บทบัญญัติที่จำเป็นในการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคตามกฎหมาย EFT


EFT Code 2001 ของออสเตรเลียนี้ได้มุ่งเน้นการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคในการทำธุรกรรม EFT โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเทคโนโลยีที่ใช้ ที่เรียกว่า การมีความเป็นกลางทางเทคโนโลยี (Technology-Neutral) ทั้งนี้ เพราะก่อนการแก้ไข EFT Code 2001 นี้ EFT Code 1998 ได้ให้ความคุ้มครองผู้บริโภคแต่เพียง กรณีที่มีการทำธุรกรรม EFT ที่มีการใช้บัตรและรหัสลับ หรือ หมายเลขพิน (PIN) ซึ่งทำให้การทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต โดยใช้หมายเลขบัตรเครดิต ซึ่งไม่มีการแสดงบัตร ไม่ได้รับความคุ้มครองตาม EFT Code 1998 นขณะที่ EFT Code 2001 ฉบับใหม่นี้ มีเนื้อหาที่กว้างขึ้น โดยครอบคลุมถึงการทำธุรกรรม EFT ในลักษณะต่อไปนี้ ·         การทำธุรกรรมทุกรูปแบบที่เป็นการเข้าถึงทางไกล ( Remote Access) ซึ่งบัญชี เช่น โดยการโทรศัพท์, อินเทอร์เน็ต, คิออส (Kiosk) และทางทีวี ·         ทุกประเภทของวิธีการเข้าถึง ( Access Methods) เช่น โดยบัตรแถบแม่เหล็ก (magnetic strip card), บัตรที่มีChip, หมายเลข ID ของผู้ใช้, ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature), และการใช้ ไบโอแมททริก (Biometric Identifiers) ·         ธุรกรรมทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์บรรจุมูลค่า ( stored value facilities) ทั้งนี้รวมถึง การบรรจุมูลค่าบนการ์ดชิฟ (Chip Cards) และ เงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เหรียญดิจิทัล (Digital Coins) ที่ใช้ในการชำระราคาทางอินเทอร์เน็ต บทบัญญัติอื่น ๆที่มีเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคตาม EFT Code 2001 ของออสเตรเลียยังประกอบด้วยเรื่องต่อไปนี้ ·         ผู้ให้บริการ EFT มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลอันเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาการใช้บริการ EFT ให้ผู้บริโภคทราบ โดยการจัดส่งข้อกำหนดดังกล่าวให้แก่ผู้บริโภค ก่อนการใช้บริการครั้งแรกของผู้บริโภคนั้น ·         การกำหนดให้ผู้ให้บริการออกใบเสร็จที่มีรายละเอียดตามที่ Code กำหนด อันเกี่ยวกับการทำธุรกรรม EFT เช่น ตู้เอทีเอ็มต้องออกใบเสร็จที่มีข้อมูลการเบิก/ถอน วันเดือนปี และข้อมูลที่จำเป็นอื่น ๆ ให้แก่ ผู้ทำธุรกรรม หากเป็นการทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต ทางคอมพิวเตอร์ของทางธนาคาร อาจจัดให้มีการส่งใบเสร็จทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ผู้ทำธุรกรรม ·         นอกเหนือจากการแจ้งให้ผู้บริโภคทราบถึงความรับผิดในกรณีที่มีการทำธุรกรรม EFT โดยบุคคลที่สามที่ไม่มีอำนาจ (Unauthorized Transaction) ตามที่ได้กล่าวในรายละเอียดมาแล้วข้างต้น ทางผู้ให้บริการ EFT ต้องแจ้งรายละเอียดที่ชัดเจนถึงความรับผิดของผู้บริโภคในกรณีที่ระบบหรือคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการเกิดความผิดพลาดในการประมวลผล หรือในการทำธุรกรรม EFT ให้ผู้บริโภคทราบด้วย ·         ผู้ให้บริการ EFT ต้องให้ความคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของออสเตรเลีย ที่เพิ่งได้รับการแก้ไข ตาม the Privacy Amendment (Private Sector) Act 2000 ·         ผู้ ให้บริการต้องจัดให้มีขั้นตอนการรับคำร้องทุกข์ของผู้บริโภคอันเกี่ยวกับการให้บริการ EFT ของตนเอง โดยผู้ให้บริการต้องกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับขั้นตอนการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำร้องทุกข์ รวมทั้งต้องจัดให้มีการ ระงับข้อพิพาทภายในองค์กรผู้ให้บริการด้วย ( internal dispute resolution) การจัดการกับคำร้องทุกข์ของผู้บริโภคให้ใช้เวลาไม่เกินที่กำหนดไว้ตาม EFT Code นั้นคือ 60 วัน หากมีเหตุล่าช้าใด ๆ ต้องแจ้งผลการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ผู้บริการทราบทุกเดือน ถ้าหากว่าผู้บริโภคไม่เห็นด้วยกับผลการสอบสวนข้อเท็จของผู้ให้บริการ EFT ผู้บริโภคสามารถยื่นคำร้องทุกข์ดังกล่าว ต่อคณะกรรมการไกล่เกลี่ย และระงับข้อพิพาทอันเกี่ยวกับการธนาคาร (Australian Banking Industry Ombudsman) โดยการยื่นคำร้องทุกข์ดังกล่าว ผู้บริโภคไม่เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแต่อย่างใด แต่ผู้ให้บริการ หรือ ธนาคารคู่กรณีต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภค

หากว่า ผู้บริโภคยังไม่พอใจในผลการตัดสิน หรือไม่ตกลงประนี ประนอมในขั้นตอนระงับข้อพิพาทที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการดังกล่าวนี้ ผู้บริโภคสามารถดำเนินคดีทางศาลได้ โดยทางผู้ให้บริการ หรือธนาคารคู่กรณีมีหน้าที่ต้องมอบเอกสารในขั้นตอนข้างตนให้กับผู้บริโภคใช้ในการดำเนินคดีทางศาล อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทอันเกี่ยวกับการธนาคารระหว่างผู้บริโภคกับธนาคารมักยุติในขั้นตอนการระงับข้อพิพาทโดยทางธนาคารเอง หรือไม่ก็ในขั้นตอนการระงับข้อพิพาทโดยทางองค์กรระงับพิพาทภายนอก เช่น โดยคณะกรรมการ AB IO

EFT Code 2001 ของออสเตรเลียฉบับ ให้ความคุ้มครองผู้บริโภคในการทำธุรกรรมการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์อย่างมากทีเดียว โดยเฉพาะการใช้หลักความเป็นกลางทางเทคโนโลยี (Technology Neutral) ในการร่าง Code ดังกล่าวนี้ ทำให้สามารถครอบคลุมถึง และสามารถจัดการกับปัญหาการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการชำระราคาในอนาคต EFT Code ฉบับนี้ยังได้เพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในการใช้บริการการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพราะผู้บริโภคทราบแน่นอนว่าตนมีความรับผิดแค่ไหนเพียงไร ในกรณีที่ธุรกรรมเกิดขึ้นโดยบุคคลที่สามที่ไม่มีอำนาจ (Unauthorized Transaction) หรือหากเกิดความผิดพลาดในการประมวลผล ใครมีหน้าที่นำสืบ อย่างไรก็ตาม EFT Code นี้ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้บริโภคเท่านั้น แน่นอนว่าภาคธุรกิจการธนาคาร หรือผู้ให้บริการ EFT ก็ได้รับประโยชน์จากความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคในการทำธุรกรรมการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ อย่างน้อยภาคธุรกิจไม่ต้องลงทุนโฆษณาการโน้มน้าวให้ผู้บริโภคหันมาทำธุรกรรมออนไลน์ หรืออินเทอร์เน็ตแบ้งกิ้ง แทนการเดินทางมาทำธุรกรรมการธนาคารที่สถานที่ทำการ สิ่งสำคัญที่ผู้ร่างกฎหมาย EFT ขณะนี้ควรคำนึงเป็นอันดับแรกในเรื่อง EFT นี้ คือ การให้ความคุ้มครองผู้บริโภคในการทำธุรกรรมการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ เพราะถ้าวัตถุประสงค์นี้ถูกเบี่ยงเบน ถูกมองข้าม หรือถูกลดความสำคัญไป แทบไม่มีประโยชน์อันใดที่จะร่างกฎหมาย EFT