ปฐมฐานของความคิดตรรกะทางด้านเหตุและผลของมนุษย์นำไปสู่การศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ตลอดจนการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ถึงความมีเหตุและผลว่าเป็นจริงตามที่คิด และสมมติฐาน หรือไม่ ซึ่งทฤษฎีใดถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง ก็จะได้รับความเชื่อมั่นและความศรัทธาตามมา แต่กาล (เวลา) ในอนาคตหากมีทฤษฎีใหม่พิสูจน์ทางตรรกะของเหตุและผลได้ดียิ่งกว่าทฤษฎีเก่า ทฤษฎีใหม่ก็จะก้าวขึ้นมาเป็นที่เชื่อมั่นและศรัทธาแทนที่ทฤษฎีเดิม เป็นวัฏจักรหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ซึ่งการพิสูจน์ความจริงเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งของมนุษย์ โดยเฉพาะกับ “กฎธรรมชาติ” ที่นักวิทยาศาสตร์เฝ้าไล่กวดเพื่อที่จะเปิดประตูสู่มิติการเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ เพื่อไขความลับว่ากฎที่ควบคุมสรรพสิ่งในพิภพโลกและจักรวาลนั้นมันคืออะไร มีกลไกในการทำงานอย่างไร เป็นต้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ไม่ว่านิวตัน หรือไอน์สไตน์ต่างก็เชื่อว่า มีกฎธรรมชาติที่ควบคุมสรรพสิ่งในพิภพโลกและจักรวาล ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในพิภพโลกและจักรวาลหาใช่เรื่องบังเอิญและความน่าจะเป็นไม่ แต่จวบจนวาระสุดท้ายทั้งไอน์สไตน์และนิวตันก็ไม่สามารถก้าวข้ามพ้นผ่านไปถึงจุดนั้นได้

         แนวความคิดในเรื่อง “กฎธรรมชาติ” ที่ยึดติดถือมั่นในทางวัตถุนั้น ซึ่งการอธิบายกฎธรรมชาติในลักษณะดังกล่าวนี้มีรากฐานที่สำคัญมาจาก การมุ่งเน้นอธิบายถึงวิถีชีวิตในสังคมเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมเมืองแบบนครรัฐ (City State) การอธิบายกฎธรรมชาติดังกล่าวจึงไม่ได้เน้นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติมากนัก ทำให้แก่นแท้ของความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเคลื่อนตัวออกจากดุลยภาพที่ควรจะเป็น แต่จะไปมุ่งเน้นอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเอง และมนุษย์กับนครรัฐ เป็นหลัก แนวคิดปรัชญาที่เน้นวัตถุนิยมในสมัยยุคโบราณเริ่มก่อเกิดขึ้นในสังคมทาส เป็นลักษณะของการสะท้อนออกมาของความต้องการในการตอบสนองตามความจริงที่เป็นอยู่และสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหัตถกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม รวมทั้งการเดินเรือทะเล สิ่งเหล่านี้ได้นำมาซึ่ง การก่อเกิดการพัฒนาของดาราศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ ในระยะเวลาต่อมา ปฐมบทของแนวความคิดเชิงตรรกะของวัตถุนิยมสมัยโบราณมีความเชื่อว่า สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงบนพิภพโลกและจักรวาลไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าหากเป็นผลลัพธ์แห่งการเปลี่ยนแปลงพัฒนาของวัตถุธาตุรูปธรรมที่มีมาตั้งแต่เดิม สรรพสิ่งทั้งปวงยังสามารถที่จะกลับคืนสู่วัตถุธาตุเดิมของมันได้ ศาสตร์ทั่วไปที่มีการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ต่อยอดเพื่อค้นหาความจริงแท้ทางธรรมชาตินั้น นัยของธรรมชาติตามความคิดดังกล่าวประกอบด้วย สิ่งมีชีวิต และสิ่งที่ไม่มีชีวิต  

         วัตถุนิยมตามแนวคิดแบบกรีก : “กฎธรรมชาติ” ที่อธิบายในสมัยกรีกนั้น เป็นไปในลักษณะของการอธิบายแบบกว้าง ๆ ส่วนใหญ่จะศึกษาคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่มีชีวิตในธรรมชาติ เป็นลักษณะการจำแนกสิ่งต่าง ๆ ออกจากกันไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต เป็นลักษณะของการศึกษาแบบแยกส่วน โดยมีความเชื่อว่า สรรพสิ่งแต่ละชนิดมีธรรมชาติที่เป็นตัวเป็นตนของสิ่งเหล่านั้นเอง แยกจากกันโดยเด็ดขาด การพัฒนาสูงสุดในยุควัตถุนิยมแบบกรีกคือ ทฤษฎีว่าด้วยปรมาณูของ เดโมคริตัส (Democritus : ๔๖๐ – ๓๗๐ ก่อนคริสตกาล) โดยเขาเห็นว่า สรรพสิ่งล้วนแต่ประกอบขึ้นด้วยปรมาณูที่เล็กมาก ซึ่งไม่สามารถจะแยกย่อยได้อีกแล้ว ปรมาณูที่มีรูปลักษณะและน้ำหนักที่ไม่เหมือนกันประกอบขึ้นเป็นสรรพสิ่งที่ต่างกัน (ไม่เหมือนกัน)

          ยุคยุโรปสมัยกลาง : เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ปฐมบทจากการล่มสลายของนครรัฐกรีกถ่ายโอนเข้าไปสู่จักวรรดิโรมัน ความล่มสลายของจักวรรดิโรมันทำให้ก่อเกิดผลิตผลทางด้านยุคศักดินาในยุโรปโดยที่ศาสนจักร (ศาสนาคาทอริก) มีอำนาจเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ จนก้าวขึ้นไปอยู่ในฐานะปกครองในที่สุด โดยหลักปรัชญาก็ยังเป็นการต่อสู้วิวาทะกันระหว่างวัตถุนิยมกับจิตนิยม โดยฝ่ายวัตถุนั้นเห็นว่า สรรพสิ่งต่าง ๆ ดำรงอยู่ในสภาพ (รูป) ของมันเองแล้วก่อนจินตภาพ (จิต) เป็นเบื้องถัดไป ส่วนฝ่ายจิตนิยมนั้นมองตรงกันข้ามโดยเห็นว่า จินตภาพ (จิต) โดยทั่วไปดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งต่าง ๆ (รูป) นัยคือ จิต (นามธรรม) ให้กำเนิดสรรพสิ่งที่เป็นรูปธรรม ซึ่งการวิวาทะดังกล่าวก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ในยุคยุโรปสมัยกลางขึ้นอยู่กับจังหวะและเวลาของแต่ละฝ่ายในการสร้างการยอมรับให้เกิดขึ้นกับฝ่ายของตน

          ยุคศตวรรษที่ ๑๖ : ถือได้ว่าเป็นยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ผลผลิตยี่ห้อทุนนิยมที่เบ่งบานอย่างเต็มที่ ก่อเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับกับความต้องการของการเพิ่มกำลังการผลิต เชื่อมโยงไปถึงการเมืองก็เกิดการคัดค้านการปกครองด้วยอำนาจเทวะของศักดินา สะท้อนออกมาในหลักปรัชญาของโลกทัศน์วัตถุนิยมที่เหยียบคันเร่งสร้างความเชื่อและความศรัทธาเหนือปรัชญาจิตนิยม ทิ้งห่างออกไปหลายช่วงตัว อุตสาหกรรมขยายตัวอย่างต่อเนื่องสอดรับกับค่านิยมแนวคิดที่เน้นวัตถุเป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งที่สำคัญเป็นผลสืบเนื่องมาจากผลผลิตของการทำความเข้าใจตามมายาคติของตะวันตกที่วิเคราะห์และเข้าใจในกฎธรรมชาติในลักษณะแยกส่วน เป็นยุคที่วิทยาศาสตร์เบ่งบานนำไปสู่เส้นทางของความคิดสายวัตถุนิยม (materialism) อย่างอหังการ โดยมีความเชื่อว่า สสาร (matter) นั้นมีอิทธิพลเหนือจิตสำนึก (consciousness) หรือจิตวิญญาณ (spirit) ต่อยอดมาจากปฐมบทของหนังสือ โคเปอร์นิคัส ในปี ค.ศ. ๑๕๔๓ ที่ชื่อว่า “การโคจรของดวงดาวในจักรวาล” (Revolution of the Celestial Spheres) โดยมีสาระสำคัญว่า “โลกนี้เป็นเพียงดาวดวงหนึ่งเท่านั้นที่โคจรรอบดวงอาทิตย์และเป็นดาวเพียงดวงหนึ่งในบรรดาดาวอีกจำนวนที่นับไม่ถ้วนในจักรวาล” นำไปสู่การเผชิญหน้าและท้าทายกับคริสต์ศาสนจักร จนนำไปสู่การวิวาทะในประเด็นที่ว่า แรงบันดาลใจจากพระเจ้ากับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างไหนคือความรู้ที่จริงแท้ของมนุษย์!!!

          แนวความคิดสายวัตถุนิยม (materialism) มีความเชื่อว่า สสารเป็นความจริงขั้นพื้นฐานการวัดและตรวจสอบทางกายภาพ เป็นแหล่งที่มาของความรู้จริง (valid source of knowledge) ประสบการณ์ของจิตสำนึกนั้นเป็นผลพวงมาจากความสลับซับซ้อนทางวัตถุของกายและสภาวะของสมอง ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีจิตสำนึกในรูปแบบอื่น ๆ เกิดขึ้นโดยไม่ขึ้นกับสถานข้อเท็จจริงทางกายภาพของวัตถุ หลังจากนั้นนักปราชญ์สายวัตถุนิยมก็ได้รับความเชื่อถือและศรัทธาที่มีต่อหลักตรรกะของการมองสสาร (รูป) เป็นปฐมฐานของสรรพสิ่งทั้งหมดในพิภพโลกและจักรวาล ถึงขนาดนักปราชญ์คนสำคัญอีกคนหนึ่งในสายวัตถุนิยมอย่าง โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, ๑๕๘๘-๑๖๗๙) ได้กล่าวไว้ว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสาร (absolute) เท่ากับสสาร (matter) ถ้าหากว่าพระเจ้านั้นมีจริง พระองค์จะต้องมีร่างกายที่เป็นกายภาพ”  ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงนัยของการปฏิเสธว่าพระเจ้าไม่มีจริงอย่างสิ้นเชิง

          แนวคิดสายวัตถุนิยมในด้านของปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ที่มีส่วนสำคัญทำให้โลกประสบความสำเร็จด้านเทคโนโลยีในยุคอุตสาหกรรมเป็นอย่างสูงของยุคนั้นคือ ไอแซค นิวตัน

          ไอแซค นิวตัน (Isaac Newton, ๑๖๔๒-๑๗๒๗) ถือได้ว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นมีความอัจฉริยะมากที่สุดในยุคดังกล่าว ซึ่งความคิดของนิวตันยังคงถูกยึดถือเป็นรากฐานของความคิดทางวิทยาศาสตร์มาจวบจนยุคปัจจุบัน โดยเขาค้นพบกฎที่สำคัญ ๓ กฎ คือ

            ๑. กฎที่ว่าด้วยแรงโน้มถ่วง (law of gravity) ที่ว่าแรงดึงดูดระหว่างมวลดังกล่าวทำให้ ดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ทั้งหมดในระบบสุริยะจักรวาล มีการโคจรที่มีกฎเกณฑ์แน่นอน สามารถที่จะคำนวณออกมาทางตรรกะของคณิตศาสตร์ได้ชัดเจน ผลผลิตทางด้านการส่งดาวเทียมหรือยานอวกาศออกไปนอกโลกก็เป็นวิวัฒนาการมาจากกฎดังกล่าวนี้

            ๒. กฎที่ว่าด้วยการเคลื่อนที่ เป็นกฎการเคลื่อนที่ทั้งสามข้อ อันเป็นหัวใจสำคัญของหลักการทางกลศาสตร์นำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้น เครื่องจักร เทคโนโลยีต่าง ๆ ตามมาอย่างมากมายในปัจจุบัน

            ๓. ทฤษฎีที่เกี่ยวกับแสงและสเปกตรัม นำไปสู่การก่อเกิดผลผลิตทางด้านกล้องโทรทรรศน์ กล้องจุลทรรศน์ เลนส์นูน – เว้า กล้องถ่ายรูป เป็นต้น

         การค้นพบดังกล่าวของนิวตันเป็นเครื่องยืนยันถึงการใช้เหตุผลด้วยกฎเกณฑ์ทางด้านตรรกะของคณิตศาสตร์ที่สามารถคำนวณได้อย่างแม่นยำสูงมาก (much greater precision) นำไปสู่ความเชื่อที่ว่า มีกฎทางคณิตศาสตร์แฝงตัวย่อยอยู่ในธรรมชาติ หากว่าเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นก็จะสามารถนำมาทดสอบและคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โดยนัยก็คือ แนวคิดสายวัตถุนิยมในยุคเบิกบานนั้นมีความเชื่อว่า เหตุผลที่ถูกต้อง (จากการทดสอบทางกระบวนการของวิทยาศาสตร์ดังกล่าว) และกฎธรรมชาติเป็นสิ่งเดียวกัน

