“Cookery is not chemistry. It is an art. It requires instinct and taste rather than exact measurements.” Chef Marcel Boulestin

   การทำอาหารนั้นเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง เพียงแต่เปลี่ยนจากการจับดินสอ พู่กันมาละเลงบนหน้ากระดาษด้วยความคิดสร้างสรรค์มาเป็นการสรรสร้างเมนูอาหารที่มีรสชาติ รูปลักษณ์ในแบบที่เราต้องการ

   ในสมัยที่ผมนั้นยังเด็ก ผมได้มีโอกาสเห็นแม่ทำอาหารหลายครั้ง ทำให้ผมเกิดความซึมซับ และรู้สึกว่าการทำอาหารเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เมื่อโตขึ้นก็ได้มีโอกาสช่วยแม่ทำอาหาร ได้ลองหยิบจับเครื่องครัวมากมายขึ้นมาทำอาหารที่เราไม่เคยทำ นอกเหนือจากไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ต้ม และการต้มม่าม่า ที่ถือว่าเป็นกิจวัตร และเป็นสิ่งที่ทำได้โดยกำเนิด 555+ โดยการทำอาหารของผมนั้นก็ไม่ได้เป็นแบบแผนขนาดที่ว่าจะต้องทำอย่างนี้ ทำอย่างนั้น ต้องใส่เครื่องปรุงเท่านี้เท่านั้น เพราะการทำอาหารสำหรับผมก็เหมือนกับการที่เราได้หยิบดินสอ พู่กันขึ้นมาวาดรูป สิ่งสำคัญคือการได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ แต่รสชาตินั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเช่นเดียวกัน ตัวผมนั้นก็เริ่มจากการทำอาหารง่ายๆที่ไม่ยากมากนัก เช่น ผัดกะเพรา ข้าวผัด แกงจืด ต้มยำ เป็นต้น โดยอาศัยจดจำจากตอนที่แม่ทำ แล้วนำมาลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ผมนั้นไม่ใช่คนที่ทำอาหารเก่งแต่อาศัยความสนใจ ความชื่นชอบ และมีความสุขเมื่อได้ลงมือทำอาหาร เป็นคนที่ชอบลองดัดแปลงเมนูอาหารให้เข้ากับตัวตนมากขึ้น ถึงบางทีอาจจะทำให้แย่ลงแต่อย่างน้อยๆ เราก็ได้ลองใช้ความคิดสร้างสรรค์ของเราในการสรรสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมา การได้รับชมรายการอาหารก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเช่นเดียวกัน ได้เห็นอาหารที่แปลกใหม่ ก็ทำให้เราเกิดแนวคิดใหม่ รายการอาหารที่ผมชื่นชอบส่วนใหญ่จะเป็นรายการแข่งขันทำอาหารอย่าง Top Chef ,Chef Academy ,Iron Chef เป็นต้น รายการเหล่านี้ล้วนทำให้ผมเกิดความอยากที่จะลองทำอาหารที่แปลกใหม่ที่ไม่เคยทำ นอกเหนือจากอาหารไทยที่ได้รับการซึมซับมาจากการทำอาหารของแม่

  

 ต่อไปผมจะขอนำเสนอแนวทางที่ผมใช้ในการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำอาหาร ซึ่งทัศคติที่ดีนี้แน่นอนย่อมนำไปสู่การทำอาหารอย่างมีความสุข ไม่เบื่อหน่าย และสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

1. ห้องครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ห้องครัวที่เป็นระเบียบ สะอาด โปร่งโล่งสบายย่อมนำมาซึ่งความรู้สึกที่ดีต่อการทำอาหาร หากห้องครัวของเราเต็มไปด้วยเครื่องครัวที่วางไม่เป็นระเบียบ หรือมีข้าวของวางเกะกะยุ่งเหยิง แน่นอนว่าเราก็ไม่อยากที่จะเข้าไปใช้งานหรือแม้แต่ไม่อยากจะมองเสียเลยด้วยซ้ำ และความไม่เป็นระเบียบนี้ก็อาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุด้วย

2. การเตรียมวัตถุดิบ เครื่องครัวในการทำอาหารให้พร้อม โดยเราต้องรู้ว่าเราจะทำเมนูอะไรบ้าง วัตถุดิบหลักๆ และเครื่องครัวที่จำเป็นต้องใช้มีอะไรบ้าง การทำเช่นนี้จะช่วยให้การทำอาหารมีความสะดวก คล่องตัว และรวดเร็ว ไม่ต้องคอยกังวล หรือรีบร้อนในการหยิบจับสิ่งต่างๆ ที่จะใช้ในการประกอบอาหาร

3. การทำใจให้สงบไม่ฟุ้งซ่านและผ่อนคลายขณะทำอาหาร ควรเอาใจจดจ่อกับการทำอาหารไม่ฟุ้งซ่านคิดถึงเรื่องอื่น วิธีนี้จะช่วยให้เรามีความคิดที่ปลอดโปร่งสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่และมีความไหลลื่น และความคิดฟุ้งซ่านก็อาจทำให้เราขาดสติ ไม่จดจ่อกับงานที่ทำ อาจนำมาซึ่งอุบัติเหตุโดยง่าย

4. ต้องกล้าที่จะลองทำในสิ่งใหม่ๆ แน่นอนว่ายังมีสิ่งใหม่ๆ อีกมากที่รอเราอยู่ เช่นการทำเมนูเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนแทบจะหลับตาทำได้นั้นย่อมนำมาซึ่งความเบื่อหน่ายและการก้าวย่างอยู่กับที่ อย่ากลัวที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ ลองทำเมนูใหม่ๆ ที่ตัวเองยังไม่เคยทำ ยังไม่เคยสัมผัส หรือลองปรับเมนูเดิมที่เคยทำแล้วให้เข้ากับตัวตนของเรามากยิ่งขึ้นโดยอาศัยความคิดสร้างสรรค์ที่ตนมี ก็เป็นทางเลือกที่ดี ถึงแม้ว่าผลที่ออกมานั้นอาจจะแย่ไปกว่าเดิมแต่อย่างน้อยๆ เราก็ได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในการทำอาหารมากยิ่งขึ้น เป็นการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำอาหาร

5. ลองหาแรงบันดาลใจในการทำอาหารจากสิ่งรอบตัว เช่น รายการโทรทัศน์อย่างรายการทำอาหาร หรือรายการแข่งขันทำอาหาร ก็จะทำให้เราเกิดแนวคิดใหม่ๆ ในการทำอาหารที่เหล่าเชฟนั้นได้ส่งผ่านมาสู่เรา ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการฝึกฝนตัวเองให้มีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นในการทำอาหารต่อไป

นี่ก็คือภาพรวมของแนวคิดที่ผมใช้ในการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการทำอาหาร หวังว่าแนวคิดเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ คนครับ ^^