เรื่อง ควาย ควาย

หมออนามัย นายอานนท์ ภาคมาลี

เรื่องควาย ในช่วงนี้มีข่าวเรื่องของควายบุญมา(ที่อยู่จังหวัดอุตรดิตถ์) ที่ถูกขายให้พ่อค้าควายไปหลายทอด ยังไม่ทราบชะตากรรมว่าไปอยู่ที่ไหน ลักษณะของควายบุญมา  จากรูปถ่ายเป็นควายเผือกที่สวยงดงามน่าอนุรักษ์ไว้และขยายพันธุ์ คนไหนที่ซื้อควายบุญมาไป โปรดแจ้งที่อยู่หรือเบาะแสให้ผู้ที่กำลังติดตามหากัน เมื่อปี พ.ศ.2544 ข้าพเจ้าเคยไปเที่ยวงานบัพฟาโร่ แฟร์ ที่จังหวัดสุรินทร์ งานประกวดควายงามและลักษณ์ของควายต่างๆจากปราชญ์ชาวบ้าน วิธีการฝึกควายไถนา การใช้ควายเทียมเกวียน การอาบน้ำทำความสะอาดควายและแปรงขนควาย ควายทุกๆตัวจะมีการตั้งชื่อ ลักษณะพันธ์ สัณฐานรูปร่าง และขวัญควาย ในสมัยเป็นเด็กเคยไปเลี้ยงควายกับเพื่อนและอาบน้ำให้ควาย เคยตกหลังควาย จุกเอามากๆ ควายจะจำและกลับบ้านเองได้ และยังเคยถูกเพื่อนเรียกว่าไอ้ควาย และชกต่อยกัน

1. ความรู้ควายไทยในสายตาปราชญ์ชาวบ้าน ความรู้เกี่ยวกับลักษณะของควายงามโดยเฉพาะ และความรู้อื่นๆ เกี่ยวกับควายไทย ความรู้เกี่ยวกับลักษณะควายงามแบ่งเป็น 2 กลุ่มลักษณะคือ ลักษณะเฉพาะความงามประจำพันธุ์ของควายไทย และลักษณะที่เป็นองค์ประกอบปลีกย่อยที่ดีของควายไทยด้านอื่นๆ ดังนี้

1. ลักษณะประจำพันธุ์ของควายไทย เกษตรกรส่วนใหญ่ระบุลักษณะความงามประจำพันธุ์ของควายไทยที่สอดคล้องกัน โดยมีลักษณะสำคัญซึ่งเป็นจุดสังเกต 5 แห่งด้วยกัน คือ ตรงใต้คอต้องเป็นบั้งสีขาว ต้องมีจุดแต้มบนใบหน้า มีข้อเท้าขาว มีอัณฑะและปลายลึงค์ที่ไม่หย่อนยาน หนังและขนมีสีเทา เทาดำหรือเทาแดง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.1 บั้งคอสีขาว บางแห่งเรียกอ้องคอ หรือบ้องคอ ลักษณะขนและหนังบริเวณใต้คอเป็นสีขาวรูปตัววี (V) เหมือนแถบบั้งนายสิบ (Chevron) ซึ่งพาดขวางบริเวณใต้คอ โดยมีความเชื่อว่า นอกจากเป็นลักษณะที่ส่งเสริมให้ควายดูงามแล้ว ยังถือเป็นลักษณะมงคล โดยปราชญ์ชาวบ้านระบุว่าถ้าเป็นควายไทยต้องปรากฏลักษณะนี้เด่นชัด จากตำแหน่งและจำนวนของบั้งคอยังสามารถจำแนกระดับชั้นความงามได้เป็น 3 ระดับ คือ ควายสามอ้องหรือควายสามบั้ง มีตำแหน่งของบั้งคออยู่ใต้คอหอย 1 บั้ง และต่ำลงไปบริเวณเหนืออก 2 บั้ง รวมเป็น 3 บั้ง ซึ่งถ้าประกอบด้วยลักษณะอื่น เช่น หน้าตา ท่าทาง รูปร่างทั่วไปฯ ที่ได้ลักษณะครบถ้วนก็จะถือว่าเป็นควายงามในระดับมาก รองลงมาคือ ควายสองอ้องหรือควายสองบั้ง ตำแหน่งของบั้งคออยู่ใต้คอหอย 1 บั้ง และบริเวณเหนืออก 1 บั้ง ซึ่งถ้าประกอบด้วยลักษณะอื่นๆ ครบถ้วนก็จัดว่าเป็นควายงามเช่นเดียวกัน ซึ่งลักษณะควายทั้งสองประเภทนี้ค่อนข้างหายาก ส่วนใหญ่จะอยู่ในมือเกษตรกรที่นิยมเลี้ยงควายงามซึ่งมักมีราคาสูงกว่าควายที่เลี้ยงทั่วไป และสำหรับควายที่เลี้ยงโดยเกษตรกรรายย่อยอื่นๆ ซึ่งเป็นควายส่วนใหญ่ของประเทศ จะมีลักษณะของบั้งคอไม่ชัดจนและมักจะมีเพียง 1 บั้งที่พอมองเห็น จึงเรียก ควายหนึ่งอ้องหรือควายหนึ่งบั้ง ซึ่งไม่จัดเป็นควายงาม ปราชญ์ชาวบ้านมีความเห็นว่าควายไทย จะต้องปรากฏลักษณะบั้งคอทุกตัว แต่บางตัวอาจมองเห็นไม่ชัดเจนถ้าไม่สังเกตให้ดี ซึ่งทำให้ไม่มีจุดเด่น 

