--เมื่อหลายวันก่อน ผมต้องใช้จักรยานเสือภูเขาคันเก่าแทนรถชีวภาพอยู่หลายวัน(หลังจากที่ห่างหายไปนาน) ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจนว่าตอนขับรถชีวภาพนั้นไปถึงที่ทำงานโดยไม่ค่อยมีเหงื่อ ท้ังที่ความรู้สึกถึงการออกแรงและความเหนื่อยนั้นดูเหมือนจะเท่าๆกัน ,ความเร็วการเดินทางก็พอๆกัน ในขณะที่รถชีวภาพนั้นมีน้ำหนักรถมากกว่าเสือภูเขาประมาณ4เท่า แต่รถชีวภาพใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยผ่อนแรง ดังนั้นผมจึงใช้แรงตัวเองประมาณเท่าๆกัน (จริงๆแล้วตอนขี่เสือภูเขายังรู้สึกว่าน่าจะเบากว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ) อากาศก็ไม่ได้ร้อนมาก แต่เมื่อไปถึงที่ทำงานกลับปรากฏว่าทุกวันที่ขี่เสือฯจะมีเหงื่อซึมทั่วตัว โดยเฉพาะที่เสื้อด้านหลังน้ันจะเปียกอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว และไม่ขึ้นกับอากาศว่าจะร้อนหรือไม่ร้อนด้วย (เมื่อก่อนใช้เสือฯเป็นบางวัน ก็เลยนึกเอาเองว่าจะมีเหงื่อเฉพาะวันที่อากาศร้อนครับ)
--จากการสังเกตุมาหลายวันผมคิดว่าเหตุผลคงจะเป็นเพราะว่าเวลาที่รถชีวภาพแล่นไปนั้นต้วเราได้พุ่งผ่านอากาศไปด้วยความเร็ว ทำให้เสมือนว่ามีพัดลมที่กำลังเป่าลมใส่เราอยู่ตลอดเวลาด้วยกำลังจากมอเตอร์นั่นเอง แต่จักรยานนั้นถึงแม้ว่าเราจะพุ่งผ่านอากาศไปแบบเดียวกันก็จริง ทว่ากำล้งลมทั้งหมดนั้นกลับได้มาจากแรงเราเองทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ว่าจักรยานจะมีน้ำหนักเบาเพียงใด หรือไม่ว่าเราจะขี่เร็วเท่าไรก็ตาม เราก็ยังต้องเผาผลาญพลังงานออกมาจากกล้ามเนื้อเราอยู่ดี และความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ก็จะมากกว่าที่ระบายออกไปจากต้วเราเสมอ
--ข้อสังเกตุนี้นำผมไปสู่แนวความคิดใหม่อันหนึ่ง คือว่ารถชีวภาพที่ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้านั้นมีข้อได้เปรียบกว่าจักรยานเสือภูเขาเพิ่มขึ้นมาอีกด้านหนึ่ง(นอกจากมีหลังคากันแดดกันฝนได้ และนั่งขับในท่านั่งที่สบายกว่า) จึงสามารถใช้งานในการเดินทางไปทำงานและทำกิจกรรมต่างๆได่อย่างกว้างขวางกว่า และนอกจากนี้ก็ยังได้ข้อคิดอีกว่าผมไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุเบาๆที่ราคาแพงๆอย่างพวกโครโมลีย์ หรือคาร์บอนไฟเบอร์ใดๆก็ได้ครับ ดังน้ันก็จะทำให้คนทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของรถชีวภาพได้ไม่ยากอีกด้วย (ผมกำลังสร้างรถชีวภาพต้นแบบคันที่4อยู่ครับ ยังคงใช้เหล็กธรรมดา แต่ออกแบบให้เบาขึ้น ความซับซ้อนของกลไกลดลง และค่าใช้จ่ายต่อคันที่น้อยลงด้วย -น่าจะเสร็จในเร็วๆนี้ครับ)
รอดูรถคันที่ 4 ครับ คุณหมอ