นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองมีมุมมองต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของสมองอย่างไร
สรุปการบรรยายพิเศษเรื่อง
“นวัตกรรมการพัฒนาผู้เรียน: Brain – Based Learning”
บันทึกสรุปโดย
เฉลิมลาภ ทองอาจ
อดีตนิสิตระดับมหาบัณฑิตด้านการสอนภาษาไทย (จุฬาฯ) ปีการศึกษา 2550
เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร. นัยพินิจ คชภักดี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยชีววิทยาระบบประสาทและพฤติกรรม สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล มาบรรยายพิเศษเรื่อง “นวัตกรรมการพัฒนาผู้เรียน : Brain – Based Learning" ณ ห้องประชุม ๑๐๑ อาคาร ประชุมสุข อาชวบำรุง เวลา ๘.๓๐ น. - ๑๐.๓๐ น. เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันสถาปนา คณะครุศาสตร์ ครบรอบ ๔๙ ปี ขณะนั้นผู้เรียบเรียงกำลังศึกษาในระดับปริญญามหาบัณฑิต ด้านการสอนภาษาไทยได้เข้าฟังและได้สรุปเนื้อหาของการบรรยายอันน่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อการนำมาพัฒนาการเีรียนการสอนดังนี้
รองศาสตราจารย์ ดร. นัยพินิจ ได้กล่าวถึงปัจจัยที่ส่งเสริมสมรรถภาพของสมอง เช่น การรับประทานกรดไขมัน น้ำมันปลา ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว หรือที่เรียกว่า โอเมกา ๓ และการนอนหลับว่ามีผลต่อการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะเรื่องการนอนนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วชั่วโมงในการนอนจะแปรผกผันกับอายุ กล่าวคือในวัยเด็กจะมีชั่วโมงในการสอนสูงกว่าในวัยผู้ใหญ่ แต่ในปัจจุบันกลับพบปัญหาว่าเด็กนอนน้อยลงหรือนอนดึกขึ้นอันเนื่องมาจากการใช้เวลาไปกับการทำกิจกรรมเช่น การชมโทรทัศน์ การเล่นเกม การใช้คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว เด็กในวัย ๕ -๗ ปีควรนอนหลับประมาณ ๑๒ -๑๔ ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่เด็กวัย ๘ – ๙ ปี ควรนอนหลับไม่น้อยกว่า ๑๐ ชั่วโมง
ผู้บรรยายกล่าวเน้นย้ำว่าการนอนหลับนั้นมีความสำคัญยิ่ง เพราะส่งผลต่ออารมณ์ และการเก็บความทรงจำในระยะยาว ซึ่งหากนอนหลับไม่สนิทแล้ว การถ่ายโอนข้อมูลซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในสมองจะขาดช่วงทำให้ไม่สามารถจำเหตุการณ์ที่ผ่านมาก่อนนอนได้ ดังนั้นจึงต้องทำให้เด็กไทยสามารถนอนได้ดี ซึ่งปัญหาการนอนนี้พบได้ในพื้นที่ชุมชนแออัดที่มีเสียงรบกวนการนอนของเด็กเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจากความสำคัญของการนอนหลับอย่างเต็มที่ดังกล่าว องค์การอนามัยโลกได้แต่งตั้งคณะทำงาน ซึ่งเรียกว่า Sleep and Health เพื่อส่งเสริมให้มีการสร้างประสิทธิภาพในการนอน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาสมองของเยาวชน
เมื่อเชื่อมโยงปัจจัยด้านการนอนหลับกับทฤษฎี Brain - Based Learning นั้น หลักการสำคัญก็คือ การทำให้นักเรียนมีความพร้อมที่จะเรียน ซึ่งต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาการนอนหลับโดยการพิจารณาประสิทธิภาพในการนอน ซึ่งมาจากสูตร
