ปัญหาเทคโนโลยีการศึกษาของไทยและแนวทางแก้ไข
คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าแทบทุกบ้าน ทุกครอบครัวมีคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 เครื่อง สังคมได้เปลี่ยนแปลงไป จากอดีตที่มีการติดต่อสื่อสารกันด้วยระยะทางและเวลาที่ต้องอาศัยทั้งความอดทนและการมีวินัยในตนเอง เทคโนโลยีในปัจจุบันได้กาวไปอย่างรวดเร็ว แทบทุกประเทศในโลกได้รับผลกระทบนี้ จากสถิติการสำรวจการใช้เฟสบุ้คใน List of cities on Facebook พบว่ากรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทยเป็นเมืองที่ใช้เฟสบุ้คมากที่สุดในโลก อ้างอิงใน http://tech.mthai.com/application/16881.html สถิติดังกล่าวทำให้เราต้องกลับมาทบทวนว่าแท้จริงแล้วการใช้เทคโนโลยีของไทย ส่วนใหญ่ใช้เพื่อการใด แม้ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำแต่ผลทดสอบคะแนน O-Net ปี 2554 พบว่า คะแนนอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ ได้แก่
- ภาษาไทย 46.51%
- สังคมศึกษา 19.22%
- ภาษาอังกฤษ 14.99%
- วิทยาศาสตร์ 30.90%
- สุขศึกษา 62.86%
- ศิลปะ 32.62%
- การงานอาชีพฯ 43.69%
แม้ว่าวิชาสุขศึกษาจะได้คะแนนผ่านเกณฑ์แต่จากการนำข้อสอบบางส่วนมาวิเคราะห์โดยนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวร ศูนย์วิทยบริากรกรุงเทพมหานคร สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่นปี 2553 พบว่าข้อสอบบางส่วนดังกล่าวเป็นความจำ และนำไปใช้มากกว่าคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ จึงอาจกล่าวได้ว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการศึกษายังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร หรือมีบ้างแต่ในจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากรกว่า 65 ล้านคน
หากจะกล่าวถึงปัญหาเทคโนโลยีการศึกษาของไทยแล้ว อาจมาจากหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการขาดความรู้ ความเข้าใจในการใช้ การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ยังคงพบได้ในข่าวสารประจำวัน เช่น นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปวิดีโอตบตีกัน การด่าทอกันในโซเชียลมีเดีย หรือที่ร้ายยิ่งกว่าคือการค้าประเวณีผ่านสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นต้น
เทคโนโลยีนั้นเป็นเสมือนดาบสองคม มีทั้งด้านดีและไม่ดี หากแต่ประโยชน์จะเกิดขึ้นกับผู้ที่รู้จักเลือกเสพ เลือกใช้ เลือกให้เหมาะสมกับตน แต่การจะเลือกให้เหมาะสมนั้นจำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ครูจึงเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการชี้แนะแนวทางแก่นักเรียน ครูจึงต้องขวนขวายแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้รู้เท่าทันสื่อ เห็นทั้งประโยชน์และโทษ การรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับตน เหมาะสมกับงาน ประสิทธิภาพจึงจะเกิดขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดคือคุณธรรมจริยธรรมที่ต้องปลูกฝังให้กับเด็กๆ เพราะพวกเขาคืออนาคตของชาติ หากมีคุณธรรมจริยธรรมประจำตนแล้ว ไม่ว่าจะศึกษาเล่าเรียน หรือประกอบกิจการใดๆ ย่อมนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและความดีงามต่อส่วนรวม
สรุปก็คือการขาดคุณธรรมจริยธรรมทำให้เกิดปัญหาในการใช้เทคโนโลยี คุณธรรมอย่างไร กล่าวคือสำหรับผู้ผลิตเองต้องมีคุณธรรมในการผลิตสื่อเพื่อประโยชน์ของส่วรวมมิใช่เพื่อธุรกิจ มุ่งแต่ผลกำไร แต่ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ในส่วนของผู้บริโภคสื่อต้องมีคุณธรรมในการเลือกใช้ การเลือกใช้โดยรู้จักประมาณตน ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ตกเป็นเหยือของวัตถุนิยม บริโภคนิยม หากยึดหลักความพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ หลายครั้งเราไม่อาจต่อต้านกระแสสังคมที่ต้องการกำไรมากกว่าความถูกต้อง แต่หากเยาวชนของชาติได้รับการปลูกฝังด้วยคุณธรรมจริยธรรม ย่อมเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีของสังคม ขอสรุปด้วยบทความของ Sir Michael Barber ที่บอกแนวทางการศึกษาในอนาคตว่าต้องมีคุณธรรมจริยธรรมกำกับคือ
- EK (Ethical Knowledge) ความรู้ที่มีคุณธรรม
- ECT (Ethical Creative Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ที่มีคุณธรรม
- EL (Ethical Leadership) ภาวะผู้นำที่มีคุณธรรม
- EO (Ethical Occupation) ต้องเลี้ยงชีพอย่างมีคุณธรรม
ต้องรีบช่วยกัน....วางแนวทางแก้ไข...ลงมือทำนะคะ
ขอบคุณบทความดีดีนี้นะคะ
ขอบคุณมากๆ ค่ะสำหรับกำลังใจที่ให้กัน หากเราทุกคนช่วยกัน ประเทศไทยเราจะก้าวไปในทางที่ดีค่ะ
ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังใจนะคะ