เมื่อถึงปี 2020 เราก็จะจัดการศึกษา ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อเป้าหมายสุดท้ายคือ ผู้คนทำมาหากินได้ พึ่งตนเองได้ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ เป็นผู้ให้ผู้อื่นพึ่งได้ อย่างมีความสุข และเริ่มดับทุกข์ได้ ต่อไป

การศึกษาศึกษากำลังดำเนินอยู่ และกำลังดำเนินไป การศึกษาในปี 2020 เป็นอย่างไร

หากมองในเรื่อง เป้าหมาย ปัจจัย และกระบวนการ ของการจัดการศึกษาเมื่อถึงเวลานั้นก็น่าจะเป็นอย่างนี้

เป้าหมายของการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นเป้าหมายสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นวันนี้ หรือ อีก 8 ปีข้างหน้า  ก็คือ ผู้คนทำมาหากินได้ พึ่งตนเองได้ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ เป็นผู้ให้ผู้อื่นพึ่งได้ อย่างมีความสุข มุ่งสู่การดับทุกข์ได้ด้วย  ไม่เป็น  ".....การศึกษาหมาหางด้วน มันรู้มาก รู้มาก รู้มาก แต่เรื่องหนังสือกับวิชาชีพ, แต่ไม่มีความรู้เสียเลยว่าจะดับทุกข์ในจิตใจกันอย่างไร ฉะนั้นการศึกษาทั่วโลกเวลานี้เป็นการศึกษาหมาหางด้วน เพราะไม่ประกอบไปด้วยวิชชาที่ดับทุกข์ได้, มีแต่วิชชาที่จะทำอะไรเพื่อปากเพื่อท้องเพื่ออาชีพ....." ตามที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ (http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=16426)  นั่นคือการศึกษาทั้งเพื่ออาชีพ และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  และไม่ทุกข์ด้วย ซึ่งก็ได้พยายามกันแล้ว แต่จะมุ่งสู่การดับทุกข์ ดูเหมือนจะยังห่างไกล  รวมทั้งการจัดให้มี โกทูโน นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้คนมีความรู้ และอยู่ร่วมกันได้  ทำอะไรที่ทำได้ก็ทำไปเถิด แต่ขอให้ลงท้ายแล้วก็ต้องทำมาหากินได้ อยู่ได้อย่างมีความสุขเป็นสำคัญไปก่อน ให้เวลาอีก 8 ปี  ก่อนที่จะเริ่มนับเวลาช่วยกันต่อหางหมาให้ได้ ให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ได้เรียนวิชาดับทุกข์ไปด้วย

อย่างไรก็ดี ก็ใช่ว่าการศึกษาจะเป็นสิ่งที่ถูกจัดให้เสมอไป  การศึกษาศึกษาก็ทำได้ด้วยตนเองตามอัธยาศัย   รวมทั้งต่อหางหมาที่ท่านพุทธทาสว่าไว้ด้วยตนเอง

ในการที่การศึกษากำลังดำเนินอยู่และดำเนินไปนี้ จึงต้องดูว่าใน ประเทศของเรานี้ ในโลกนี้ มีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้างแล้ว และจะน่าจะมีอะไรที่จะเปลี่ยนไปอีก เมื่อถึงปี 2020 เราก็จะจัดการศึกษา ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อเป้าหมายสุดท้ายคือ  ผู้คนทำมาหากินได้ พึ่งตนเองได้ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ เป็นผู้ให้ผู้อื่นพึ่งได้ อย่างมีความสุข และเริ่มดับทุกข์ได้ ต่อไป


ความเปลี่ยนแปลงที่เห็น ๆ กันอยู่ทุกวันนี้มีอะไรบ้าง

ความเปลี่ยนแปลงทางร้าย

- หายนะจากภัยธรรมชาติ

+ยาเสพติด

+วิกฤติการเมือง

+ขี้โกง

+การพนัน

+การใช้คราบพุทธศาสนิกชน กระทำความชั่ว

ฯลฯ

ความเปลี่ยนแปลงทางดี ที่อาจมีทางร้ายเข้ามาปนเปื้อนด้วย

หากไม่รู้เท่าทัน

- อาเซียน

- ICT

- วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี อื่นๆ

ฯลฯ

ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย จะไม่ระคายเคืองคนที่อยู่ในครัวเรือนไทยทั้งหมด

20 เปอร์เซ็นต์ ที่มีรายได้เดือนละ 63,011 บาท แต่สำหรับคนที่อยู่ในครัวเรือนอีก 80 เปอ์เซ็นต์ ที่มีรายได้ เดือนละ 5,141 บาท จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

(จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี2554 ของสำนักงานสถิติแห่งบชาติ http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/citizen/news/news_income.jsp)

พบว่า เมื่อจัดครัวเรือนที่มีรายได้ออกเป็น 5 กลุ่ม ครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้สูงที่สุด ซึ่งมีอยู่เพียงร้อยละ 20 ของครัวเรือนไทยทั้งหมดมีรายได้ประจำ เฉลี่ยเดือนละประมาณ 63,011บาท ส่วนครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้ตำสุด จะมีรายได้ประจำเฉลี่ยเดือนละ 5,141 บาท)