|
|
ประสิทธิภาพในการนอน = ระยะเวลานอนจริง ( ไม่มีการตื่น )
เวลานอนทั้งหมด
|
|
ปัจจัยต่อมาคือการเคลื่อนไหวของร่างกาย ที่จะทำให้มีการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง และจะมีการสร้างสารเคมีที่ชื่อ BNDF ไปกระตุ้นให้เกิด Synapse ( บริเวณที่ปลายประสาทของเซลล์ประสาทแต่ละตัวจะมาพบกัน ) ทำให้สมองมีการเรียนรู้ที่ดี ดังนั้นในหลายโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่ไม่มีวิชาพลศึกษา จึงอาจนับได้ว่าเป็นการเรียนที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักของ Brain – Based Learning
ในประเด็นนี้ผู้บรรยายได้อ้างถึงการทดลองที่มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมความซึมเศร้า กับการออกกำลังกายหรือการพักผ่อน โดยได้นำบุคคล ๓ กลุ่ม ซึ่งได้แก่ กลุ่มที่ ๑ เป็นกลุ่มที่มีการออกกำลังกาย กลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มที่มีการพักผ่อนและกลุ่มที่ ๓ เป็นกลุ่มควบคุม ผลการทดลองพบว่า กลุ่มที่ ๑ มีระดับความซึมเศร้าลดลงมากที่สุดหลังการทดลอง กลุ่มที่ ๒ ลดลงมาเป็นระดับที่ ๒ และกลุ่มที่ ๓ มีภาวะความซึมเศร้าปกติ ซึ่งการทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่าการให้ร่างกายได้มีการเคลื่อนไหวจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการเรียนรู้ คือมีความพร้อมในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น
สมองของมนุษย์มีเซลล์ประสาทไม่น้อยกว่า ๑๐ ๑๔ เซลล์ โดยแต่ละเซลล์จะมีปลายประสาทเชื่อมโยงกับเซลล์ประสาทอื่นๆไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ เซลล์ ซึ่งบริเวณที่ปลายประสาทแต่ละตัวมาพบกันนั้นเรียกว่าไซแนบส์ ( Synapse ) ซึ่งมีการส่งผ่านสารเคมีและกระแสไฟฟ้าระหว่างกัน ซึ่งบริเวณนี้เป็นส่วนที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากมีการส่งผ่านสารเคมีหรือกระแสไฟฟ้ามากเกินไป ก็จะเกิดภาวะที่เรียกว่า Synapse กระตุ้น ซึ่งก่อให้เกิดโรคลมชัก หรือหากน้อยเกินไปก็จะกลายเป็นภาวะ Synapse ยับยั้งทำให้เกิดอาการเซื่องซึม
เซลล์สมอง ( เซลล์ประสาท ) เป็นเซลล์ที่มีพัฒนาการการเด็กไปสู่วัยผู้ใหญ่กล่าวคือ เมื่อมีการใช้สมองมากเซลล์พวกนี้ก็สร้างเพิ่มมากขึ้นและคงปริมาณไว้ เพราะฉะนั้นจะพบผู้สูงอายุที่ใช้สมองบ่อยมักเป็นผู้ที่ไม่หลงลืม ในขณะที่หากไม่ได้ใช้สมองเลยก็จะพบว่าจะเป็นโรคความจำเสื่อม คือเซลล์ประสาทลดลงคล้ายในวัยเด็กอีกครั้งหนึ่ง จึงกล่าวได้ว่าสมองมีความยืดหยุ่น (Plasticity) ดังนั้นเด็กเล็กๆควรได้รับการกระตุ้นสมองให้มาก
การทดลองกับสัตว์ทดลองอ้างอิงกับสภาพของมนุษย์ทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่า สมองเด็กและวัยรุ่นมีความแตกต่างกัน คือในวัยรุ่นจะมีเซลล์ประสาทลดลง หมายถึงมี Synapse มากขึ้น ทำให้มีการปรับโครงสร้างหรือมีการตัดแต่ง (Prunning ) ลักษณะตัวเซลล์ให้มีพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลใหม่ๆ อันเนื่องมาจากกะโหลกของมนุษย์มีปริมาตรที่คงที่ ดังนั้นต้องปรับโครงสร้างของเซลล์ประสาทใหม่เสมอเพื่อปรับให้มีพื้นที่สมองมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
