อาจารย์ผู้น้องท่านหนึ่ง เป็นครูแนะแนวของโรงเรียนแถวหน้าของประเทศแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ  เธอทำวิจัยในห้องเรียน และส่งผลงานเพื่อทำตำแหน่งทางวิชาการของตน ผมได้มีส่วน ทั้งเอาใจช่วยสุดๆ คอยให้การปรึกษา และสนับสนุนพลังใจให้เธอทำให้สำเร็จ กระทั่งกาลผ่านไปแรมปี  จนผมเองก็ลืมเลือน เมื่อ 2-3 วันที่แล้ว เธอโทรศัพท์มาหา...บอกข่าวดีและข่าวร้ายของเธอ

             ที่จริงเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน  ทว่ารู้จักกันผ่านการเป็นกลุ่มรักสุขภาพ  สร้างสุขภาพให้ตนเองและเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเอง ใน กลุ่ม-ชมรมชีวเกษม ที่อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มากว่า 6-7 ปี  พวกเราทราบดีว่าเธอเป็นมะเร็งลำไส้ ซึ่งนอกจากได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากการแพทย์สมัยใหม่แล้ว เธอเองก็ปฏิบัติสุขภาพและดูแลตนเองเป็นอย่างดียิ่ง 

             จากใบหน้าอันเบิกบานแจ่มใส และบุคลิกภาพอันคล่องแคล่วปราดเปรียวนั้น หากเธอไม่บอก  ก็จะไม่มีทางรู้เลยว่า เธอเป็นมะเร็ง  ผ่านการผ่าตัดเหลือลำไส้เพียงเล็กน้อย และสามารถกินอาหารได้เพียงทีละเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนหน้านั้น เธอเป็นมนุษย์บ้างาน หลังจากผ่าตัดและต่อมาเมื่อผมได้รู้จัก เธอไม่เพียงบ้างานมากกว่าเดิม ทว่า กลับยิ่งทุ่มเทให้กับกิจกรรมในชีวิตเพิ่มขึ้นอีกอย่างมากมาย-จริงจัง พี่ชายเธอซึ่งอยู่ต่างจังหวัดที่ราชบุรี พ่อและญาติมิตรซึ่งอยู่ที่เชียงราย เพื่อนฝูงและลูกศิษย์ ต่างเป็นห่วง  ช่วยกันดูแล ตักเตือน ไม่มีใครรู้เหตุผลเบื้องหลัง เพราะไม่ต้องการให้ใครเป็นห่วง แต่ผมรู้ เพราะเธอใช้เป็นเหตุผลขอให้ช่วยเป็นที่ปรึกษา เขียนรายงาน กรณีศึกษาของเธอ ให้เป็นผลงานวิจัยในห้องเรียน 

            เหตุผลของเธอมากกว่าเรื่องวิชาการ แต่เป็นทั้งเรื่องวิชาการ คุณธรรม จิตวิญญาณของครู และสำนึกแห่งความกตัญญู...เธอบอกว่าอาการของเธอไม่ไหวเลย เธอประเมินตนเองว่า  ชีวิตตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนรายวันเสียแล้ว อาจจะอยู่ได้ไม่นาน แต่มีลูกศิษย์ที่เป็นห่วงอยู่สองสามคน ขอแก้ปัญหา...พาเขากลับเข้าสู่การเรียนให้ได้ และขอทำเป็นผลงานวิชาการ  เป็นเกียรติให้พ่อแม่ ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่า จะทำได้ทันกับชะตาชีวิตของตนเองหรือไม่

             เมื่อนั่งช่วยเธอทำงาน  ยิ่งได้รู้เห็นว่า เบื้องหลังแล้ว เธอแย่กว่าที่แสดงตนให้ผู้อื่นเห็นภายนอกอีกหลายเท่า ผมยอมให้เธอเรียกผมได้ 24 ชั่วโมงทั้งในวันปรกติและวันหยุด  ทั้งเรื่องการทำวิจัยในห้องเรียนของเธอ หรือเรียกฉุกเฉินเพื่อส่งเธอไปโรงพยาบาล  รวมทั้งไปทำธุระใดๆที่เธอต้องการ  รวมทั้งบอกกล่าวเรื่องราวของเธอกับคนรอบข้างในหมู่บ้าน เพื่อช่วยรับรู้และเอื้อเฟื้อแก่เธอในยามจำเป็น

