าโดยสารเรือ Condola ก็อยู่ที่ 200 เหรียญฮ่องกง/คน คูณเงินไทยไปก็ตกอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท แพงเอาการแต่เรามาเช้าก็ไม่มีรายการเสียสตางค์เกิดขึ้น  เดินจนเมื่อยก็ถึงคราวบุกไปยัง “คาสิโน” กันแล้ว จากข้อมูลที่ได้มา เขาบอกว่าเฉพาะพื้นที่ที่เป็นส่วนของคาสิโน มีความกว้างใหญ่ถึง 550,000 ตารางฟุต ! มีโต๊ะพนันมากกว่า 870 โต๊ะ และเครื่อง Slot Machine อีกกว่า 3,700 เครื่อง! มีทั้งเกมส์ BlackJack, Poker, Bacara, Casino War ฯลฯ แต่ละโต๊ะก็มีจะขั้นต่ำของการแทงพนันแตกต่างกันไป ตั้งแต่ 100, 200, 300, 500 เหรียญฮ่องกง ไปจนถึงโซน VIP ที่ไม่จำกัดขั้นต่ำในการแทงอีกด้วย ว่ากันว่าปี 2011 ที่ผ่านมามาเก๊ามีรายได้จากคาสิโนทั้งหมดถึง ๘๖,๐๐๐ ล้านเหรียญเลยทีเดียว คงมีนักเสี่ยงโชคไม่น้อยที่ต้องมาทิ้งเงินเอาไว้ที่นี่ในนั้นต้องมีพี่ไทยด้วยแน่นอน  พวกเราก็เข้าไปเดินดูและเสี่ยงโชคกันบ้างเหมือนกัน ได้เสียไม่มากเพราะเวลามีน้อย  ก็ต้องรีบไปขึ้นรถไปไหว้พระขอพรที่วัดเจ้าแม่กวนอิม ระหว่างเดินทางไกด์เล่าให้ฟังว่าเกาะมาเก๊าเจริญได้ด้วยภาษีที่เจ้าของบ่อนมอบให้กับรัฐบาลเกินกว่าอัตราที่เรียกเก็บ เพราะคนจีนมักจะเชื่อเรื่องโชคลาง และคำทำนายของซินแส ประชากรในมาเก๊าจะได้เบี้ยค่าขนมเมื่ออายุ ๖๐ ปีทุกคน แถมมีโบนัสประจำปีอีกด้วย เรียกว่าเงินบ่อนนำมาเลี้ยงคนบนเกาะนี้ให้สะดวกสบาย ไม่นานรถมาจอดที่หน้าวัดซึ่งดูเงียบสงบแต่กลิ่นควันธูปแรงเหลือเกิน ไกด์เล่าว่าวัดนี้เป็นวัดที่มีอายุกว่า ๖๐๐ ปี เป็นวัดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในมาเก๊ามีอะไรบ้าง ไปดูกันตรงทางเข้า จะมีรูปพระสังกัจจายน์ ที่รูปนี้มีพิเศษตรงที่จะมองตามเราได้ทุกมุมตรงบันไดก็ไม่เหมือนที่อื่นคือมี ๘ ขั้น ปกติบันไดที่วัดจะเป็นเลขคี่ ทั้งนี้มีการแก้ไปตามหมอดูฮวงจุ้ยบอกที่นี่มีศาลาอยู่ ๓ ส่วน ให้ไหว้จากด้านในสุดออกมา ศาลาที่อยู่ข้างในสุดจะเป็น เจ้าแม่กวนอิม ในชุดเจ้าสาวตัดเย็บด้วยผ้าไหมสวยงาม  ต่อมาที่ศาลาที่ ๒ มาไหว้ขอพรจากพระสังกัจจายน์ ด้านศาลาที่ ๓ ทางด้านซ้ายของเราก็จะมีเจ้าแม่ทับทิม ขอพรเรื่องค้าขาย ทางขวาเป็นเจ้าพ่อกวนอู ขอพรเรื่องการงาน บริวาร ตรงกลางเป็นองค์ซำปอกง ขอพรเรื่องครอบครัว พ่อแม่ อายุ และการงานด้านหน้าตรงประตูทางเข้า จะมีสิงโต ๒ ตัว ยืนมองตรงไปที่บันได ตัวเมียอยู่ทางซ้าย ตัวผู้อยู่ทางขวา เขาว่า ถ้าได้ลูบตัวสิงโตแล้วจะทำให้สามี-ภรรยา รักกันมากขึ้นจากที่เบื่อ ๆ ห่างเหินกันก็จะกลับมารักกันใหม่ ผู้หญิงให้ลูบที่ตัวผู้ ดูจากอวัยวะเพศและยื่นขาซ้ายออกมา วิธีลูบเขาบอกว่าให้หมุนลูกแก้วในปากสิงโตตามเข็มนาฬิกา ๓ รอบพร้อมอธิษฐานไปด้วย  เสร็จแล้วก็ไปลูบที่แก้มสิงโตลูบไปถึงอวัยวะเพศ สุดท้ายก็ตีก้นสิงโต ๓ ที เขาว่าเป็นการปลุกให้ตื่น...