คนในหน่วยงานไม่ต้องการจะรู้ กลัวว่ารู้แล้วต้องกลับไปทำ มีทัศนคติในทำนองที่ว่าไม่รู้ดีกว่าจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ

            ในการสัมมนา KM ที่ระยองเมื่อวานนี้ ตอนที่ผมชวนคุยเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  (ลปรร.) ในหน่วยงาน มีท่านหนึ่งเปิดประเด็นขึ้นมาว่า . . . “ถ้าเราพร้อมที่จะให้ คือเรามีใจพร้อมที่จะแบ่งปันความรู้เรื่องการทำงานให้กับคนในหน่วยงาน แต่ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจจะมารับการถ่ายทอด พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ต้องการจะรู้ กลัวว่ารู้แล้วต้องกลับไปทำ มีทัศนคติที่ว่าไม่รู้ดีกว่าจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ ในกรณีเช่นนี้ควรทำอย่างไรดี?”

 

            นี่เป็นคำถามที่หากจะตอบแบบรวบรัดที่สุดก็ตอบได้ทันทีว่า การแชร์ครั้งนี้ไม่มีผลอะไร เหมือนกับให้อะไรกับคนที่เขาไม่อยากได้ไม่อยากรับ ให้ไปแล้วเขาก็วางกองอยู่ตรงนั้น ก็เท่ากับว่าการจัดวง ลปรร. ครั้งนี้เสียเวลาฟรี ทำไปก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร แต่ถ้าจะมองให้รอบด้านอีกสักนิดจะพบว่าปัญหานี้มองได้หลายมุมมาก เท่าที่ผมเห็นถ้าเป็นประเด็นเชิงระบบก็อาจจะมาจากเรื่องบทบาทความรับผิดชอบ  (ในงาน) ที่ไม่ชัดเจน หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบการประเมินผลงานที่ไม่เป็นธรรม เพราะฟังดูแล้วรู้สึกเหมือนว่าจะทำหรือไม่ทำก็ได้ คงไม่มีผลต่อเงินเดือนอะไรทำนองนั้น

 

            แต่ถ้าหันกลับมามองอีกด้านหนึ่ง หันมาสนใจที่ตัวคน ก็จะพบว่าสิ่งที่เป็นปัญหาก็คือเรื่องความใฝ่รู้ใฝ่พัฒนาในตัวผู้รับ หรือหากจะมองในมุมกลับ หันมามองทางฝั่งผู้ให้บ้างก็จะพบว่า “ท่าที บุคคลิก หรือความน่าเชื่อถือ” ของผู้ให้ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญเช่นกัน หากผู้รับรู้อยู่แก่ใจว่าผู้ให้ทำไปเพื่อเอาหน้า หรือว่าผู้ให้วางตัวสูงส่งเกินไป หรือเป็นคนที่พูดกับทำ (พฤติกรรม) ไม่ตรงกัน เป็นผู้ที่ผู้รับไม่ไว้วางใจ ถ้าเช่นนั้นจะไปโทษฝ่ายรับอย่างเดียวก็ไม่ได้ สรุปว่าคำถามที่ฟังดูง่ายๆ เช่นนี้แท้จริงแล้วมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมาย ไม่สามารถจะให้ “คำตอบที่ตายตัว” ได้เป็น “คำตอบสุดท้าย” หรอกครับ