นักจิตวิทยาที่เป็นต้นเค้าทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ของสมองคือ Donald O Hebb ( ๑๙๕๐ ) ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า “ ถ้าเราจะเรียนรู้แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การเรียนรู้นั้นหมายถึงการเปลี่ยนเนื้อสมองให้มีประสิทธิภาพ และต้องเปลี่ยนตรงบริเวณ Synapse ” คำกล่าวของเขาแม้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ในขณะนั้น ก็นับว่าได้มีการตั้งเป็นสมมติฐานที่เรียกว่า Hebb Hypothesis หรือแนวคิด Hebbianism ทำให้นักวิทยาศาตร์ นักวิจัยหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับการศึกษาการเรียนรู้ของสมองมากยิ่งขึ้น และมีบางกลุ่มทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐานของ Hebb ด้วย
สำหรับพัฒนาการของเซลล์ประสาทในสมองนั้น ผู้บรรยายได้กล่าวว่าในวัยเด็กนั้นต้องมีการสร้างเซลล์ประสาทให้มากไว้ก่อน จากนั้นเซลล์เหล่านี้จะมีการสร้างวงจรเพิ่มขึ้น เซลล์ใดที่ใช้บ่อยจะคงอยู่และมีการเลือกเซลล์ที่ใช้งานเหล่านั้นไว้ ส่วนเซลล์ประสาทที่ไม่ได้ใช้งานจะมีโปรแกรม “ ฆ่าตัวตาย ” หรือทำลายตัวเองโดยอัตโนมัติ ( Cell Dead ) ทำให้เกิดช่องว่าง และบริเวณนี้เองจะมีการสร้าง Synapse เพิ่มมากขึ้นดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การเรียนรู้คือ การ “ สร้าง ” หรือ “ รื้อ ” Synapse นั้นเอง ซึ่งมีผลการทดลองที่ยืนยันว่า หากมีการกระตุ้นให้เกิดประสบการณ์ใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้มีการสร้าง Synapse ใหม่ๆ ทุก ๗ -๑๐ วัน บุคคลที่ได้รับการกระตุ้นโดยการให้ประสบการณ์ใหม่เสมอ เมื่อเข้าสู่วัยชราจะพบว่าสมองยังมีประสิทธิภาพดี ซึ่งในทางตรงกันข้ามหากในวัยเด็กไม่ค่อยได้รับการกระตุ้นนักก็อาจทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมได้ในที่สุด
ผู้บรรยายได้อ้างถึง สกินนอต นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ซึ่งได้ทำการทดลองกับสัตว์ทดลองคือหนู โดยได้นำหนู ๓ ตัวเลี้ยงไว้ในสภาพที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ตัวแรกอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า Imporenriched Condition คือสถานการณ์ที่สิ่งแวดล้อมขาดการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ ส่วนอีกตัวอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า Enriched Condition คือสิ่งแวดล้อมมีการกระตุ้นการเรียนรู้ เช่นมีของเล่น และอีกตัวอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า Social rearing คือมีการให้สิ่งแวดล้อมทางสังคมเช่น การใส่หนูเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งตัว จากนั้นจึงศึกษาอัตราการจัดและปรับแต่งโครงสร้างของเซลล์สมอง ( Prunning ) ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าหนูที่อยู่ในสถานการณ์ Enriched Condition มีการปรับแต่งโครงสร้างสมองได้ดีที่สุด
ความพยายามในการอธิบายทฤษฎีของ Hebb ทำให้นักวิทยาศาสตร์อย่าง ศาสตราจารย์ Eric Cancell แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ศึกษาการเรียนรู้อย่างมีเงื่อนไขประกอบกับสมมติฐานของ Hebb ทำให้เขาสามารถพิสูจน์ได้ว่าสมมติฐานของ Hebb เป็นจริง และทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Functional Magnatic Resonance ทำให้สามารถศึกษาสมองได้ หรืออาจใช้เครื่อง PET Scan โดยแสดงให้เห็นในรูปภาพสามมิติ หรือสร้างเป็น Map the Brain ทำให้เห็นภาพของสมองก่อนได้รับการกระตุ้นและหลังการกระตุ้น โดยนำมาเปรียบเทียบกันและพิจารณาส่วนต่างที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การศึกษาเกี่ยวกับสมองพัฒนามากยิ่งขึ้น
ในเรื่องการเรียนรู้นั้นกล่าวได้ว่าการเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของสมองและสมองส่วนต่างๆจะมีความพร้อมในการเรียนรู้ในเวลาที่แตกต่างกัน โดยสมองจะเติบโตเต็มที่เมื่ออายุ ๒๕ ปี และในช่วง ๓ ปีแรกเป็นปีทองในการพัฒนาสมอง
Dr. Paul Maclean ได้ศึกษาสมองและพบว่าสมองประกอบขึ้นจากส่วนของสมองของสิ่งมีชีวิต ๓ ระดับคือ
๑. Reptilian Brian / Limbic System สมองสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งสมองส่วนนี้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของพันธุกรรม ควบคุมสัญชาติญาณพื้นฐาน
๒. Paleomamalian Brain สมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีพัฒนาเริ่มตั้งแต่อายุครรภ์ได้ ๖ เดือน ควบคุมระบบความทรงจำ ใบหน้า สถานที่ อารมณ์ และจะพัฒนาอยู่ในช่วง ๑ – ๔ ปี ช่วยในการสร้างบุคลิกภาพและการควบคุมอารมณ์
๓. Neo Mamalian Brain / Neo Cortex Brain สมองของมนุษย์วานร จะพัฒนาอยู่ในช่วง ๑ -๖ ปี สมองส่วนนี้มีการปรับตามประสบการณ์ที่ได้รับ คิดเป็น ๘๐ % ของสมองผู้ใหญ่
สำหรับสมองส่วนที่มีความสำคัญมากที่สุดนั้นก็คือ Prefrontal Cortex หรือสมองส่วนหน้า เพราะเป็นศูนย์กลางการควบคุมสมองส่วนอื่นๆ ซึ่งถ้าหากเกิดความเสียหายกับสมองส่วนนี้ จะทำให้สมาธิเสีย ไม่สามารถคิดเชิงเหตุผล ( Logic ) ได้ เรียกว่าอาการ Frontal Lobe Syndrom เกิดเป็น Attention Deficit หรือ AD คือเป็นโรคสมาธิสั้น ในส่วนนี้ถือว่าเป็นความพิการของสมอง ทำให้เกิดพฤติกรรมที่มีความก้าวร้าว เสียความประพฤติ ต่อต้านกฤเกณฑ์ของสังคมซึ่งหากพบตั้งแต่เด็กก็อาจรักษาโดยการให้รับประทานน้ำมันปลา หรือ Behavior Theraphy
ในที่นี้อาจสรุปแนวคิดการเรียนรู้ที่ใช้สมองเป็นฐาน หรือ Brain – Based Learning ได้ดังนี้คือ
๑. สมองมีความซับซ้อนและมีการปรับตัวอย่างมหาศาล ( Plasticity )