โอว สำหรับตัวเมียอวัยวะเพศอยู่ที่ก้นข้างหลัง มีการเล่าลือว่า มีคนประสบความสำเร็จมาแล้วจากสามีที่ชอบซุกกิ๊กเยอะ กลับมาเป็นคนใหม่ ที่รักกันสุด ๆ เลย ผมไม่ได้ปฏิบัติตามที่เขาว่า แต่ไม่รู้ว่าเพราะเชื่อหรือไม่เชื่อยังงง ๆ อยู่   จะเข้าไปเอาบุญขอพรนาน ๆ สู้กลิ่นควันธูปไม่ไหวเลยต้องออกมารอคณะอยู่หน้าวัด  ประมาณ ๑๑.๓๐ น. พวกเรามาถ่ายภาพเจ้าแม่กวนอิมริมทะเลเป็นทองสัมฤทธิ์ประทับยืนบนโคมทรงดอกบัว มีความสูง ๑๘ เมตร หนัก ๑.๘ ตัน เป็นเจ้าแม่กวนอิมลูกครึ่งผสมผสานระหว่างจีนกับโปรตุเกส ซึ่งพระพักตร์เป็นพระแม่มารี เป็นเจ้าแม่กวนอิมที่โปรตุเกสสร้างเป็นของขวัญให้คนมาเก๊าในโอกาสที่ส่งมอบมาเก๊าคืนแก่จีนเพื่อเป็นอนุสรณ์  วันนี้อากาศร้อนมากส่วนใหญ่จึงถ่ายภาพจากระยะไกล เว้นแต่ผู้กล้าบางรายที่เดินฝ่าเปลวแดดไปจับภาพใกล้ฐานเจ้าแม่กวนอิม  ป้ายต่อไปคือโบสถ์เซ็นพอลล์ซึ่งอยู่บนเนินเขา  โบสถ์เซนต์ปอลถูกสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. ๑๖๐๒ แล้วเสร็จในปีค.ศ. ๑๖๓๗ ออกแบบโดยพระนิกายเยซูอิตชาวอิตาเลียนโดยความช่วยเหลือของคริสเตียนชาวญี่ปุ่น เป็นโบสถ์คาทอลิกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเวลานั้น ตั้งอยู่ติดกับวิทยาลัยเยซูอิตแห่งเซนต์ปอล (The Jesuit College of St. Paul’s) ซึ่งเป็นสถานศึกษาแห่งแรกของชาวตะวันตกในแดนตะวันออกไกลซึ่งมิชชันนารีผู้เผยแพร่ศาสนาใช้เป็นที่เรียนภาษาจีนที่มาเก๊าก่อนที่จะเดินทางเข้าแผ่นดินใหญ่ วิทยาลัยแห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นค่ายทหารหลังจากที่มีการขับไล่บรรดาพระนิกายเยซูอิต ออกไป ต่อมาในปีค.ศ. ๑๙๓๕ เกิดไฟไหม้เพราะเกิดพายุพระจึงไปหลบที่ชั้นใต้ดิน แต่ลืมดับตะเกียงน้ำมัน เมื่อลมแรงพัดตะเกียงล้มลง ไฟจึงเริ่มต้นจากในห้องครัว ไฟลุกลามรุนแรงทำลายวิทยาลัยและตัวอาคารโบสถ์พังทลายจนหมด คงเหลือไว้แต่เพียงด้านหน้าของตึกที่มีรายละเอียดของสถาปัตยกรรม (Façade) ส่วนของบันไดทางขึ้น และบางส่วนของกำแพงทุกอย่างถูกทิ้งไว้หลังเกิดไฟไหม้ใหญ๋ในครั้งนั้น จนถึงปี ค.ศ. ๑๙๙๑ จึงได้มีการบูรณะซ่อมแซม มีการจัดสร้างบริเวณด้านหลังของซากประตูโบสถ์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาซึ่งรวบรวมภาพเขียนและอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนาต่างๆ ไว้ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ซากโบสถ์เซนต์ปอลที่มาเก๊าเป็นสถานที่ที่มีความสวยงาม เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเยี่ยมชม ให้เราได้สัมผัสถึงเสน่ห์ความเป็นยุโรปท่ามกลางบรรยากาศเอเชียได้เป็นอย่างดี  ด้านหน้าของโบสถ์เป็นย่านการค้าสำคัญที่เรียกว่าเซนาโดสแควร์ หรือเซ็นเตอร์พอยท์มาเก๊า แต่ร้อนเกินไปจึงไม่มีบรรยากาศในการจับจ่ายสินค้า เว้นแต่ของกิน  ประมาณบ่ายโมงพวกเรามาทานข้าวกันที่ภัตตาคารบนRio Casino เป็นอาหารบุฟเฟ่ เลือกตักได้ตามใจชอบ  อิ่มแล้วมีบางท่านไปถอนทุนสำเร็จในบ่อนนี้ จากนั้นเดินทางไปยังท่าเรือที่ด่านเสอโจวซึ่งมีทั้งเรือเฟอร์รี่และเฮลิคอปเตอร์ เพื่อเดินทางไปเมือง Shenzhen ต้องลากกระเป๋าผ่าน ตม.ของมาเก๊าอีกรอบ เป็นการเดินทางออกนอกประเทศ การลากกระเป๋าเดินทางสำหรับผู้ไม่เคยชินก็รู้สึกลำบาก แต่ก็จำเป็นเพราะการผ่าน ตม.แต่ละครั้งต้องลากกระเป๋าของตัวเองให้เขาตรวจ ท่าเรือแห่งนี้ทันสมัยและสะดวกสบายกว่าขามาจากฮ่องกง  เรือเทอร์โบเจ็ตที่จะพาเราไปเสินเชิ้นใหญ่โตมาก คงนั่งได้หลายร้อยคน ดูรูปร่างแล้วก็เชื่อว่าเวลาวิ่งในทะเลคงลอยเหนือผิวน้ำ ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงก็นำเรามาถึงด่านเมืองจูไห่ ตรงนี้ก็ต้องผ่าน ตม.ของจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อเข้าเมืองเสินเชิ้น  ผมผ่านช่องพิเศษเพราะถือหนังสือเดินทางปกน้ำเงินของราชการ ไปเดินรออยู่ด้านหน้า  แต่อากาศร้อนพอ ๆ กับมาเก๊า  มีรถบัสและไกด์จีนมารับพาไปในตัวเมือง  มาเสินเชิ้นครั้งนี้ห่างจากครั้งก่อนเกือบสิบปี ผิดหูผิดตาไปมาก ไม่ว่าถนนหนทางที่กว้างขวางขึ้น  ตึกที่มากมายน้อง ๆ เมืองฮ่องกง  ที่น่าทึ่งที่สุดคือต้นไม้ที่ดูเขียวไปทั้งเมือง  เป็นการเนรมิตให้กับเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของจีน  เราแวะหมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่าเป็นจุดแรก เวลาเกือบ ๖ โมงเย็น จะเดินดูคงไม่ทันเวลา จึงชวนกันนั่งรถพ่วงวนดูจนทั่วบริเวณ  ไม่มีอะไรแปลกใหม่สำหรับที่นี่ ยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิม ๆ ไว้ คือการจำลองภูมิประเทศ โบราณสถาน สิ่งปลูกสร้างที่สำคัญทั่วประเทศมาไว้ที่นี่เหมือนเมืองจำลอง สามารถลงไปถ่ายภาพในจุดต่าง ๆ ได้  นอกนั้นยังแสดงที่อยู่อาศัยและวัฒนธรรมของชนเผ่าต่าง ๆ ในประเทศจีนให้ได้ศึกษาและสัมผัสบรรยากาศเหมือนจริง  เวลาประมาณ ๑๙.