             งานของเธอ เป็นการแก้ปัญหารายกรณีให้ลูกศิษย์ 3 คน เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และจัดการความรู้ในการปฏิบัติอย่างเป็นระบบพอสมควร กระทั่งแก้ปัญหา พาเด็กผ่านวิกฤติ อีกทั้งได้ประสบการณ์ตรง แจกแจงได้อย่างเป็นระบบ  ผมได้ช่วยเธอในการวางแนวเพื่อประมวลขั้นตอนการปฏิบัติและข้อมูลทั้งหมด ว่าจะนำมาเขียนเป็นรายงานการวิจัยได้อย่างไร ผมเห็นสภาพของเธอระหว่างทำงานทีไรแล้ว ใจหนึ่งก็หนุนเสริมกำลังใจ อีกใจหนึ่งก็อยากบอกว่า..พอเหอะ อย่าทำเลย มันไม่ใช่สาระของชีวิตที่จะเอาไปด้วยได้หรอก !!!

            อย่างไรก็ตาม ก็ช่วยประคับประคอง หนุนให้เธอทำจนแล้วเสร็จ  ส่งให้คณะกรรมการพิจารณา 2-3 รอบ

            ผมเห็นสภาพเธอเมื่อรู้ว่าไม่ผ่านและถือมาปรึกษาผม  ในสภาพที่ดวงไฟแห่งพลังชีวิตในแววตา ริบหรี่และหวาดหวั่น ทีไร ก็รู้สึกพลอยเป็นทุกข์และกดดันเป็นที่สุด  แต่ก็พูดให้ความกระจ่างและแนะนำเป็นอย่างดีที่สุด  ไม่ใช่เพราะรู้ และไม่ใช่เพื่อความสำเร็จทางวิชาการของเธอ  ทว่าเพื่อเป็นเครื่องส่งเสริมสติและความหวังในการที่เธอจะช่วยตนเอง ดึงพลังชีวิตจากทุกอณู มาต่อสู้กับความยากลำบากที่ต้องเดิมพันกับชีวิตบนความไม่แน่นอน

           ครั้งล่าสุดเมื่อประมาณต้นปีนี้  เธอมาหาผมอีกด้วยท่าทางอิดโรย ด้านหนึ่งด้วยอาการแย่กว่าเดิม อีกด้านหนึ่ง เธอบอกว่า คณะกรรมการที่พิจารณา ได้รับข้อเสนอแนะจากผู้ช่วยอ่านตรวจสอบ (Reviewer) ว่า การเก็บข้อมูล  จำนวนตัวอย่างที่ศึกษา และระเบียบวิธีต่างๆ ยังไม่ชัดเจนและไม่น่าจะเป็นการวิจัยได้  เธอทำท่าจะหมดหวัง เธอคิดว่าจะต้องเก็บข้อมูลและทบทวนเอกสารเพิ่มอีก  หรือไม่ก็รามือ ซึ่งไปๆมาๆ เธอมีแนวโน้มว่าจะเลือกอย่างหลัง 

          ผมไม่มีความรู้เรื่องการวิจัยในห้องเรียนอย่างเป็นทางการ และในความเป็นจริงแล้ว  ไม่มีความเชี่ยวชาญใดๆเลย เพียงแต่ติดตามเรื่องทางการศึกษา พอให้ตนเองใช้ทำงานได้มาอยู่ตลอดเวลาพอสมควร บวกกับการใช้สามัญสำนึกในเรื่องนี้  เลยให้ความมั่นใจแก่เธอไปว่า ทำต่อเถิด และไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม งานของอาจารย์นั้นเสร็จและเห็นผลทางการปฏิบัติไปแล้ว ชีวิตของคนอันได้แก่การได้กอบกู้ชีวิตลูกศิษย์ รวมทั้งคืนความเป็นมนุษย์ทั้งของเขากับพ่อแม่ของเขาได้นั้น  มันน้อยอยู่อย่างไรเล่า 

