เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมานี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) กาญจนบุรี ได้จัดอบรมพัฒนาศักยภาพทีมแกนนำ ซึ่งประกอบด้วยผู้อำนวยการโรงพยาบาล 16 แห่ง ผู้รับผิดชอบงานพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาล (QRT) คณะทำงานทีมดูแลผู้ป่วย (PCT) ของโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอและนักวิชาการสาธารณสุขอำเภอทั้ง 13 แห่ง หัวหน้าฝ่าย/หัวหน้างานและนักวิชาการของ สสจ. จำนวน 28 คน รวมผู้เข้าอบรมทั้งสิ้น 128 คน
ในวันนั้นหลังจากที่ผมได้ทำความเข้าใจกับทุกท่านในหลักการเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งขั้นตอนตาม Model ปลาทู จนเป็นที่กระจ่างแล้ว ผมก็ได้แบ่งผู้เข้าอบรมออกเป็น 8 กลุ่ม โดยให้ผู้ที่ทำงานในลักษณะที่คล้ายกัน ที่มาจากต่างที่ได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน เช่น ท่านสาธารณสุขอำเภอจาก 13 แห่ง มาอยู่รวมกันเป็น 1 กลุ่ม ให้ ผอ. รพ. มาอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นต้น เสร็จแล้วให้เวลา 10 -15  นาที ให้พูดคุยกันภายในกลุ่มเพื่อเลือกประเด็น หรือกำหนด หัวปลา ร่วมกัน  เท่าที่ผมจำได้ กลุ่ม ผอ. รพ. เลือกประเด็น การบริหารงบประมาณ  กลุ่ม PCT เลือกหัวข้อ การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มทีมงานใน สสจ. เลือหัวข้อ การประสานงาน เป็นต้น
หลังจากที่ได้ หัวปลา กันเป็นที่เรียบร้อย ทุกกลุ่มก็เข้าสู่ ตัวปลา โดยกำหนดว่าแต่ละคนต้องหาเรื่องราวความสำเร็จ/ความภาคภูมิใจในเรื่องนั้นๆ มาเล่าให้ฟังกันคนละ 1 เรื่อง  . . . ช่วงนี้เป็นช่วงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เป็นบรรยากาศแห่งมิตรไมตรี สรุปว่าทุกกลุ่มทำได้ค่อนข้างดีครับ แต่อาจจะแชร์ได้ไม่ครบทุกคน เพราะมีเวลาจำกัด... หลังจากนั้นก็เข้าสู่ส่วน หางปลา โดยให้แต่ละกลุ่มนำเสนอ คลังความรู้ ที่ได้จากการแชร์ ทั้งส่วนที่เป็น Explicit Knowledge (คำแนะนำ/บทเรียน) และ Tacit Knowledge) (ที่แทรกอยู่ในเรื่องเล่า)
พอมาถึงช่วงสุดท้าย (ประมาณบ่ายสามโมง) ผมตั้งใจว่าจะบรรยายสรุปปิดท้าย โดยจะอธิบายเรื่อง blog ด้วย (เพราะได้รับร้องขอล่วงหน้าจากทีมงานของสสจ.) โดยจะชี้ให้เห็นว่าจะสามารถนำ blog นี้ไปใช้สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ในจังหวัดได้อย่างไร นอกจากนั้นผมยังสัญญาไว้กับผู้เข้าร่วมอบรมอีกด้วยว่าถ้ามีเวลาเหลือ ....จะบรรยายให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง KM กับ LO  .....แต่ครั้นบรรยายไปได้แค่สิบกว่านาที ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ลมแรง ฟ้าผ่าและในที่สุดไฟฟ้าก็ดับ ...ห้องประชุมที่ใช้ไม่มีไฟสำรอง และผมเองก็พูดค้างอยู่...ผู้ฟังก็ยังไม่ลุกไปไหน ในที่สุดผมได้ปรึกษากับทีมของ สสจ. ร้องขอโทรโข่ง เพื่อจะได้บรรยายต่อ ผู้ฟังจะได้เกิดความเข้าใจ เนื่องจากในขณะนั้นกำลังพูดเรื่อง blog อยู่ครึ่งๆกลางๆ เรียกว่าอยู่ในภาวะ อารมณ์ค้าง ทั้งผู้ฟังและผู้พูด
 พอได้โทรโข่งมา ผมก็บรรยายต่อไปในห้องมืดๆ นั่นแหละ ผู้ฟังก็ช่างน่ารักมาก นั่งฟังต่อไปทั้งมืดๆ อย่างนั้น ซึ่งผมก็ใช้เวลาพูดต่ออีกแค่เพียง 15 นาที แต่ก็ถือว่าเป็น 15 นาทีที่สำคัญมากทีเดียว เปรียบคล้ายกับตอนที่กัปตันเครื่องบินกำลังจะนำเครื่องลงจอดที่สนามบิน หากไม่มี 15 นาทีนี้ เครื่องบินก็คงต้องบินวนอยู่เหนือสนามบินแต่ไม่สามารถนำเครื่องลงได้ สรุปว่าในวันนั้นสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัยครับ แต่ก็เสียดายอยู่เหมือนกัน เพราะกระบวนการทั้งหมดในวันนั้น ตั่งแต่ 9 นาฬิกา มาจนถึงบ่ายสาม มันเหมือนกับการ ไต่ระดับ เรียกว่าได้อารมณ์ความรู้สึกกำลังดี พร้อมที่จะเข้าถึงจุด ไคลแมกซ์ ได้ แต่ไฟฟ้าดันมาดับเสียก่อน!!
ผมกลับมากรุงเทพหลายวันแล้ว แต่ยอมรับครับว่ายัง อารมณ์ค้าง อยู่... ไม่รู้ว่าผู้ฟังเป็นอย่างผมหรือเปล่า จะลองเข้ามาแชร์ให้ฟังใน blog นี้บ้างก็ดีนะครับ . . . ผมจะได้ใช้ทดสอบด้วยว่าที่ท่านบอกว่าสนใจเรื่อง blog นั้น เป็นของจริงหรือของปลอม?