ระดับการพัฒนาชาติไทยย่อมแปลผกผันกับไอคิวของตำรวจ

 

วันนี้ ( สค. ๒๕๕๕)  ผมขอตั้งทฤษฎีแปลก  เพื่อพัฒนาชาติไทยไว้ว่า   “ระดับการพัฒนาชาติไทยย่อมแปลผกผันกับไอคิวของตำรวจ”  ซึ่งคนที่ไม่ค่อยเก่งคณิตศาสตร์อาจ “ควัง” แล้วงง  

 

 

ผมเชื่อว่า  ชาติใดที่มีตำรวจไอคิวสูงมาก (เช่นชาติไทยเรา)  ย่อมถูกตำรวจมันยึดอำนาจได้หมดสิ้น  ตั้งแต่พลตำรวจระดับล่าง   ยัน พลตำรวจตรี-โท-เอก  จนกลายเป็นรัฐตำรวจ

 

เมืองไทยเรานั้น วันนี้ ตำรวจเป็นใหญ่ทั้งในระบบกฎหมายปกติ  และระบบการเมืองเต็มเมืองไปหมด  น่าจะมากที่สุดในโลก ไม่เชื่อลองนับดู ย้อนหลังไปสัก 20 ปีด้วย 

 

รัฐตำรวจ (police state)  เป็นรัฐที่คนไม่มีอิสระในการ “คิด” เพื่อพัฒนาตน ก็ย่อมเสียเปรียบชาติอื่น  (ที่ไม่กล้าพัฒนาตนก็เพราะกลัวตำรวจ นั่นเอง กลัวถูกมันเก็บ   )     ....  ซึ่งการพัฒนาตนนั้น ก็คือ การพัฒนาประเทศ นั่นเอง 

 

 

ถามว่า....ต้นไม้ต้นหนึ่ง   จะออกใบ  ดอก ผล  ได้มากไหมหากรากมันไม่แข็งแรง   ....แต่วันนี้มันมี เหลือบ ที่เราเรียกว่า   “ตำรวจ”   มาคอยดูดน้ำเลี้ยง  มาตัดตอน การเติบโตเสียหมดแต่เริ่มแรก    จากราก ถึงยอด  ...แล้วต้นไม้แห่งประเทศไทยมันจะเหลืออะไร มาให้ออกต้น ใบ  ดอก  

 

 

 

ในอารยประเทศ  ที่เขาคิดกันมารอบคอบหลายร้อยปีแล้ว ตำรวจ มีอำนาจและหน้าที่เพียงแค่การ จับกุมบุคคลที่ศาลและหรืออัยการสั่งให้จับ  (สั่งจากยอด ดอก)   .....  ยกเว้นความผิดซึ่งหน้า   ที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ ที่ตำรวจอาจจับได้โดยวิจารณญาณแห่งตน    (ซึ่งกรณีเหล่านี้มีไม่ถึง 0.01%  ของกรณีทั้งหมด)  

 

 

แต่อนิจจา ตำรวจไทย  มันมีอำนาจจับคนได้หมดทุกกรณีทั่วราชอาณาจักร  (เช่นการตั้งด่านกั้นถนน)     ตั้งแต่สิบตำรวจโท     ยัน พันตำรวจโท   (แถมมี ดร. พ่วงท้าย)    ไปถึง ร้อยตำรวจเอก ดร.  ที่พูดภาษาอังกฤษได้เพียง เยส โน โคคา โคล่า 

 

 

จับคนสุจริตที่ไม่จ่ายส่วย หากินมาจนร่ำรวย  ยังไม่พอ ไม่หนำใจ  มันใช้อำนาจเงิน  อำนาจตำรวจไต่เต้า    จนกลายมาเป็นนักการเมือง  สส.  รมต. นายกฯ  กันได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว เหลือเชื่อ   ....เพียงเพราะว่าอดีตเคยเป็น “ตำรวจ” 

 

 

นอกจาก นรม. แล้ว  มันยังลามไปทั่ว   ไปเป็นได้กระทั้ง รมว. กระทรวงศึกษา  และอีกหลายกระทรวง   มากำหนดนโยบายการศึกษาของชาติได้   ซึ่งส่งผลให้   ศ.ดร.  อธิการบ่ดี  กอกระดุม  กุมหัวรับนโยบายการศึุกษาที่แสนงี่เง่าประหงกๆ ๆได้ก็แล้วกัน......

 

 

ทั้งหลายทั้งปวงนี้...โดยที่   ดร. โวละเจ็ด (ล้าน)     หมอโหวง  (ที่โหรงเหรงทางปัญญา)  ทนายทุนในหลวงอานันท์ฯ   (ที่กลายเป็นทนายประจำตัวนายทุนสามานย์ไปแล้ว)     ก็หาสำเหนียกไม่แต่ประการใด     

 

 

วันนี้วิชาการไทยมันผิดเพี้ยนมากๆ    น่าถามว่า...ทำไมไอ้พวกนี้ (โวละเจ็ด โหวง ทนายฯ และ เก้าลอเก้า)  ไม่ออกโรงมาต่อต้าน “รัฐตำรวจ” กันบ้าง   ทั้งที่ตำรวจ ก็คือ มือไม้ที่สำคัญที่สุดของ อำมาตย์ 

 

หรือว่า พวกมันกลัว พตท. ดร.  สั่งฆ่าตัดตอน

 

 

....คนถางทาง  ( ๒๙  สค.   ๒๕๕๕)