ตั้งใจจะเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้ให้ดวงใจ เมื่อเค้าอ่านหนังสือได้คล่อง และเข้าใจถ้อยคำที่ถ่ายทอดไว้ในหนังสือเล่มนี้ ...หากมอบให้ตอนนี้ เกรงว่า ดวงใจ จะมองไม่เห็นคุณค่าของหนังสือที่อาจารย์ตั้งใจมอบให้ดวงใจ เล่มนี้
2 ปี ผ่านไป หลังจากที่เจอกันวันนั้น ณ สนามบินสุราษฎร์ธานี วันที่ 27 มิถุนายน 2553
...เมื่อกลับมานั่งเปิดอ่านอีกครั้ง ทำให้อยากถ่ายทอดบางสิ่งบางอย่างในหนังสือเล่มนี้ไว้

เมื่อหันมาดูตัวเราในทุกวันนี้
ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและสังคมแล้วหรือยัง
หากยัง....จงให้พระองค์เป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต
เพื่อความเจริญก้าวหน้าทั้งของตัวเองและประเทศชาติต่อไป
ความตอนหนึ่ง “...แวดวงชีวิตของฉันแต่ไหนแต่ไรมา มีอยู่สองประการคือ.. วงการวิชาการ แวดวงของครูบาอาจารย์ ผู้รู้ในสาขาวิชาต่ าง ๆ ทั้งในสายศิลปวัฒนธรรมและเทคโนโลยี กับอีกวงการคือ.. เรื่องของการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้า งานที่เห็นพ่อแม่ทำมาตลอดตั้งแต่รู้ความคือ การทำให้แผ่นดินและทุกคนในแผ่นดินมีความเจริญรุ่งเรือง เน้นหนักในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่มีความทุกข์ยาก เราคลุกคลีอยู่กับคนที่ลำบากยากแค้น หาทางบรรเทาความเดือดร้อนของคน...”
พระองค์ทรงเป็น “เจ้าฟ้านักพัฒนา” อย่างแท้จริง พระองค์ทรงมุ่งมั่นให้งานพัฒนาที่พระองค์ทรงทุ่มเทนั้นเป็นงาน “พัฒนาคน” เพราะหากมีคนดีและมีความรู้แล้ว ประเทศชาติก็จะเป็นประเทศชาติที่ดี มีความเจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย
หนังสือเล่มนี้ มีแนวคิดและปรัชญาด้านการพัฒนาประเทศของพระองค์ท่าน ที่พ่อน้องดวงใจต้องอ่านอยู่หลายครั้ง เพราะแต่ละหัวข้อนั้น บางเรื่องพ่อน้องดวงใจคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ
ประโยคที่พ่อน้องดวงใจชอบจัง ตรงที่พระองค์ท่านพูดถึงเทคโนโลยีสารสนเทศว่า...
“...เทคโนโลยีสารสนเทศ หากนำมาใช้ให้ถูกวิธีก็จะสามารถสร้างพลังความเข้มแข็งให้แก่บุคคล ชุมชน และสังคมได้ เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ เข้าถึงแหล่งความรู้ที่มีอยู่มากมายไร้ขอบเขตจำกัด
....อย่างไรก็ตาม การมีเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเดียวไม่อาจเพียงพอที่จะสร้างความเข้มแข็งได้ หากผู้คนหรือสังคมไม่รู้จักวิธีการใช้ ขาดสารสนเทศที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือขาดความพร้อม อันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ สังคม ประเพณี และวัฒนธรรม
ดังนั้นความสำคัญจึงอยู่ที่ “ความสมดุล” ของการพัฒนา ที่ควรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วนในทุกมิติ เพื่อสร้างความพร้อมและลดข้อจำกัด อันจะทำให้ผู้คนหรือสังคมเหล่านั้นได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีเต็มศักยภาพ...”
มิติองค์ความรู้ของหนังสือเล่มนี้มีหลากหลายชวนให้ขบคิดพิจารณาในหลายๆ เรื่อง หลาย ๆ ประเด็น โดยเฉพาะมุมมองประเด็นของเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่พระองค์ท่านพูดถึง
เนื่องด้วยทุกวันนี้ .....มุมมองนี้ เป็นมุมมองที่พ่อน้องดวงใจคิดว่า... เปรียบได้เสมือนเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาที่มีความหลากหลายในทุกมิติ เลยทีเดียว
การถือไพ่เหนือกว่าคนอื่น ๆ นั้นย่อมได้เปรียบ... เฉกเช่นการมีสารสนเทศไว้ข้างกายเปรียบประหนึ่งว่า หากอยู่ในสมรภูมิรบ การรบร้อยครั้ง มีหรือที่จะไม่ชนะทั้งร้อย หรือเกือบร้อย เมื่อรู้จักใช้อาวุธสารสนเทศ ที่มีอยู่ให้ เกิดประโยชน์สูงสุด
พระองค์ท่านมองมุมนี้ได้กว้างไกลนัก.....พระองค์มองเห็นถึงพลังความเข้มแข็ง ของผู้คน ของชุมชน และของสังคม หากรู้จักใช้สิ่งที่กล่าวมาเบื้องต้น
วันนี้...โลกทัศน์ เปลี่ยน...ในมุมที่ลืมนึกถึง....
น้องดวงใจจะเข้าใจในสิ่งที่พ่อเข้าใจจากการอ่านหนังสือเล่มนี้
ด้วยสิ่งที่พ่อทำให้เห็น พูดให้ฟัง แทนการอ่านหนังสือเล่มนี้ที่อาจารย์ขจิต ตั้งใจมอบให้น้องดวงใจ....... ไปพลางก่อน

มันอาจเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งที่สามารถ ทำได้
และพ่อก็เชื่อมั่นว่า สิ่งดีดี ที่พ่อได้ซึมซับจากหนังสือเล่มนี้ จะถูกส่งผ่านไปยังลูก และเป็นพลังขับเคลื่อนให้ลูกของพ่อเดินรอยตามความหวังและความฝันของพระองค์ท่าน ให้ลูกมีพลังความคิด ความอ่าน จากองค์ความรู้รอบตัวของลูกในโลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างชาญฉลาด รู้เท่าทัน และรู้พัฒนาตัวเองด้วยเครื่องมือสำคัญนี้ ตามวัย
และเมื่อถึงวันนั้น วันที่ลูกโตพอที่จะรู้ว่า คำว่า ....คนดี..... นั้นต้องทำสิ่งใดบ้าง
ลูกจะเป็นอีกหนึ่งชีวิตที่ก้าวเดินไปข้างหน้าร่วมกับเยาวชนของชาติไทย ให้สมกับที่พระองค์ท่านไม่เคยละทิ้งประชาชน ชุมชน สังคม และประเทศชาติของพระองค์มาโดยตลอด
ขอบพระคุณอาจารย์ขจิต ฝอยทอง ที่มอบหนังสือที่ทรงคุณค่าเล่มนี้ ให้น้องดวงใจ ด้วยนะครับ
น้องดวงใจนั่งทำงานศิลปเพลินเลย
น่ากอด น่าฟัดค่ะ
:-)
ขอบคุณคุณหมอภูสุภามากนะครับ ปีนี้ดวงใจอายุ 6 ขวบแล้ว ดวงใจบอกว่า ปีหน้าหนูก็จะทำบัตรแล้ว.... คงเป็นภาระของพ่อที่ต้องเก็บบัตรนี้เอาไว้ เหมือนหนังสือเล่มนี้ ก่อนที่จะมอบให้เค้า เมื่อเค้าพร้อม
.... คุณหมอภูสุภา สบายดีนะครับ ด้วยความระลึกถึงเช่นกันครับ
เทอดทูนพระมหากรุณาธิคุณ สืบทอดรุ่นต่อรุ่น..
^ ขอบคุณดอกไม้ ที่มอบให้ครับ
น้องดวงใจอุ้มน้องเหมียวน่ารักจังค่ะ...
ขอบคุณมากค่ะ ;)
น้องดวงใจ..น่ารักจังเลย....พี่หมอเปิ้น...อยากให้ลูกหวนกลับคืนมา เป็นเด็กตัวเล็กๆ แบบนี้อีกจังเลยค่ะ ....ลูกโตไปหมดแล้ว...และ...ไปอยู่ห่างออกไปๆๆทุกทีๆ แล้วค่ะ....เดี่ยวปีหน้า...คนเล็กก็จะไปเรียนต่อต่างประเทศ เขาจะตามคนพี่ไปนะคะ ... ไปกันหมด....พี่เปิ้นและคุณหมอสมพนธ์....เริ่มเหงา... P'Ple...เลยคิดหาทางแก้เหงา...ด้วยการทำงาน...ให้สังคม/งานชุมชนเชิงลุกมากกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ...เป็นวิธีแก้เหงาที่...ที่คิดได้ในเวลานี้นะคะ...
ขอบคุณความเป็นกัลยานมิตรที่ดีนะคะ
และเมื่อถึงวันนั้น วันที่ลูกโตพอที่จะรู้ว่า คำว่า ....คนดี..... นั้นต้องทำสิ่งใดบ้าง
น้องดวงใจน่ารักมากครับ...
น้องดวงใจจะเข้าใจในสิ่งที่พ่อเข้าใจจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ด้วยสิ่งที่พ่อทำให้เห็น พูดให้ฟัง แทนการอ่านหนังสือเล่มนี้ที่อาจารย์ขจิต ตั้งใจมอบให้น้องดวงใจ....... ไปพลางก่อน
เป็นวิธีการสอนลูกที่ประทับใจผมมากครับ...
ขอบคุณบันทึกดี ๆ และมีประโยชน์นี้มากครับ