1.2 จุดขนสีขาวบริเวณใบหน้า ลักษณะเป็นจุดขนสีขาวบนใบหน้าของควาย  เป็นการส่งเสริมให้หน้าตาของควายไทยดูเด่น มีจุดดึงดูดสายตา โดยปกติจะพบจุดขนสีขาวบนส่วนของใบหน้า รวม 7 จุด คือ

1) บริเวณเหนือหัวตา นิยมเรียกจุดนี้ว่ากะบี้จับตา หรือกะพี้จับตา จะต้องมีขนสีขาวเด่นชัด ขนาดและตำแหน่งเหมือนกันทั้งสองข้าง รวมเป็น 2 จุด

2) บริเวณแก้มด้านซ้ายและขวา รวม 2 จุด ซึ่งจะอยู่ในตำแหน่งประมาณจุดตัดของเส้นตรงที่ลากจากตาของควายลงมาในแนวดิ่งตัดกับสายสะพาย ซึ่งทั้งสองข้างจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกัน

3) บริเวณกรามล่างด้านซ้ายและขวา รวม 2 จุด และในแนวเดียวกันนี้มีจุดขนสีขาวอีก 1 จุด อยู่ใต้คางในตำแหน่งที่ตรงกัน โดยมีลักษณะเหมือนเม็ดไฝขนาดใหญ่และมีขนยาวเหมือนเคราผู้ชาย ซึ่งเม็ดไฝนี้จะพบในควายไทยทุกตัว รวมทั้งหมดเป็น 3 จุดด้วยกัน

ปราชญ์ชาวบ้าน ระบุว่าถ้าเป็นควายที่ถือว่างาม จะต้องมีจุดขาวนี้ชัดเจนบนใบหน้า มีขนาดเท่ากันและอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกัน จึงจะทำให้ใบหน้าดูเด่นสะดุดตา ส่วนควายที่งามรองลงมา และควายทั่วๆไป จะมีจุดขาวเฉพาะบางตำแหน่ง ขนาดเล็ก และสีขาวไม่ค่อยเด่นชัด ซึ่งควายที่มีจุดขาวบนใบหน้านี้ คำพูดที่เป็นภาษาปราชญ์ชาวบ้านภาคอีสาน(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จะเรียกลักษณะนี้ว่า “ตาแต้ม แก้มจ้ำ”

1.3 ข้อเท้าขาว ข้อเท้าหรือแข้งจะปรากฏเป็นขนสีขาวตั้งแต่ช่วงข้อต่อจากเล็บขึ้นมาถึงหัวเข่าทั้งขาหน้า และขาหลัง มองดูเหมือนการสวมถุงเท้าสีขาว  โดยจะมีสีดำขีดขวางตรงตำแหน่งข้อกีบ ควายงามมักจะเห็นถุงเท้าสีขาวชัดเจน ทั้งขาหน้าและขาหลัง และมีขนสีดำตรงข้อต่อกีบชัดเจน ส่วนควายควายทั่วๆ ไป มักพบสีขาวของข้อเท้าไม่ชัดเจน โดยเฉพาะควายลูกผสมที่มีสายเลือดของควายนมหรือควายมูร่าห์ สีขนบริเวณของข้อขานี้จะออกเป็นสีเทาอมดำ แตกต่างกับควายไทยอย่างชัดเจน(ปราชญ์:นครพนม)