๓๐ น. ไปนั่งดูการแสดงโชว์แสงสีเสียงอันตระการตาของหมู่บ้านวัฒนธรรม  ผู้ชมร่วมหมื่นนั่งเต็มอัฒจันทร์ ใช้เวลาถึง ๓ ทุ่มจึงจบการแสดง  ออกมาทานอาหารที่ภัตตาคารหน้าหมู่บ้านวัฒนธรรม  มื้อนี้จัดหนักเพราะมีหมูหันโต๊ะละตัว เป็นตัวชูโรง เป็ดปักกิ่งเป็นพระรอง นอกนั้นทั้งปลาทั้งผักล้วนเลิศรสในแบบอาหารกวางตุ้ง  อิ่มแล้วเดินทางเข้าตัวเมืองตื่นตากับการประดับไฟลีดกับตัวอาคารต่าง ๆ มีสีสันงดงาม เสินเชิ้นเป็นเมืองที่ผลิตไฟลีดใหญ่ที่สุดในโลก   คืนนี้เราพักที่โรงแรม Royal Century Hotel  ย่านลองกัง ที่พักสะดวกสบายช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่หลังจากตรากตรำกันมาทั้งวัน  บางคนเริ่มล้มป่วยจากการเมารถ  หลายคนเริ่มเป็นหวัดจากอากาศที่ร้อน แต่ทุกคนก็อดทน  รักษาไปตามอาการ  สมัยก่อนเมืองเซินเจิ้นเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๘๐ ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสมัยท่านเติ้งเสี่ยวผิง ทำให้มีความเจริญ และความทันสมัยภายในเมืองนี้มากขึ้น มีการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ อาคารสำนักงาน โรงแรม และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ พร้อมทั้งจำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า ปัจจุบันเซินเจิ้นเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากเมืองเซินเจิ้น มีสถานะเป็นเมืองในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ใหญ่ที่สุดและมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดเมืองเซินเจิ้น (Shenzhen) เป็นเมืองชายแดนริมฝั่งตรงข้ามกับเกาะฮ่องกง  มีพื้นที่ ๒๐๒๐ ตารางกิโลเมตร เซินเจิ้นแบ่งออก เป็น ๓ ส่วนคือ เขตเมืองเซินเจิ้น เขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น และเขตมณฑลเซินเจิ้น   เซินเจิ้นมีที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น มีฤดูร้อนที่ยาวนานและ ฤดูหนาวเพียงช่วงสั้นๆ อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี อยู่ที่ ๒๒.๕ องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดในช่วงหน้าร้อน อยู่ที่ ๓๖.๖ องศาเซลเซียส มีฝนตกชุกในช่วงหน้าร้อน อุตสาหกรรมอิเลคโตรนิกและคอมพิวเตอร์ถือว่าใหญ่โตมาก  แท็บเลตแจกนักเรียนรัฐบาลไทยก็ซื้อจากเมืองนี้  สินค้ามีทั้งคุณภาพเกรด เอ ที่วางขายในยุโรปและอเมริกา และสินค้าที่ก๊อปคุณภาพต่ำราคาถูกก็ทำจากเมืองนี้  พรุ่งนี้จะไปดูมาบุญครองเมืองเสินเจิ้น หรือตลาดหลอหวู่ที่ทุกอย่างเป็นของก๊อปยกเว้นคนซื้อกับคนขายที่เป็นของจริง
 
วันจันทร์ที่ ๒๗  สิงหาคม  ๒๕๕๕  ตื่นเช้าสดชื่นกว่าเมื่อวาน  อาบน้ำแต่งตัวลงไปทานข้าวที่ห้องอาหารของโรงแรม วันนี้เราจะเที่ยวเสินเจิ้นครึ่งวันจากนั้นจะเข้าไปพักที่ฮ่องกง  เนื่องจากเป็นวันทำการรถจึงติด แต่สักพักก็หลุดจนวิ่งได้คล่อง เช้านี้จุดแรกพวกเราถ่ายภาพหน้าโรงเรียนมัธยมชางลอง ซึ่งอยู่ระหว่างปิดภาคเรียน นวัตกรรมของโรงเรียนนี้เริ่มจากปากประตู ใครจะเข้าจะออกบริเวณโรงเรียนต้องเสียบบัตร ทำให้ทราบเวลา น่าจะนำมาใช้ในบ้านเราบ้าง  เขาพาไปร้านขายยาบำรุงกำลังของรัฐบาล มีผลิตภัณฑ์จำหน่ายหลายรูปแบบ  คนเชิญชวนมีจิตวิทยาในการจูงใจคนสูง  พาไปห้องบรรยาย ให้ไปพบหมอธิเบตเพื่อตรวจอาการและสั่งยา  วิธีตรวจหมอก็จับชีพจร  สังเกตสีดวงตา แล้วสั่งยาให้กิน พอทราบราคาส่วนใหญ่โรคหาย เพราะพี่เล่นเสียหมื่นขึ้นแทบทุกราย แต่สินค้าจำพวกบัวหิมะ กลับขายดี จุดสำคัญที่พวกเราไปถัดจากร้านขายยาคือห้างหลอหวู่ หรือมาบุญครองเสินเชิ้น  สินค้าหลากหลาย แต่ถ้าจะซื้อต้องต่อราคาลงมามากกว่า ๗๐ % และเขาก็ขายให้ด้วย ก่อนออกจากเมืองเรามาทานข้าวกลางวันแบบ Sea Food กันจริง ๆ อาหารทะเลสด ๆ ใส่ตู้ปลาไว้หน้าร้านเต็มไปหมด ลูกค้าอยากทานอะไรก็สั่งได้เขาคิดราคาเป็นกิโลกรัม ส่วนค่าปรุงคงคิดต่างหาก  พวกเราทัวร์สั่งไว้ให้แล้วไม่ต้องบาปมากเพราะไม่ได้สั่งประหารชีวิตใคร  เรียกว่ากินจนหายเหนื่อย ก็โบกมือลาเสินเชิ้น เดินทางกลับไปที่ด่านเมืองจูไห่ผ่าน ตม.ของเสินเชิ้นเพื่อออกนอกประเทศและต้องผ่าน ตม.ฮ่องกงเพื่อเดินทางเข้าประเทศฮ่องกงอีกครั้ง มื้อเย็นวันนี้เริ่มประมาณ ๒ ทุ่ม ที่ South Seas Centre อาคารนี้มีร้านอาหารมากมายหลายประเภทแบ่งเป็นสัดส่วนอยู่ในชั้นต่าง ๆ ตั้งแต่ใต้ดินขึ้นไปอีกสองสามชั้น  อิ่มหนำสำราญแล้วรถพาเราไปยังโรงแรมที่พักในโซนใต้ ชื่อ L Hotel Island South ไกด์บอกว่าบ้านของมหาเศรษฐีมักอยู่แถบนี้ทั้งนั้น  มีเรื่องหนึ่งที่หวาดเสียวมากในฮ่องกงคือการขับรถของพนักงานขับรถ ขับกันเร็วมากเป็นที่หวาดเสียวว่าจะเฉี่ยวชนกัน เพราะถนนทั้งแคบทั้งโค้ง  แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี  
 
วันอังคารที่ ๒๘  สิงหาคม  ๒๕๕๕  เช้านี้ไม่ได้ทานอาหารที่โรงแรมเหมือนสองวันที่ผ่านมา แต่เราไปทานติ่มซำกันที่ South Seas Centre อาคารเดียวกับที่มาทานเมื่อวาน  แต่ลงไปชั้นใต้ดิน  เป็นอาหารจำพวกติ่มซำทั้งหลาย มีคนมาทานกันเต็มทุกโต๊ะ  ร้านอาหารทั้งมาเก๊า เสินเชิ้น และฮ่องกง หากไม่จองล่วงหน้าคงจะหาที่นั่งยากเต็มที  อิ่มแล้วไกด์พาลอดอุโมงค์ใต้ทะเลไปฝั่งฮ่องกงอีกครั้ง  รถไต่เขาขึ้นไปจุดชมวิว Victoria Peak จุดนี้ได้ทั้งถ่ายภาพทิวทัศน์และซื้อของที่ระลึก  จากนั้นลงไปริมทะเลเพื่อขอพรจากเจ้าแม่กวนอิม ที่เขาบรรยายสรรพคุณให้ฟัง รวมถึงกรรมวิธีในการบูชาและขอพรเป็นขั้นเป็นตอน  ผมเองก็จำไม่ได้ และไม่ได้ขอพรอะไร  จุดแตกหักสำหรับสุภาพสตรีคือฮ่องกงจิวเวอร์รี่ ผู้จัดการเป็นคนไทย จูงใจเยี่ยมมาก หลายคนได้ของกลับมาในราคาที่พอใจ  ไปทานข้าวกลางวันช้ากว่ากำหนดไป ๒ ชั่วโมง