          ยุคศตวรรษที่ ๒๐ : นักคิดนักปรัชญาที่สำคัญในสายวัตถุนิยมทางด้านสังคมศาสตร์คือ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx, ๑๘๑๘ – ๑๘๘๓) ผู้นำแห่งลัทธิมาร์กซ์ ซึ่งถือกำเนิดในช่วงกลางของศตวรรษที่ ๑๙  โดยในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงที่คาบเกี่ยวระหว่างศตวรรษที่ ๒๐ กับ ศตวรรษที่ ๒๑  สถานีบีบีซีของอังกฤษได้ทำโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วโลกในหัวเรื่อง “นักคิดอันดับหนึ่งแห่งสหัสวรรษ” โดยการให้ส่งคำตอบมาทางอินเตอร์เน็ตเป็นเวลาหนึ่งเดือน เมื่อเผยผลสำรวจดังกล่าวปรากฏว่า อันดับที่หนึ่งได้แก่ คาร์ล มาร์กซ์ โดยมีอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ตามมาเป็นอันดับที่สอง

           อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์ คาร์ล มาร์กซ์ ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นอัจฉริยะทางด้านสังคมศาสตร์ มาร์กซ์มีชีวิตอยู่ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ถึงแม้จะมีความเจริญทางด้านเทคโนโลยี แต่คนส่วนใหญ่ก็ได้รับผลกระทบในทางด้านลบจากภาวะดังกล่าวด้วย มาร์กซ์ถือได้ว่าเป็นนักต่อสู้ทางชนชั้นที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์ โดยมาร์กซ์มองว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผลผลิตมาจากทุนนิยมได้แยกแรงงานออกจากความเป็นมนุษย์โดยองค์รวม ทำให้มนุษย์ตกต่ำลงและมีสภาพที่เป็นเพียงส่วนเกินของเครื่องจักร ในยุคของมาร์กซ์นั้นความเชื่อในเรื่องพระเจ้าถูกยกออกไปโดยสิ้นเชิง มาร์กซ์เองเชื่อว่า กระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังกล่าวคือ กระบวนการวิภาษวิธีทางประวัติศาสตร์ (dialectical process of history) กล่าวคือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนจะนำไปสู่การปรับแก้ไขในที่สุด ซึ่งในกรณีนี้คือ ความขัดแย้งที่เกิดจากวิถีของการผลิต (made of production) และการกระจายผลผลิต (distribution) นั่นเอง

           แนวความคิดในเรื่องวิภาษวิธี (dialectical process of history) แท้ที่จริงแล้วมีความเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา (ที่ก่อเกิดมากว่า ๒๕ ศตวรรษ) เช่นกัน เพราะเป็นวิธีมองถึงการหลงเข้าไปยึดถือในสิ่งที่ไม่แน่นอนโดยเฉพาะในเรื่องของตัวตนให้เป็นความแน่นอนซึ่งก็จะเกิดความขัดแย้งกับธรรมชาติ นัยก็คือ การไม่เข้าใจในกฎธรรมชาติที่แท้จริง เช่น ในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมมนุษยชาติอหังการถึงความสำเร็จทางด้านวัตถุทั้ง เทคโนโลยี เศรษฐกิจที่เฟื่องฟูเบิกบาน ซึ่งมีความเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะนำพามาซึ่งความสุขโดยรวมของมวลมนุษยชาติ แต่กาล (เวลา) กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเกิดการกดขี่ข่มเหงขึ้นทางชนชั้น ผลักดันให้มนุษย์กลายเป็นเพียงส่วนเกินของเครื่องจักร ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเข้าไปยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น (เครื่องจักรและเทคโนโลยี) ในความเป็นตัวเป็นตนที่คาดหวังได้แน่นอนตายตัว ทั้งที่แก่นแท้แล้วทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอน (อนิจจัง) การที่เข้าไปยึดติดในกระบวนการดังกล่าวจึงนำมาซึ่งความทุกข์ ดังนั้นการแก้ปัญหาของความทุกข์ก็คือ การไม่เข้าไปยึดติด ยึดถือในความเป็นตัวเป็นตน ซึ่งไม่มีในความเป็นจริงตามธรรมชาติ การที่จะหมดทุกข์คือการปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับธรรมชาติที่เป็นจริง ซึ่งนัยก็คือ การที่มนุษย์เข้าไปยึดถือ ยึดติดเอาตัวตนมาเป็นที่ตั้ง ก่อให้เกิดสภาวะของความขัดแย้ง (anti-thesis) เมื่อเกิดความขัดแย้งก็จักต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง (synthesis)