1.4 ขั้วอัณฑะและปลายลึงค์ของควายเพศผู้ ลักษณะประจำพันธุ์ของควายไทยจะมีขั้วอัณฑะสั้นเกือบติดท้อง ไม่คอดกิ่วมาก และปลายลึงค์จะหย่อนเล็กน้อย  แตกต่างกับควายมูร่าห์หรือควายลูกผสม ทำให้สามารถจำแนกความแตกต่างควายไทยกับควายลูกผสมได้ซึ่งถ้าเห็นขั้วอัณฑะหย่อนยาน และปลายลึงค์หย่อนยานมากเหมือนลึงค์ของโคพันธุ์บราห์มัน ประกอบกับมีขนยาว สีของขนและหนังสีดำสนิทแล้ว แสดงว่าเป็นควายลูกผสม ที่มีสายเลือดควายมูร่าห์หรือควายแม่น้ำผสมอยู่ไม่มากก็น้อย

1.5 สีหนังและขน ลักษณะสีของควายจะเป็นสีผสมของหนังและขน และเนื่องจากควายไทยโดยปกติขนไม่ดกหนามาก เหมือนควายพันธุ์นมหรือควายมูราห์ สีที่เห็นจึงเป็นสีของหนังเป็นส่วนใหญ่ โดยสีของควายอาจแตกต่างกันได้ จากแหล่งน้ำที่เลี้ยง สีของดินที่ควายทำปลัก ความสมบูรณ์ร่างกาย รวมถึงช่วงอายุต่างฯ สีขนของควายไทย ตอนอายุยังน้อยส่วนใหญ่จะเป็นสีเทาขาว หรือเทาทอง และเมื่ออายุมากขึ้นส่วนใหญ่จะเปลี่ยนเป็นสีดำเข้มขึ้น สีเทาหรือสีเลา หรือเป็นสีเทาแดง(สีเปลือกเมล็ดมะขาม) สีของควายที่นิยมว่าเป็นควายงาม สำหรับแม่พันธุ์ จะมีสีเทาถึงเทาดำ ไม่ดำเข้มเท่าเพศผู้ ส่วนพ่อพันธุ์ จะมีสีเทาแดง หรือเทาดำ สีขนจะเป็นสีดำ หรือแดงเหมือนสีของเปลือกเมล็ดมะขาม และปราชญ์ให้ความเห็นว่าถ้าพบควายที่มีหนังและขนสีดำเข้ม และขนดกยาวกว่าควายทั่วไปแสดงว่าอาจมีสายเลือดควายมูร่าห์ผสมอยู่

2. ลักษณะที่เป็นองค์ประกอบปลีกย่อยที่ดีของควายไทยด้านอื่นๆ เป็นการดูในรายละเอียดลักษณะอวัยวะส่วนต่างๆ ของควาย โดยอันดับแรกจะเป็นการดูลักษณะทั่วไปซึ่งเป็นองค์ประกอบของร่างกายภายนอกที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนในระยะไกล และลำดับต่อมาจะดูรายละเอียดของอวัยวะแต่ละส่วน โดยแบ่งเป็นส่วนใบหน้า ร่างกายส่วนหน้า ส่วนลำตัว ส่วนท้าย และอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้ เพศเมียตามลำดับ ดังนี้

2.1 ลักษณะทั่วไปๆ เป็นการมององค์ประกอบโครงสร้างร่างกายภายนอกโดยรวม ซึ่งรวมถึงการสังเกตอุปนิสัยและอารมณ์ด้วยได้แก่

1) ลักษณะรูปร่างโดยรวม จะต้องมองดูสมส่วน เรียกว่าเต็มหน้า เต็มหลัง เมื่อมองด้านข้างจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลำตัวมีความลึก มีความจุของท้องมาก สวาบแคบ

2) ขนาดและน้ำหนักตัว ควายเพศผู้ต้องมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ทำเป็นพ่อพันธุ์ เพื่อให้ลูกที่ดี ลูกโตเร็ว ส่วนใหญ่เห็นว่าควายที่จะใช้ทำพ่อพันธุ์ได้ต้องมีน้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ไม่ตำกว่า 80กิโลกรัมส่วนแม่พันธุ์น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ควรไม่ต่ำกว่า500กิโลกรัม