           การแก้ปัญหาอย่างใช้ความรู้ วิเคราะห์วิจัย บวกกับคุณธรรมและจิตวิญญาณของครูมากมาย ในการเก็บบันทึกย่อยๆ กระทั่งแก้ปัญหาทางการปฏิบัติได้จริงนั้น มันเสร็จสิ้นอย่างงดงามไปแล้ว เหลือเพียงรายงานการปฏิบัติให้เป็นระบบเท่านั้น  หากอาจารย์ทำเพิ่มขึ้นมาอีก  มันจะไม่ใช่การวิจัยห้องเรียนที่มีการแก้ปัญหาเป็นตัวตั้งแล้ว แต่การวิจัย จะเป็นภาระงานอีกชิ้นหนึ่งต่างหากที่เพิ่มขึ้นมาของครู  หนักทั้งครูและกระทบต่อการใช้เวลาเพื่อการเรียนการสอนให้แก่เด็ก

          ผมยืนยันให้เธอมีความมั่นใจและเกิดความชัดเจนในจุดยืนของตนยิ่งขึ้น  พร้อมกับช่วยแนะนำการปรับแก้ตามคำแนะนำของผู้เสนอแนะ  ผมเชื่อว่า ท่านที่พิจารณาการวิจัยในห้องเรียนจริงๆ เขาจะต้องเห็นคุณค่า......จากนั้น  เธอก็ส่งไปอีกรอบ  นานจนลืม   

         กระทั่งมานึกขึ้นได้อีก ก็ต่อเมื่อเธอโทรมาหา  แจ้งทั้งข่าวดี-ข่าวร้าย         

  • ข่าวดีคือ ผลงานเธอผ่านพิจารณาแล้ว  ซึ่งทำให้ผมได้พลอยดีใจไปด้วย
  • ข่าวร้ายคือ เธอมีโรคภัยเบียดเบียนอยู่..มะเร็งลำไส้ ซึ่งทำให้เธออาการย่ำแย่มานาน และรอคอยเพื่อจะเข้าโรงพยาบาลอยู่  ตอนนี้คุณหมอ เตรียมการต่างๆให้เธอพร้อมแล้ว (จากคณะแพทยศาสตร์รามา  มหาวิทยาลัยมหิดล) และเธอเองก็มีกำลังใจที่จะเดินทางเผชิญภัยที่จะต้องพึ่ง "พลังภายในของตนเอง" เป็นอย่างยิ่งครั้งนี้...เธอขอลาไปผ่าตัด

          เธอบอกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริง ดีใจ ที่ทำให้ลูกศิษย์ สถาบันของเธอ และพ่อ-แม่ ได้สำเร็จดังใจหวังแล้ว ว่า คิดว่าคราวนี้คงหายขาดแล้ว คุณหมอก็เอาใจใส่อย่างดี "...อาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ขอบพระคุณในทุกอย่าง  หลังพักฟื้นจากการผ่าตัดแล้ว จะมาขอบคุณอาจารย์อีก..." เธอบอกผม "....บอกอาจารย์--ด้วย" เธอฝากบอกลาถึงมิตรผู้น้องอีกท่านหนึ่ง ซึ่งผมและท่านช่วยกันเป็นกลุ่มรอบข้าง(Social Support) ดูแลเธอ

           ฟังดูเธอดีใจ  มีความสุข และมีพลังใจ  แต่ตลอดเวลาที่ผมได้รับรู้ความเจ็บไข้ ความเป็นคนปฏิบัติและมีภาษาธรรม รวมทั้งนิสัยใจคอของเธอ มากว่าสองปีแล้ว  ผมตระหนักในน้ำเสียงของถ้อยคำที่ไม่ได้พูดของมิตรผู้น้องครั้งนี้ได้เป็นอย่างดีว่า  เธอหมายถึง...

           "ขอลาไว้ก่อน...เผื่อว่าจะไม่ได้พบกันอีก"