เมื่อกี้ผมรู้สึกดีใจเล็กๆ เพราะ ClassStart มีสมาชิกใหม่มาจากโรงเรียนสอาดเผดิมวิทยา จ.ชุมพร แต่ยังไม่ได้เห็นสมาชิกจากโรงเรียนศรียาภัยซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าสมัยมัธยมของผมเลย แต่ยังไงก็คิดว่าอีกไม่นานก็คงจะได้เห็นครับ

ทำ ClassStart นี่ผมได้ผลตอบแทนทางใจมาก แต่ละวันผมจะคลิกดูรายการสมาชิกใหม่วันละเกือบร้อยรอบ (ได้มั้ง) และเวลาเห็นสมาชิกที่เพิ่มขึ้นแต่ละคนก็จะมีความสุขเล็กๆ ทุกครั้ง

เรื่อง "ผลตอบแทน" จากการทำงานในชีวิตของมนุษย์เรานี่่น่าคิดทีเดียว แน่นอนว่าเราต้องทำงานเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว ที่จริงแล้วเราไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน แต่เราทำงานเพื่อให้ได้ปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพียงแต่เราไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้โดยตรง เราเลยต้องทำทางอ้อมเพื่อเอาผลงานไปแลกเปลี่ยนกับผู้ที่ทำสิ่งที่เราต้องการทางตรงเท่านั้นเอง

โดยทั่วไปเราจะทำงานได้ "เกินความต้องการ" หมายความว่าผลงานของเรานั้นจะเกินความต้องการเพื่อเลี้ยงตัวให้รอด ผลงานที่เหลือเก็บซึ่งแปลงสภาพเป็นตัวเงินแล้วนั่นเราสะสมไว้เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

แต่มนุษย์เราก็แปลก พอเราทำได้เกินความต้องการจนมีเก็บ เราก็ปรับ "ความต้องการ" ของเราให้เพิ่มขึ้นไปให้เท่ากับความสามารถในการทำงานของเรา อย่างไรก็ตามมนุษย์เรามีความสามารถในการประมาณที่ไม่สมบูรณ์ หมายความว่าบางครั้งเราปรับความต้องการจนเกินความสามารถทำให้กลายเป็นความทุกข์ไปที่ต้องทำงานเกินตัว

ความต้องการนี่ไม่ได้อยู่ในรูปที่แปลงสภาพเป็นเรื่องเงินได้อย่างเดียวนะครับ บ่อยครั้งที่เรามีความต้องการที่จะแปลงสภาพเป็นการตอบสนองความฝัน ชื่อเสียง หรืออื่นๆ ที่เป็นสิ่งนับไม่ได้อีกมากมาย พวกนี้เป็นทุกข์ทั้งนั้น ไม่ได้ต่างกับความต้องการที่แปลงเป็นตัวเงินนับได้เลย

ที่จริงแล้วผมขึ้นต้นบันทึกนี้ว่าผมมีความสุขในการได้เห็นสมาชิกเพิ่มขึ้นใน ClassStart พอเขียนมาถึงตรงนี้แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่าความสุขที่ผมมีนี้จะเหมือนหรือแตกต่างจากนักธุรกิจที่เห็นกำไรในบัญชีเพิ่มขึ้นอย่างไร ผมเองก็ไม่ได้ทำธุรกิจที่จะมีตัวเงินในบัญชีให้รู้สึกเพื่อจะได้เปรียบเทียบความเหมือนหรือความต่าง

แต่อย่างหนึ่งที่ผมรู้คือ การทำงานที่ไม่หวังผลทางการเงินแต่หวังผลตอบแทนทางจิตใจนี่ก็สร้างความทุกข์ได้ไม่น้อยทีเดียวถ้าไม่ระวังตัวตั้งสติให้ดี

เหมือน ClassStart นี่ ภายในเวลาเพียงครึ่งปีมีสมาชิกแล้วเกือบห้าหมื่นคน หมายความว่าระบบนี้มีประโยชน์แน่นอนต่อการศึกษาของไทย ความรู้สึกนี้สร้างความเร่าร้อนในใจผมมากทีเดียว ผมเกิดความอยากที่จะทำโน่นทำนี่มากมายเพื่อให้ระบบดีมากที่สุด ความคิดความฝันวิ่งเข้ามาเองในสมองตลอดเวลาไม่ได้อยู่นิ่ง

เชื่อไหมครับ ความรู้สึกว่าตัวเองสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้นี่เป็นทุกข์อีกแบบหนึ่ง เป็นความเร่าร้อน พลุ่งพล่านใจ ไม่มีความสงบ อธิบายลำบากครับ แต่ไม่ใช่ความสุขแน่นอน เพราตกอยู่ในวังวนมายาคติของความคิดของตัวเอง

ผมคิดว่าความรู้สึกนี้คือบาปที่อันตรายที่สุดในบาปทั้งเจ็ด (Seven Deadly Sins) ในศาสนาคริสต์ นั่นคือ "ความหลงทะนงตน" (Pride) นั่นเอง

ก่อนหน้านี้ผมไม่ค่อยเข้าใจบาปทั้งเจ็ดเท่าไหร่ ผมค่อนข้างจะเถียงด้วยซ้ำว่าเรียงลำดับผิดพลาด แต่ชีวิตที่อายุมากขึ้นและได้เจอประสบการณ์ทั้งสุขทั้งทุกข์มากขึ้นทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นและรู้แล้วว่าลำดับของบาปทั้งเจ็ดนั้นไม่ได้ผิดพลาดเลย

Pride นี่อันตรายมาก แต่เดี๋ยวนี้ผมมีอาวุธดี นั่นคือ "สติ" (mindfulness) ที่จะไม่ทำให้ตัวเองหลงลงไปกับ Pride ครับ สตินี่เป็นอาวุธที่ดีที่ทำให้เราเอาตัวรอดจากบาปทั้งหลายได้ดีมาก แต่ก็ต้องอาศัยการฝึกฝนอยู่ไม่น้อย ที่จริงแล้วการฝึกสติเป็นทักษะที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มากทีเดียว

สตินี่เป็นศัพท์ของพุทธ แต่ที่จริงแล้วเป็นปรัชญาที่มีอยู่ในทุกศาสนาอยู่ที่ว่าจะอธิบายกันในรูปแบบอย่างไร บันทึกนี้คงต้องมีภาคต่อไปที่จะอธิบายว่าศาสนาอื่นๆ สอนเรื่องสติอย่างไรตามในมุมมองที่ผมสังเกตมา

ไว้ได้เขียนเมื่อไหร่ก็อย่าลืมคลิกอ่านกันนะครับ

ส่วนบันทึกนี้ที่เหมือนกับการบ่นกับตัวเองเพราะขึ้นต้นจนลงท้ายแทบจะไม่เกี่ยวกันเลยก็คงต้องจบเพียงแค่นี้