วิธีการเลี้ยงควาย

การเลี้ยงควาย จำแนกได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ แบบแรก ได้แก่ การเลี้ยงควายเพื่อใช้แรงงาน การเลี้ยงแบบนี้เป็นการเลี้ยงที่ดำเนินกันทั่วไปในเมืองไทย อันได้แก่ การเลี้ยงควายเพื่อเป็นส่วนประกอบของการทำไร่ทำนา โดยมิได้มุ่งเลี้ยงเป็นการค้าโดยเฉพาะ การเลี้ยงเป็นไปแบบตามมีตามเกิด โดยมิต้องอาศัยวิชาการเข้าช่วยมากนัก อาศัยธรรมชาติเป็นเครื่องอำนวยการเลี้ยง การเลี้ยงควายแบบนี้จึง เรียกว่า การเลี้ยงแบบธรรมชาติ การเลี้ยงควายอีกแบบหนึ่ง คือ การเลี้ยงแบบการค้า ซึ่งยังเลี้ยงกันเป็นส่วนน้อยในเมืองไทย การเลี้ยงแบบนี้ อาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วยเป็นอย่างมาก เพื่อมุ่งให้ได้กำไรมากที่สุดจากกิจการการเลี้ยวควายนั้น การเลี้ยงควายแบบนี้ จึงเรียกได้ว่า เป็นการเลี้ยงแบบอุตสาหกรรมโดยมุงให้ได้ผลผลิต คือ เนื้อมากที่สุดต่อหนึ่งหน่วยของสิ่งที่ลงทุน การเลี้ยงแบบอุตสาหกรรมจึงต้องคำนึงถึง
ปัจจัยสำคัญ4ประการคือ
1. การดูแลจัดการ ได้แก่ การจัดสภาพและความเป็นอยู่ขอควาย ให้อยู่ในสภาพที่ดี ให้ผลสูงแต่ต้นทุนต่ำการดูแลนี้ครอบคลุมถึงการจัดโรงเรือน การปรนนิบัติต่อสัตว์ การควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนและความชื้นการดูแลรักษาความสะอาดเพื่อให้เหมาะสมแก่การขยายพันธุ์การเจริญเติบโตจนการให้ผลผลิตของควาย
2. อาหารและการให้อาหาร ผู้เลี้ยงจะแสวงหาอาหารที่มีคุณภาพในราคาที่พอสมควรมาใช้เลี้ยงควาย โดยมุ่งให้ได้ผลผลิตและกำไรสูง ทั้งนี้จะได้พิจารณารวมถึงวิธีการให้อาหารที่เหมาะสมเพียงพอและประหยัด
3. พันธุ์และการผสมพันธุ์ ผู้เลี้ยงจะพิจารณาเลือกเลี้ยงพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง แต่เลี้ยงง่ายตามสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นยิ่งกว่า
นั้นผู้เลี้ยงจะเลือกใช้วิธีการผสมพันธุ์ ที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของการผลิตว่าเป็นการผลิตพันธุ์แท้การผลิตเพื่อขุนและการพยายามปรับปรุงคุณภาพของการเลี้ยงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
4. การป้องกันโรค ได้แก่ การวางมาตรการอันเหมาะสมในการป้องกันโรค และการดูแลรักษาสุขภาพสัตว์เพื่อให้สัตว์สามารถผลิตผลได้สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ระบบการเลี้ยงควายแบบอุตสาหกรรมอาจจำแนกได้เป็นประเภทต่างๆดังนี้คือ
การเลี้ยงควาย ได้แก่ การเลี้ยงแบบทำไร่ปศุสัตว์ การเลี้ยงต้อนในทุ่ง และการเลี้ยงขุนในคอกการเลี้ยงควายเนื้อแบบทำไร่ปศุสัตว์ใช้พื้นที่กว้างขวางมาก และมีการลงทุนปรับปรุงพื้นที่ กั้นรั้วและปลูกสร้างแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงแบบนี้โดยทั่วไป เป็นการเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ควายคุณภาพดี ราคาแพง มีการลงทุนสูงใช้วิชาการมาก ใช้โรงเรือนและเครื่องมืออุปกรณ์ไร่มาก ในเมืองไทยได้มีผู้ลงทุน ทำไร่ปศุสัตว์กันอยู่บ้าง