ช่วงบรรยายพิเศษในภาคเช้าของ Prof. Vicharn Panich ท่านพูดเรื่องการเรียนรู้ของมนุษย์ และพื้นที่แห่งการคิด ซึ่งสำหรับข้าพเจ้าแล้ว เป็นบรรยายที่ฟังแล้วมีความสุขและเปี่ยมไปด้วยคุณค่าอย่างยิ่ง

ขณะที่บรรยาย...ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีใครทราบว่า อาจารย์ควรจะพัก มีแพทย์มาคอยติดตามใกล้ชิดอยู่ใกล้เวที

อาจารย์คือ ครูผู้เสียสละให้ดูให้เห็น เป็นตัวอย่าง...

"ทุกข์ของตัวเองเก็บไว้ ทุกข์ของคนอื่นนั้นยิ่งใหญ่"

อาจารย์มาช่วยคลายทุกข์ด้วยการให้ผู้คนได้เกิดปัญญา ... ใบหน้า ท่าทาง แม้แต่การพูดทุกอย่างดูเป็นปกติ ข้าพเจ้าตั้งใจฟังอาจารย์ด้วยความซาบซึ้ง ซึ่งภายใต้คำพูดของท่านมีความหมายอย่างมากมาย ต่อชีวิตและการเติบโตด้านในของผู้คน 

โมเดลแห่งการเรียนรู้ที่อาจารย์พูดถึง...คือ ขยายพื้นที่แห่งการคิด

ขณะที่ฟังข้าพเจ้าคิดต่อไปอีกว่า

หากเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่นำไปสู่การตื่นรู้และเบิกบาน ควรเป็นพื้นที่แห่งการคิดที่โน้มเอียงไปทางด้านบวก

อันเป็นด้านที่นำพาผู้คนให้ห่างไกลจากกิเลสและเป็นธรรมมากขึ้น

การที่จะก้าวไปสู่พื้นที่แห่งการคิดด้านบวกนั้น ต้องเป็นกระบวนการที่กระตุ้นหรือเร้าให้ใช้กระบวนการทางปัญญาที่เป็นระบบ เป็นเหตุและเป็นผล

"มันมีสิ่งนี้...มันจึงมีสิ่งนี้"...

การเรียนรู้ หากเราไม่กำหนดทิศทางว่าให้เป็นการเรียนรู้ในทิศทางใด โอกาสที่จะโน้มเอียงมาทางด้านลบ(ด้านเร้ากิเลส)จะเกิดด้านง่ายกว่า เพราะการเรียนรู้ด้านบวกต้องอาศัยความพากเพียรและฝึกฝน

ความอดทน...

จะทำให้กระบวนการเรียนรู้...เกิดเป็นปัญญา

R2R เป็นกระบวนการบ่มเพาะและฝึกฝนให้เราได้ฝึกการใช้ทักษะทางการคิดที่เป็นเหตุและเป็นผล (ภายใต้กฏอิทัปปจยตา) มากกว่าการเดาและใช้อารมณ์ความรู้สึกด้านลบ

ดังนั้นหากเรา...เพียรที่จะฝึกฝนตนเอง ให้มีกระบวนการที่น้อมนำไปสู่ด้านบวก พลังด้านบวก(ธรรมะ)ก็จะเพิ่มพูนและงอกเงยเกื้อกูลกันและกัน...ถักทอเป็นสายใยแห่งเครือข่าย

หากเราไม่ฝึกฝน...R2R สภาวะแห่งการเรียนรู้จะนำเราไปด้านลบได้ง่าย...ดั่งที่เห็นในสังคมโลกอย่างทุกวันนี้

...

๑๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕

R2R => นำไปสู่การคิดที่เป็นเหตุและเป็นผล..."อิทัปปจยตา"