ทุกวันจะมีคนนำพระเก๊ หรืออย่างมากก็พระใหม่ๆ มาให้ผมช่วยดูให้ ว่าแท้หรือไม่
ผมก็ไม่ทราบจะตอบได้อย่างไร เพราะผมจะดูพระตามหลักการเท่านั้น ว่า
- เก่า หรือใหม่
- มีอะไรผิดปกติในขั้นตอนการพัฒนาการหรือไม่เท่านั้น
จากการดูลำดับขั้นและจำนวนขั้นการพัฒนาของเนื้อและผิวพระ
ที่ถ้าเป็น
- พระเนื้อดิน ก็เป็นการกร่อนของผิว ความลึกและความหลากหลายของการกร่อน
- ที่ขึ้นอยู่กับความแกร่งตั้งต้น ถ้าแกร่งมากจะผุช้า
- สภาพของกรุ หรือการเก็บรักษา
- สภาพการใช้ที่ผ่านมา
- พระเนื้อชิน หรือโลหะ ก็ดูชั้นการเกิดสนิม และการกร่อนจากการกัดของสนิม
- ที่ขึ้นอยู่กับชนิดโลหะ ที่ต้องอ่านเนื้อโลหะให้ออกเสียก่อนดูเนื้อพระจริงๆ
- สภาพแวดล้อมของกรุ และ
- การดูแลรักษาที่ผ่านมา
- พระเนื้อผง ก็ดูชั้นการเกิดของผิว และการพอกของผิว
- ที่เกิดจากเนื้อปูนดิบ และมีปูนสุกผสมปนเปมาด้วย
- สภาพความแปรปรวนของความชื้นมากน้อย
- สภาพแวดล้อมของการเก็บรักษา
- การดูแลรักษา และการใช้พระ
ที่ทำให้พอจะคาดคะเนคร่าวๆ ถ้ามีตัวอย่างมากพอ ทั้งในเชิงจำนวน และประเภทของเนื้อ
ถ้าเป็นพระอายุเดียว ทำครั้งเดียว ก็อาจบอกได้ว่าเก่าถึงยุคหรือไม่ โดยดูว่า เมื่อมีลำดับชั้นต่างๆมาก และหรือครบ ก็ถือว่าถีงอายุ เช่นในกรณีของเนื้อดิน และเนื้อชิน
แต่สำหรับเนื้อตะกั่วสนิมแดงนั้น จะมีชั้นหลากหลายพอจะประเมินได้มากกว่าเนื้อชินอื่นๆ คือ
- สนิมผด
- สนิมไข
- สนิมคลื่น
- สนิมคลุม
- สนิมใยแมงมุม
- และสนิมคลุมใยแมงมุม วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ที่จะทำให้มีความหลากหลายชั้นของผิวที่จะสังเกตได้ง่ายกว่าเนื้อชินอื่นๆ
สำหรับพระเนื้อผงที่ดูยากที่สุดนั้น กลับมีการสร้างพระเนื้อปูนดิบแบบเดียวกันหลายอายุ หลายสมัย
ที่ทำให้เห็นพัฒนาการชัดเจน ที่อาจแบ่งแยกเป็นขั้นละ 20 ปี ได้ ดังนี้
- การเกิดนวลปูนจากการละลายของปูนสุก ที่ละลายน้ำง่ายที่สุด ออกมาปกคลุมผิว
- การเกิดผิวปูนดิบบางๆที่ผิว
- การเกิดผิวปูนหนาจนแตกระแหง และเริ่มมีน้ำมันตังอิ้วซึมออกมาตามรอยแยก
- เริ่มมีผิวปูนดิบงอกทับผิวเคลือบชั้นที่ 1 เป็นริ้วคลื่นบางๆ ทับซ้อนบนชั้นเนื้อปูนดิบแรก
- คลื่นปูนดิบมีความหนาและริ้วชัดเจน นำมันตังอิ้วเริ่มออกมาที่ผิวมากขึ้น มีเส้นทางการไหลชัดเจน
- มีชั้นผิวปูนดิบชั้นที่ 4 มีจุดการไหล และต่างอายุมากขึ้น
- มีชั้นปูนดิบชั้นที่ 5 หรือ 6 มีความหลากหลายของการงอก น้ำมันตังอิ้วซึมได้ไกลมากขึ้น
ดังนั้น ในการประเมินพระแท้ ต้องเน้นการดูที่ลำดับการพัฒนาการของผิวและเนื้อดังกล่าวข้างต้น
ถ้ายังไม่มีพัฒนาการดังกล่าว ก็ถือเป็นพระใหม่มาก ถ้ามีบ้างก็เริ่มเก่า
ถ้าไม่มีขั้นการพัฒนาการแบบพระใหม่ ก็เป็นพระเก๊เท่านั้นเองครับ
ความใหม่ ก็ดูผิวใหม่ๆจริงๆ ที่กำลังพัฒนาการ เห็น ร่องรอยใหม่ๆ แต่มวลสารถูกต้อง
ที่ย่อมแตกต่างจากความเก๊ ที่ส่วนใหญ่ มีความจงใจในการแต่งผิว แต่งเนื้อปลอมๆแบบสำเร็จรูปไว้แทน
(ถ้าไม่ทำ ก็รู้ทันทีว่าเก๊ เพราะเนื้อและมวลสารไม่ถูกต้องอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องทำผิวปลอมปิดบังเอาไว้ พรางตา)
ที่เป็นสัญญลักษณ์ของ "พระเก๊" เช่น
- สีโปะแทนสนิมแดงแบบผิวคลุม โดยไม่มีชั้นรองรับด้านใน
- ทำสีสนิมสีดำ แต่ไม่มีพรายเงิน หรือเกล็ดกระดี่ที่ผิวในพระเนื้อเงิน
- ทำเนื้อแตกปริ แต่ไม่มีสนิมต้นเหตุของการแตกปริ ในกลุ่มชินเงิน
- ทำสนิมหยกของสำริด แต่ไม่มีชั้นสนิมดำของเงิน และสนิมน้ำหมากของทองคำ
- ทำเนื้อเขียวคลุมไข แต่ไม่มีสนิมไข่แมงดาในเนื้อ สำหรับชินเขียว
- ทำคราบน้ำมันตังอิ้วคลุมโดยไม่มีเส้นทางการแพร่กระจาย และที่มาของน้ำมันตังอิ้ว ในพระเนื้อผง
- ทำคราบแป้ง แต่ไม่มีเส้นทางการไหลของน้ำแป้งปูนสุก ในพระเนื้อผง
- ทำคราบน้ำว่านเคลือบโดยไม่มีเส้นทางการไหลของน้ำว่านในพระเนื้อว่านเช่น พระผงสุพรรณ และหลวงปู่ทวด
- ฯลฯ
ซึ่งถ้ามี ตีเก๊ไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยครับ
ถ้าไม่มี ลักษณะเกิดเป็นขั้นตอน ก็อาจแยกเป็นพระใหม่ พระเก่าตามอายุเนื้อ
แล้วจึงไปดูพิมพ์อีกที ถ้าใช่ ก็ถือว่าเสร็จกระบวนการคัดแยกพระ
อาจารย์ครับ ขอถามเกี่ยวกับ เนื้อตะกั่วสนิมแดง ครับ
1 ที่เป็นเม็ดเล็ก ๆ สีออกส้มๆ เขาเรียกว่า อะไรครับ
2 เม็ดออกสีเขียว แต่บางจุดเหมือนเป็นไขแต่ออกสีเขียว เป็นก้อนเล็กๆ มีในตะกั่วสนิมแดงไหมครับ
เรียกอะไรก็ได้ แต่ผมเรียกสนิมผด หรือ หนังปลากระเบน
สนิมแดงไม่มีเขียว มีแต่ขาว (ไข) ม่วง (ลูกหว้า) และดำครับ