การทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการใช้บริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต

      การสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกคนได้เลือกใช้บริการที่หลากหลายผ่านทางอินเทอร์เน็ต ได้รับบริการจากรัฐที่ดีขึ้น แม่นยำขึ้น สะดวกขึ้น เสียเวลากับรัฐน้อยลง เพราะมีช่องทางบริการใหม่ๆเกิดขึ้น เช่นศูนย์บริการทางโทรศัพท์ บริการทางเว็บไซต์ การใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ เป็นต้น รัฐให้ข้อมูลกับประชาชนมากขึ้น ลดความยุ่งยากของกฎเกณฑ์เกิดความโปร่งใสในการทำงาน ค่าใช้จ่ายในการประกอบการที่ลดลง ค้าขายกับรัฐคล่องขึ้น

      ปัจจุบันหลายหน่วยงานได้เริ่มให้บริการออนไลน์บ้างแล้ว อาทิ กรมสรรพากร ที่เปิดระบบ e-Revenue ให้ผู้เสียภาษีสามารถเสียภาษีผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้ หรือกรมทะเบียนการค้า ที่รับจดทะเบียนผ่านระบบ On-line Registration และทางมหาวิทยาลัยที่เปิดให้นักศึกษาลงทะเบียนเรียนผ่านทางอินเตอร์เน็ตเป็นต้น ลักษณะของระบบข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ จะช่วยให้หน่วยงานที่ต้องการทราบหรือต้องการใช้ข้อมูลของประชาชน สามารถเชื่อมโยงเข้าไปที่ระบบฐานข้อมูลกลางของสำนักทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครองที่มีข้อมูลเหล่านั้นอยู่ได้ ทางประชาชนเองก็สามารถรับบริการได้อย่างเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง

     e-goverment จะต้องพัฒนาสิ่งต่อไปนี้ให้เกิดขึ้น

1. เพิ่มขีดความสามารถของประชาชนจำนวนมาก ให้เข้าถึงบริการของรัฐ

2. เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ประชาชนและหน่วยงานราชการ

3. เพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการทำงาน และปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ของระบบราชการต่อเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

4. เพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนในการรับบริการอย่างปลอดภัย และเป็นส่วนตัว

  และสุดท้ายประชาชนจะได้รับอะไรจาก e-goverment คือ

- สร้างโอกาสให้ประชาชนได้เลือกใช้บริการที่หลากหลายผ่านทางอินเตอร์เน็ต

- ประชาชนได้รับบริการจากรัฐที่ดีขึ้น

- รัฐให้ข้อมูลกับประชาชนได้มากขึ้น

- ลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลและบริการของรัฐ

- ลดความยุ่งยากของกฎเกณฑ์ เพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน

http://www.dld.go.th/ict/article/egov/e-gev02.html