อยู่บริเวณเดียวกับ South Seas Centre แต่มื้อนี้จัดเต็มมีทั้งเป็ดทั้งห่าน กุ้งหอยปูปลา ถือเป็นมื้ออำลาฮ่องกง เพราะตอนเย็นให้หาทานตามอัธยาศัย เพื่อประหยัดเวลา ด้วยจะแยกพวกเราออกเป็น ๒ กลุ่ม  กลุ่มแรกสมัครใจนั่งกระเช้าไปไหว้พระใหญ่ที่นองปิง   กลุ่มที่สอง ไปเดินชอปปิ้งที่ถนนนาธาน  ย่านโรงแรม The Kimberley Hotel หรือ Miramar Shopping Centre ผมเลือกเดินเล่นบนถนนนาธานเพราะไม่ค่อยชอบเสี่ยงภัย  อากาศร้อนจนเดินไปไกลไม่ได้ต้องคอยแวะเข้าห้างโน้นออกห้างนี้เพื่ออาศัยแอร์เย็น ๆ จนหมดเวลาก็ไม่ได้ซื้ออะไร ได้ดูก็เป็นบุญตาแล้ว  ท้ายสุดเวลา ๑๘ นาฬิกาเราก็มาถึงสนามบิน chek lab kok เช็คอินโหลดกระเป๋าเดินทางกับสายการบินรอยัลจอร์แดน เที่ยวบิน RJ183 เดินตัวเบาไปผ่านกระบวนการของ ตม. เที่ยวนี้สะดวกโยธินเพราะคนไม่มาก  เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปยังประตูขึ้นเครื่องที่ ๑๗  พอมีเวลาดูสินค้าที่หมายมั่นไว้แล้วเป็น ยี่ห้อ Lifetrons เครื่อง Business Note Writer  ใช้สแกนลายมือที่เขียนลงในกระดาษเข้าไปเก็บไว้ใน iPad จะซื้อตอนกลับจากไต้หวันเมื่อเดือนที่แล้วก็หาไม่เจอ  วันนี้เลยยอมเสียเงินไปประมาณ ๖ พันบาทกับเทคโนโลยีตัวใหม่  เที่ยวบินขากลับมาเสียเวลาก่อนถึงจุดหมายประมาณ ๑๐ นาที ต้องวนรอเวลาลงเพราะฝนตกหนัก  กว่าจะนำสัมภาระมาขึ้นรถตู้ที่มารับก็ปาเข้าไปเที่ยงคืน  เป็นการจบสิ้นการเดินทางเพื่อดูความเป็นไปของบ้านเมือง  หลายคนมาถามว่าต่อไปจะพาไปไหน แปลว่างานนี้ประสบความสำเร็จทั้งสนุกและอร่อย แถมได้ประสบการณ์อีกมากมาย รอให้หายเหนื่อยก่อนค่อยคิดว่าจะไปไหนต่อครับ
 
วันพุธที่ ๒๙  สิงหาคม  ๒๕๕๕  แม้นอนดึกก็ต้องตื่นเช้า เพราะต้องไปเปิดการอบรมการใช้คอมพิวเตอร์แบบพกพา(Tablet) ให้ผู้บริหารสถานศึกษาทุกสังกัดที่โรงเรียนคลองบ้านพร้าว  ไม่ได้บรรยายพิเศษมากมายเพราะเห็นเวลาจำกัด อยากให้วิทยากรเขาให้ความรู้จะเป็นประโยชน์กว่าเรามานั่งฝอยให้เขาฟัง  เดิมจะรีบกลับไปประชุมกรรมการ กตร. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด  แต่ดูเวลากระชั้นเกินไปจึงงดเสีย  บ่ายประชุม สกสค. ก็มอบท่านรองฯ กฤษณะ  เลิศวิชานันท์ ไปแทน  บ่ายติดตามเรื่องงบประมาณทำรั้วที่ขอ สพฐ.ไปปรากฎว่าลืมป้ายชื่อสำนักงาน จึงต้องให้ทำไปใหม่ เย็นลงชื่อในแฟ้มเอกสารที่ห้องสโมสร  โยธาธิการและผังเมืองโทร.มาขอใช้ห้องสโมสรจัดเลี้ยงหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๕ เห็นว่าพอกลับมาทันก็ตอบไม่ขัดข้องไป
 
