นับจากเหตุการณ์การหักคะแนนจิตพิสัยของเด็กครูเป็นเลิศ ๒ ห้อง
เมื่อวันพุธที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ เนื่องจากการละเมิดระเบียบหอพัก
เรื่อง การเปิดแอร์ก่อนเวลาที่กำหนด ตามข้อตกลงร่วมกันในที่ประชุม

วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๕ ผมได้มีโอกาสตรวจบันทึกประจำวัน
มีเด็กหลาย ๆ คนที่เขียนถึงเรื่องนี้ ซึ่งทำให้ผมประทับใจมาก ๆ ...

 

อย่างเช่น

 

 

Mint เป็นห้องแรกที่ผมเข้าไปหักคะแนน เขียนว่า ...

"... วันนี้พวกเราทำความผิด โดยการแหกกฎระเบียบของหอพัก
เรารู้สึกเสียใจมาก ๆ และพวกเราไม่ค่อยสบายใจเลย
เรารู้ว่าครูเหนื่อย แต่จากนี้ไป ฉันจะไม่ทำความผิดอีก
สงสารครูมาก ๆ แต่ครูยังรักพวกเราอยู่เลย ครูค่ะ หนูขอโทษนะค่ะ
ที่ทำให้ครูต้องเสียใจอีก พวกเราจะพยายามทำให้อยู่ในกฎระเบียบอีก
และจะทำไม่ผิด หนูขอโทษจริง ๆ นะค่ะ T T (สำนึกผิดจริง ๆ) ..."

 

 

หนูนา บอกว่า ...

"... หนูไม่อยากให้ครูออก อดทนอีกนิดได้มั้ยค่ะ ถ้าขาดครูไป
พวกหนูจะอยู่ได้ไง ครูเหมือนพ่ออีกคนของพวกหนูนะค่ะ
ครูดูแล อบรม สั่งสอนเราทุกอย่าง ถ้าพ่อปล่อยลูกอยู่ในป่าลำพัง
ลูกจะพึ่งใคร T T ..."

(จริง ๆ หนูนาเขาวาดรูปผมตอนประชุมด้วยนะ
ว่าง ๆ จะนำมาแสดงให้ครับ แ้ล้วเขาจึงเขียนข้อความนี้
แต่รู้สึุก "แก่" จัง 555)

 

 

และมีอีกหลายคนที่เขียนถึง หลายคนเข้าใจ
บางคนบอกว่า ๒ คะแนนยังน้อยเกินไป
บางคนบอกว่า เราเคยเตือนเพื่อนแล้ว แต่เพื่อนไม่ฟัง
แต่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะเราคือเื่พื่อนกัน

บางทีการเป็นครูอาจจะต้องเป็นผู้ร้าย เพื่อให้เด็กเขาสามารถรวมตัวกันได้
เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ไม่จำเป็นต้องทำเป็นครูที่อยากจะให้เด็กรักเท่านั้น
หากจะให้เขารักเรา ต้องให้เขารักเราจากใจ ไม่ใช่ การแสดงละครแบบไม่จริงใจ

 

ผมยอมรับอย่างหนึ่งว่า การเป็นอาจารย์หอพักจำเป็นแบบนี้ค่อนข้าง
เหนื่อยมาก เพราะเราเหมือนคนกลางที่ต้องรับปัญหาทั้งที่หอพักและ
จากผู้บริหารข้างบนที่ดูเหมือนไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่ ทำอะไรก็ไม่ได้มาก

ผมเองก็พูดในที่ประชุมของเด็กหลายครั้งว่า ผมเหนื่อย
และอยากให้พวกเขาได้เคารพกฎระเบียบโดยไม่ต้องมีคนมาบอก
หรือ มีคนมาบังคับ ไม่มีใครเขาอยากจะทำแบบนั้นกันหรอก

เมื่อไม่เชื่อฟังกัน ก็เริ่มต้นหักคะแนนเพื่อไม่ให้คนอื่นเอาเยี่ยงอย่าง
เนื่องจากผมเองก็พอจะทราบว่า ยังมีห้องอื่นที่ทำความผิดแบบนี้
การหักคะแนนในครั้งนี้ย่อมทำให้เขาต้องระมัดระวังตัวเองมากขึ้น
เพราะจับได้คราวหน้าอีกก็คงหนักเลย เพราะถือว่าหลายครั้งแล้ว

 

เด็กก็คือเด็ก ที่เราต้องค่อย ๆ สอนเขาไป เก่งแค่ไหนก็ไม่ต่างกัน
เพียงแต่การหาช่องว่างการทำความผิดจะค่อนข้างแนบเนียน
เราต้องทันและสอนให้ได้

ข้อความดังกล่าวของเด็กทั้งสองคน ถือว่า เป็นกำลังใจและความเ้ข้าใจ
ที่เขามีต่อตัวผมอย่างมากในสิ่งที่ผมได้ให้พวกเขาโดยไม่ต้องการอะไร
ตอบแทน และเชื่อว่า ณ เวลานี้ ไม่มีใครให้อะไรมากไปกว่าผมอีกแล้ว
เมื่อเทียบกับความรับผิดชอบที่เกินหน้าที่ขนาดนี้ ...
แต่ผมอาจจะทำมากเกินไปก็ได้

 

"เหนื่อย (และบาดเจ็บด้วย)" แต่เมื่อเห็นสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้น
ก็มี "กำลังใจ" มากขึ้นครับ

 

บุญรักษา ทุกท่านนะครับ ;)...