           จะเห็นได้ว่าหลักวิธีคิดของมาร์กซ์เป็นหลักที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา แต่ เนื่องจากมาร์กซ์เป็นนักวัตถุนิยมที่จงรักภักดีต่อความคิดของตัวเองและเชื่อว่า “วัตถุกำหนดจิต” และโครงสร้างกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ในแต่ละคน ในขณะที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับจิตมากกว่าวัตถุ พุทธศาสนาจึงมุ่งเน้นพุ่งเป้าของการแก้ปัญหาโดยตรงที่การดับทุกข์ ที่เน้นในกระบวนการทางจิตเป็นปฐมฐาน แต่กรณีของมาร์กซ์นั้นจะไปเน้นที่กระบวนการทางประวัติศาสตร์ (วัตถุ) มาร์กซ์เชื่อว่า อะไรดีหรือเลว ถูกหรือผิด นั้นสามารถแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งนั้นเป็นไปตามหรือขัดแย้งกับกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่เน้นทางวัตถุ น่าเสียดายแนวคิดของมาร์กที่ยึดติดกับดักแห่งวัตถุเป็นเบื้องแรก แนวคิดดังกล่าวจึงไปหยุดตรงชายขอบของ “ไตรลักษณ์” แล้วก้าวข้ามพ้นผ่านเลยไปเน้นทางด้านวัตถุตามเดิม ซึ่งถ้าหากว่ามาร์กซ์หันมาเน้นทางจิตเพิ่มมากขึ้นการปฏิวัติชนชั้นในครั้งนั้นอาจนำพามาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยุคต่อ ๆ มาก็เป็นได้

           ในแวดวงวิทยาศาสตร์ในยุคนั้น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein, ๑๘๗๙ – ๑๙๕๕) ถือได้ว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องว่าอัจฉริยะที่สุด  ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์นามอุโฆษ เกิดเมื่อ ๑๔ มีนาคม ๑๘๗๙ บิดาของไอน์สไตน์เป็นชาวยิว มีการกล่าวกันว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไอน์สไตน์สนใจวิทยาศาสตร์อย่างมากคือเข็มทิศ ในขณะนั้นเขามีอายุได้ ๕ ปี และกำลังนอนป่วยอยู่บนเตียง บิดาได้นำเข็มทิศมาให้เล่น เขาใส่ใจและสนใจอยากรู้ว่าทำไมเข็มทิศจึงชี้ไปที่ทิศเหนือ และตั้งแต่นั้นมาเขาก็เริ่มสนใจทางด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ และถือได้ว่าเป็นนักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เป็นเจ้าของทฤษฎีที่มีชื่อเสียงคือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity)พร้อมทั้งได้วางรากฐานวิชากลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) ในศตวรรษที่ ๒๐ ด้วย โดยชี้ให้เห็นว่ากฎธรรมชาติสามารถค้นพบได้โดยความคิดในทางคณิตศาสตร์ที่ง่าย เนื่องจากหลักความคิดในการสร้างสรรค์ที่มีอยู่แล้วในวิชาคณิตศาสตร์ หลังจากนั้นการศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงจะนำมาประเมินประโยชน์ทางกายภาพที่สร้างขึ้นด้วยความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเท่ากับเป็นการตอกย้ำวิธีการทางวิทยาศาสตร์แบบนิวตัน ในขณะที่นิวตันเริ่มจากการศึกษาการโคจรของดวงจันทร์และดาวเคราะห์ ก้าวไปสู่การทำงานของระบบสุริยจักรวาล นักฟิสิกส์ในต้นศตวรรษที่ ๒๐ ศึกษาอิเล็กตรอน (electrons) โปรตอน (protons) และพาร์ติเคิลเบื้องต้นต่าง ๆ (elementary particles) เพื่อสร้างความรู้ให้ก้าวหน้าต่อไปจากที่มีอยู่เดิม

            อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ค้นพบ “ทฤษฎีสัมพัทธภาพ” หรือที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยเป็นอย่างดีกับสูตร E =  mc2 ซึ่งเป็นการไขความลับและความมหัศจรรย์ของ “แสง” โดยไอน์สไตน์ค้นพบว่า สสารและพลังงานเป็นสิ่งเดียวกัน และสามารถเปลี่ยน (แปลง) กลับไปกลับมาได้ตามสูตร ซึ่งตัวอย่างที่สัมผัสได้และเห็นได้ในอดีตและปัจจุบันก็คือ ระเบิดปรมาณู และการสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณู เป็นต้น ถือได้ว่าเป็นการแปลงสสาร (รูป) ให้เป็นพลังงาน (นาม) แต่ต้องใช้ปัจจัยและวิทยาการเทคโนโลยีสูง และลงทุนมหาศาล

           “แสง” ถือได้ว่าเป็นการไขความลับและความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของไอน์สไตน์ที่ตลอดชั่วชีวิตของการไล่กวดหาจุดอ้างอิงของพิภพโลกและจักรวาล โดยไอน์สไตน์ค้นพบว่า แสงมีความเร็วสูงที่สุดในพิภพโลกและจักรวาลโดยที่แสงจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ (๓ x ๑๐เมตรต่อวินาที) เสมอ ซึ่งคุณสมบัติอันมหัศจรรย์ดังกล่าวของแสงนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงยืด – หด ของกาล (เวลา)ได้ นับได้ว่า เป็นการล้มล้างความเชื่อและความศรัทธาของวงการวิทยาศาสตร์ก่อนหน้านั้นที่ นิวตันกล่าวว่า เวลานั้นคงที่เสมอทุกจุดในพิภพโลกและจักรวาล และเวลาถือเป็นหน่วยอ้างอิง แต่ไอน์สไตน์ค้นพบว่า แท้ที่จริงแล้วเวลาไม่คงที่สามารถที่ยืด – หดได้ ตามความเร็วของแสง (คงที่) แสงจึงถือได้ว่าเป็นหน่วยอ้างอิงของพิภพโลกและจักรวาลหาใช่เวลาไม่

         

วิวาทะระหว่างการยึดติดถือมั่นที่เป็นวัตถุ (อัตตา) กับมรรคที่จิตที่วิ่งไล่กวดกันผลัดกันแซงบ้าง – ตามบ้างในแต่ละช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางภาวะแวดล้อมทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ รวมถึงวิวัฒนาการทางด้านความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ แม้ว่าคาร์ล มาร์กซ์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ๆ จะค้นพบถึงความพิศวงและสร้างความฉงนงงงวยในเรื่องเหลือเชื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ ทฤษฎีสตริง หรือ Chaos Theory ที่ก้าวเข้าใกล้กับชายขอบของ “กฎไตรลักษณ์” ในพุทธศาสนา แต่ด้วยมายาคติทางด้านวัตถุนิยมครอบงำทางความคิดที่มิอาจสลัดให้หลุดพ้นไปได้ก็ยังเป็นตัวฉุดรั้งเหนี่ยวนำให้วิทยาศาสตร์เคลื่อนที่ออกจากวงโคจรดังกล่าวแทบทุกครั้ง จึงมีคำถามว่าแล้วอีกนานเท่าไรที่วิทยาศาสตร์จึงจะสามารถก้าวเข้าไปไขความลับสรรพสิ่งของพิภพโลกและจักรวาลได้อย่างถูกต้องตามจริงของธรรมชาติหรือว่าสิ่งเหล่านั้นไม่อาจจะเกิดขึ้นได้เลยตราบจนอายุขัยของพิภพโลกและจักรวาลนี้

 

       ในทัศนะของผู้เขียนมองว่า ที่ผลออกมาเช่นนั้น เกี่ยวเนื่องจากมีปัจจัยประกอบหลายอย่าง และที่สำคัญทฤษฎีของมาร์กซ์นั้น สัมผัสได้ในวิถีของการดำเนินชีวิตที่เกิดขึ้นจริงมากกว่าทฤษฎีของไอน์สไตน์ที่ต้องพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งผู้คนโดยส่วนใหญ่ในสังคมยากที่จะเข้าถึงและเข้าใจในทฤษฎีของเขา (ถึงแม้ว่าทฤษฎีของไอน์สไตน์จะมีคุณูปการในการเปิดโลกทัศน์แห่งจักรวาลก็ตามที)