วันพฤหัสบดีที่ ๓๐  สิงหาคม  ๒๕๕๕  เช้าปฐมนิเทศผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน สพฐ.ส่งมาฝึกงานที่เขตและโรงเรียนขนาดใหญ่ขนาดเล็ก  เลยนั่งเล่าประสบการณ์ให้ฟัง ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวในการทำงาน มีปรากฎการณ์หนึ่งที่เห็นในปัจจุบันเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น ไม่มีใครโทษตัวเอง โทษคนอื่นและปัจจัยภายนอกแทบทั้งสิ้น  ยกตัวอย่างมีรายหนึ่งขาดราชการ พอถูกลงโทษก็หาว่าผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้ง  ทั้งที่ข้อเท็จจริงตัวเองไม่มาทำงาน  ไม่ส่งใบลา ก็ไม่ทราบว่าถูกกลั่นแกล้งตรงไหน  กระบวนการคิดที่เป็นปัญหาเลยทำให้การกระทำเรรวนไปด้วย ผู้บริหารยุคใหม่จะต้องออกไปเผชิญกับสิ่งเหล่านี้จนยากจะหลีกเลี่ยง  อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องตระหนักคืองานในหน้าที่ หลวงจ้างเราไปเพื่อบริหารงานให้สำเร็จ ไม่ได้จ้างไปให้คนรักหรือให้คนชัง ต้องเดินหน้าฝ่าฟันโดยไม่ย่อท้อต่ออารมณ์ที่ไม่คงที่คงวาเหล่านี้
 
 สาย ๆ ให้รถไปส่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อแสดงความยินดีกับลูกสาวคนเดียวที่รับพระราชทานปริญญาบัตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายอาญา ในวันนี้   บ่ายกลับมาประชุมเกี่ยวกับการแข่งขันทักษะของนักเรียนเพื่อเตรียมไปแข่งขันในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนประจำปีที่จังหวัดระยอง  
วันศุกร์ที่ ๓๑  สิงหาคม  ๒๕๕๕  เช้าไปเปิดงานงานมหกรรมวิชาการเพื่อพัฒนาการ ผู้เรียนเชิงบูรณาการก้าวสู่อาเซียนและศูนย์การเรียนรู้พระราชกรณียกิจ และขยายผลพระราชดำริ ณ โรงเรียนชุมชนวัดจันทน์กะพ้อ อ.สามโคก  มีโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายมาจัดแสดงผลงานกันหลายโรงเรียน  งบประมาณได้จากเทศบาลตำบลบางเตย โดยท่านนายกสัมฤทธิ์ ผลมะเฟือง ซึ่งประกาศนโยบายชัดเจนว่าเมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อมแล้วจะหันมาพัฒนาคน  มีคณะจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครมาจัดกิจกรรมภาษาอังกฤษ เป็นที่ชื่นชอบของนักเรียน  เพราะสนุกกับกิจกรรมการเรียน ครูเราต้องพัฒนาในเรื่องนี้กันมาก ๆ เพราะถนัดแต่บอกวิชาให้นักเรียน
 
 
 
  บ่ายดูแฟ้มงานที่กลุ่มงานเสนอมาเพื่อใช้จ่ายงบประมาณ อนุมัติให้บ้าง รอไว้บ้าง เพราะเห็นแล้วเสียดายเม็ดเงิน ต้องถามให้ชัดเจนว่าจะเอาไปใช้อย่างไร จะเกิดผลอะไรขึ้นกับการศึกษาบ้าง บางรายเสนอมาหลายโครงการ ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรไหว  สรุปแล้วเป็นสัปดาห์ที่เบื่อเต็มที  พรุ่งนี้จะไปทานข้าวกับเพื่อนร่วมรุ่น นปส.๕๓ ที่แม่กลอง จะชาร์จแบตเตอรี่ใหม่ให้เต็มพร้อมลุยงานต่อไป
 

<div sty