ไปพบปลัดอำเภอที่ท่านมีหน้าที่ดูแลการทะเบียน

วันนี้ช่วงเช้าไปพบปลัดอำเภอที่ท่านมีหน้าที่ดูแลการทะเบียน(จริงๆแล้วปลัดท่านนี้ก็ดูแลเรื่องอื่นด้วยอย่างล่าสุดก็มีการเข้าไปดูแลข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่มีปัญหาโต้แย้งกันไปมา ทางราชการก็กล่าวหาว่าชาวบ้านบุกรุกป่า ทางชาวบ้านก็กล่าวหาว่าทางราชการรังแกชาวบ้าน ผลคือปลัดอำเภอต้องเข้าไปไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทอยู่เรื่อยๆ)เพื่อติดต่อประสานงานในการที่จะให้ชาวบ้านยื่นคำร้องพิสูจน์ความเป็นบิดาและบุตร สอบถามแนวปฏิบัติของอำเภอในเรื่องดังกล่าว

ปรากฎว่าปลัดอำเภอได้แนะนำให้หาพยานบุคคลมายืนยันความเป็นบิดาและบุตรเพิ่มด้วย  ตรงนี้เราเข้าใจว่าเป็นความต้องการของปลัดอำเภอที่ต้องการให้ข้อเท็จจริงมีความชัดเจนมากที่สุด(ทั้งที่มีหลักฐานการตรวจสารพันธุกรรมมายืนยันแล้ว?) แม้ว่าปลัดก็ดูมีแนวโน้มที่จะเชื่อหลักฐานการตรวจสารพันธุกรรม(DNA) ตามที่กล่าวอ้าง แต่ก็ยังยืนยันที่จะขอพยานบุคคลมายืนยันเพิ่มเติม

ด้วยเหตุนี้เอง จากข้อเท็จจริงตามที่พ่อของด.ญ.สอง(นามสมมติ)กล่าวอ้างนั้น (ข้อเท็จจริงในกรณีนี้สามารถดูได้ที่ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/495224) พบว่าด.ญ.สองไปเกิดอยู่ที่ฝั่งพม่า และกล่าวว่าไม่มีพยานที่เป็นคนไทยพยานที่สามารถยืนยันการเกิดของด.ญ.สองได้เลย

อย่างไรก็ตาม การที่ด.ญ.สองมีบิดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสแม้จะไม่ได้สัญชาติไทยตามบิดาเพราะว่าน้องเกิดในระหว่างที่พระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ใช้บังคับ กล่าวคือ ในช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ (ด.ญ.สองเกิดปี ๒๕๔๖) แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ได้วางหลักการได้สัญชาติโดยการเกิดของบุคคลซึ่งรับรองสิทธิของด.ญ.สองมากขึ้น กล่าวคือ ด.ญ.สองย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยผลของมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่๔)พ.ศ.๒๕๕๑ เพราะมีบิดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยแม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของด.ญ.สอง แต่ต้องพิสูจน์ความเป็นบิดาซึ่งมีสัญชาติไทย ตามกฎกระทรวงกำหนดวิธีการและค่าธรรมเนียมคำขอพิสูจน์ความเป็นบิดาซึ่งมีสัญชาติไทยโดยผู้เกิด พ.ศ.๒๕๕๓

 ส่วนกรณีของด.ญ.หนึ่งนั้นจากคำกล่าวอ้างของผู้เป็นพ่อ พบว่าเกิดในไทยและรับปากว่าจะไปหาพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือมาพูดคุยกันอีกครั้ง

ในส่วนของน้องซันเมี๊ยไมทา (ข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่าของบิดาน้องซันเมี๊ยไมทา สามารถดูได้ที่ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/495341) ยังคงต้องปรึกษากับอาจารย์ก่อนว่ามีประเด็นปัญหาที่น้องเกิดในศูนย์ผู้อพยพ ตรงนี้จะส่งผลอย่างไรหรือไม่