เรียนภาษาอังกฤษจากเด็กนักเรียน ป ๖

 ผมสังเกตดูทำไมผมจึงเขียนภาษาอังกฤษไม่สละสลวย  อ่านแล้วทื่อๆ ห้วนๆ เขียนเป็นประโยคสั้นๆ ไม่มีการขยายความ

คนเขียนภาษาอังกฤษดีๆ  อ่านแล้วจะเพราะมาก เพราะแต่ละประโยคขยายความอธิบาย ซึ่งกันและกัน  เหมือนการแตะฟุตบอล แต่ให้คนแตะส่งไปให้แต่คน

ส่งผ่านฟุตบอลไปเรื่อยๆ บางทีก็รุกไปคนเดียวเลย จนถึงสุดท้ายคือแตะให้เข้าประตู  การเขียนภาษาอักฤษก็เป็นเช่นนั้น  แต่ละประโยค ต้องขยายความ ส่งข้อความไปให้แต่ละประโยค บางครั้งต้องให้ตัวอย่าง ให้อ่านแล้วมองเห็นภาพพจน์ จบลงด้วยบทสรุป ว่าต้องการจะบอกอะไรแก่ผู้อ่าน  ประโยคสุดท้ายจะเป็นประโยคที่สำคัญมาก  เพราะคนอ่านมักจะลืมข้อความแรกๆไปหมดแล้ว ต้องจบลงด้วยประโยคสั้นๆ ที่ประทับใจ 

การเขียนจดหมายหรือบันทึกเป็นการเล่าเรื่อง  ใครจะเป็นนักเล่าที่ดีกว่ากัน  ดูกันที่วิธีการเล่า  เพราะหนังทุกเรื่องจบลงเหมือนๆกันหมด  อยู่ที่ความสามารถของผู้เขียน ที่จะสื่อกับผู้อ่านได้อย่างไร  อย่างที่คุณหมออมราสรุปว่า ชีวิตจริง ฉากสุดท้ายต้องตายทุกคน  อ่านแล้วสะดุ้ง ได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งความจริง ได้ทั้งอารมย์ร่วม คำว่าท้ายกับตายคล้องจ้องกัน

บางคนเขียนบันทึกได้ดีมาก อ่านแล้วได้ข้อคิด บางคนเขียนเป็นบทความวิชาการ  บางคนเขียนออกมาเป็นรายงานการประชุม ไม่มีความเห็นของผู้เขียน ไม่มีบทสรุป

หลังจากเอาจดหมายของลูกสาวที่เขียนให้แม่เธอตอนเธอเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่หก  มาลงบันทึก ก็เลยอยากจะเขียนสิ่งที่คิดมานานเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ  ว่าทำไมพวกเราจึงเขียนภาษาอังกฤษกันแล้ว อ่านแล้วมันไม่เพราะเลย

จดหมายของลูกสาวฉบับนี้เขียนขึ้นตอนเธออยู่ชั้นประถมปีที่หกในประเทศอเมริกา  เธอใช้คำง่ายๆ เกือบจะไม่มีคำไหน ที่พวกเราไม่รู้ คนเล่าเรื่องเก่งๆ จะใช้คำง่ายๆ จะเลือกใช้คำยากๆ นานๆครั้งเท่านั้น

นักเรียนชั้นประถมปีที่หก ถ่ายที่เทือกเขา ประเทศเยอรมัน

 

From the food I eat to the clothes I wear you have bought, given and surprised one with all sorts of things.


ถ้าผมเขียนเอง คงจะเขียนเพียงแต่ว่า แม่ซื้อเสื้อ และ หาข้าวให้กิน 

เคยได้ยินเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์มั้ยครับ


จากแรงมาเป็นรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว จาก รวงเป็นเมล็ดพราว ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ ...


จดหมายนี้เขียนคล้ายๆกับเขียนบทกลอนของจิตร เลยครับ

จากอาหารที่แม่ทำให้กิน จนถึงเสื้อผ้าที่แม่ซิ้อหามาให้ …...

 

หลังจากนั้นเธอเริ่มกล่าวขอบคุณ แต่ไม่ใช่ขอบคุณเฉยๆ ขยายความคำขอบคุณแม่ที่สนับสนุนให้การดูแล ตลอดเวลา ทุกสถานะการณ์ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย  รักของแม่ไม่เงื่อนไข 

 

I want to thank you for supporting me all the time, through thick and thin. 

 

ต่อไปเป็นการขยายความว่า ดูแลอย่างไร เริ่มยกตัวอย่างให้เห็นภาพพจน์

 

You drive me to swimming, piano, school, everything.

You care for me when I'm sick. 

Somehow you always manage more than enough for me,  balances three kids and work. 


ไม่ใช่เอาใจใส่เฉยๆ ขยายความด้วยคำว่า more than enough for me, balances three kids and work. ทุกอย่างขยายความซึ่งกันและกัน อ่านแล้วจะมองเห็นภาพของแม่ที่ดูแลลูก ไม่ใช่ลูกคนเดียวแต่เป็นลูกสามคน พร้อมๆกับบอกเล่าว่าแม่ต้องทำงานไปด้วยพร้อมๆกัน ซึ่งเป็นงานหนักมาก เพราะที่นี้ แม่ไม่มีคนช่วย

 

ยอแม่ ให้คำชมแม่ ด้วยคำว่า คำชมของแม่ที่ให้กับลูกเสมอๆทำให้ลูกชื่นใจ สุขใจ

 

You praise make me happy, and I know you care when you teach me important life lessons.

 

ประโยคต่อไปขยายความประโยคแรก จบด้วยคำลงท้ายว่า be the best I can be. สนับสนุนคำที่กล่าวมาให้วรรคแรก

 

You give me many opportunities in life, like Spanish courses, piano lessons, swimming, and a chance to always be the best I can be.

 

 

ขอบคุณแม่ที่ซื้อไอศครีม มาใส่เต็มตู้เย็น ถ้าแม่อ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว อย่าลืมซื้อไอศครีมมาอีกนะแม่นะ

 

Thanks also, for keeping an ice-creame filled freezer.

 

ต่อไปเป็นการกล่าวถึงจุดประสงค์ในการเขียนจดหมายฉบับนี้

แม่ make me a better person ไม่ใช่ better เฉยๆ successful ด้วย  ขอบคุณแม่จริงๆ

 

 

All you've done for me will make me a better and successful person in life. I hope this Mother's Day is a great one and many, many thanks for everything.

 

จบลงด้วยคำสรุปว่า

Happy Mother's Day