๒. การเรียนรู้ขึ้นอยู่กับหน้าต่างของโอกาส ( Window of opportunity ) คือในแต่ละช่วงวัยจะมีการเรียนรู้ในทักษะที่แตกต่างกัน เช่น วัย ๑ – ๗ ปีแรกเด็กจะเรียนรู้ด้านภาษาที่ดีที่สุด วัย ๔ - ๗ ปี จะเรียนรู้ด้านการเปรียบเทียบจำนวนได้ดีที่สุด
๓. อารมณ์มีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้ เพราะอารมณ์สามารถเรียกความทรงจำได้
๔. ในการเรียนรู้นั้นความเครียดและความผ่อนคลายควรเกิดขึ้นในภาวะที่สมดุลกัน
๕. การเรียนรู้ที่ดีสมองต้องอยู่ในภาวะที่มีความตื่นตัวอย่างผ่อนคลาย ( Relaxed alertness ) ซึ่งอาจใช้วิธีง่ายคือการฝึกสมาธิ ทำให้เกิดความเงียบสงบ หรืออยู่ในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะ
สมองมีการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ ( The brain is a pattern maker ) ดังนั้นควรสร้างความ ยุ่งเหยิงให้กับสมองบ้างเพื่อสร้างการท้าทาย เช่นในการเรียนรู้ควรสร้างบรรยากาศในห้องเรียนที่สามารถจับต้องได้ให้มากที่สุดและให้เด็กได้ใช้ความคิดในการแก้ปัญหาหรือเผชิญความยุ่งยากบ้าง และการเรียนรู้ที่ดีนั้นควรเกิดขึ้นเมื่อครูมีเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กให้น้อยที่สุด ดังที่มีสำนวนว่า “ The best Learning take place when the teacher is quiet ”
ในช่วงท้ายของการบรรยาย รศ.ดร. นัยพินิจ ได้สรุปแนวคิดของทฤษฎี BBL ( Brain – Based Learning ) ว่า BBL เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของโครงสร้างสมองที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งมีหลักการโดยสรุปดังนี้
๑. สมองเป็น CPU ระบบขนาน คือมีการใช้ความคิดและอารมณ์ เกิดขึ้นพร้อมๆกัน ส่วนของสมองสามารถทำงานได้หลายๆส่วนพร้อมกัน ( Parallel Proceccing )
๒. สมองมีความสัมพันธ์กับสรีระทั้งหมด คือต้องมีความพร้อมของสรีระ เช่นพักผ่อนเพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์
๓. สมองมีความต้องการหาความหมายมาตั้งแต่กำเนิด หมายถึงต้องการรับรู้ภาวะใหม่ๆที่ไม่จำเจ เช่น มีการเปลี่ยนห้องเรียนให้มีความน่าสนใจ มีการออกแบบกิจกรรมให้น่าตื่นเต้น เช่นอาจใช้การต่อเลโก้ การต่อรูปภาพ เป็นต้น
๔. อารมณ์มีความสำคัญต่อการทำงานอย่างมีรูปแบบ ดังนั้นครูจึงต้องปรับอารมณ์หรือทัศนคติของเด็กให้มีมุมมองในทางดี
๕. สมองประมวลข้อมูลเป็นส่วนย่อย แต่ทำงานพร้อมกัน ดังนั้นควรเชื่อมโยงความสนใจในกิจกรรมกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน
๖. การเรียนรู้เกิดขึ้นทั้งแบบที่มีสติและไม่มีสติ
๗. วิธีในการจดจำมีอยู่ ๒ แบบคือ จดจำเหตุการณ์และสถานที่และจดจำแบบท่องจำ
และการจดจำที่ดีนั้น เรื่องที่จำต้องมีความสัมพันธ์กับตัวของบุคคลนั้นๆ
๘. ลักษณะการเรียนที่ดีจึงควรมุ่งเน้นให้นักเรียนได้สร้างประสบการณ์ของตนเอง โดยการเล่น ทำ ค้นพบ เลือก ลองถูกลองผิด โดยที่นักเรียนต้องอยู่ในภาวะตื่นตัว จดจ่อ หลักสูตรจึงต้องเป็นเรื่องที่นักเรียนสนใจ เรียนรู้และเป็นกลุ่มปฏิบัติจริงทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน และควรสอบวัดจากความเข้าใจของแต่ละบุคคลต่อการเรียนของตนเอง