ทำอย่างไรให้ครัวเรือนไทย 80 เปอร์เซ็นต์ อยู่ได้ ทำมาหากินได้ มีรายได้เพิ่มขึ้น พึ่งตนเองได้ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขด้วย หากไม่ช่วย ก็อย่าได้นึกว่าจะได้สุขตลอดไป เพราะคนที่ไม่สุขนั่นละที่จะกลับมาทำลายเอา ไม่ตัวเอง ก็ญาติพี่น้องเข้าสักวัน จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับคนกลุ่มนี้ และคนที่เป็นผู้นำระดับประเทศ ที่จะต้องเข้ามาจัดการศึกษา ที่จะนำพาทุกครัวไทย และคนไทยทุกคนเดินหน้าต่อไปได้ แล้วจะทำอย่างไรด้วยการให้การศึกษา


แนวคิดการนำพาคนทั้งประเทศไปด้วยการศึกษา ในอีก 8 ปี ข้างหน้า


1. ปัจจัยพื้นฐานของชีวิต อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่มห่ม ยารักษาโรค เครื่องอำนวยสะดวกพื้นฐาน ตู้เย็น พัดลม ทีวี พาหนะในการเดินทาง รัฐต้องจัดการให้คนต้องมี ทั้งด้วยการให้การศึกษาเพื่อให้หาเองได้ และให้บริการเสียเอง

อาหารเรื่องใหญ่ รัฐต้องจัดการให้คนมีที่ดิน มีน้ำ ไว้ทำมาหากินได้ พร้อมกับให้การศึกษาในเรื่องการใช้น้ำ ใช้ดิน มาทำมาหากิน กับทุกคน เกิดวิกฤติเมื่อไร เอาความรู้มาใช้ช่วยตนเองได้ วิชาการทำมาหากินด้วยดินและน้ำ จึงต้องเป็นวิชาบังคับเรียน ในระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษาปริญญาตรี

รัฐ สถาบันการศึกษาทุกระดับ ต้องทบทวนวิชาบังคับในการจบหลักสูตร จบแล้วไปทำอะไรตามวิชาที่เรียนมาไม่ได้ ก็ยังสามารถเอาวิชาทำมาหากินที่ต้องใช้ดินน้ำได้ พูดง่าย ๆ ก็คือวิชาการเกษตรต้นตอที่มาของอาหาร หากรัฐไม่มีปัญญาออกกฎหมายให้กระจายที่ดินไปให้ประชาชนเป็นเจ้าของ หรือทำกินได้ ก็ขอเช่าจากชาวนาสัก1 ไร่ก็ช่วยให้มีกินได้

2.ปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติ ก็คือ ภัยจากธรรมชาติ ที่จะไปแก้สาเหตุยาก แต่ถ้าหากสร้างช่วยกันสร้างความตระหนัก และลงมือปฏิบัติเพื่อลดภาวะโลกร้อน ก็จะช่วยได้ ทั้งผ่านการจัดการศึกษาทุกระดับตั้งแแต่ระดับประถม มัธยม ไปจนถึงปริญญาตรี

นอกจากนั้น ก็มีการจัดการเรียนการสอน ฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัว เอาตัวรอดจากภัยพิบัติจากธรรมชาติทุกชนิด ก็จัดการศึกษานี้ ก็ต้องจัดให้ทุกระดับเช่นกัน

3.ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอีก 8 ปี ข้างหน้า น่าจะหยุดแล้ว แต่เชื่อว่า ต้องมารูปแบบใหม่ ๆ เพราะเรามีฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลอยู่ร่ำไป ซึ่งก็ใช่ว่าจะไม่ดี ความขัดแย้ง ที่มีแต่ไม่ตีกันตายก็เป็นธรรมดา เหมือนกับยังหาอนุภาคพระเจ้ายังไม่เจอว่าจะทำอย่างไรขัดแย้งได้ แต่ต้องไม่ฆ่าฟันกัน แล้วจะทำอย่างไร ใน 8 ปีข้างหน้า ขอเสนอว่า ต้องมีองค์กรอิสระด้านส่งเสริมประชาธิปไตยไร้โกง ที่ประกอบด้วย          นักกฎหมาย และนักวิทยาศาสตร์ ที่ร่วมกันคิดหาวิธีการพิสูจน์ว่า ใครโกงใครไม่โกง ที่ผู้คนเชื่อถือได้ว่าไม่ลำเอียง เรียกว่าทำการเมืองให้ไร้โกงให้ได้ ใน 8 ปีข้างหน้า พร้อมกันไปกับการให้การศึกษาและส่งเสริมประชาธิปไตยในสถานศึกษา สถาบันการศึกษาในทุกระดับ ตามรูปแบบประชาธิปไตยไร้โกงที่องค์กรอิสระที่กล่าวไว้คิดขึ้น


4.การปราบโกงโดยทั่วไป ทราบจากหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ปปช. มีศนย์บริหารประจำจังหวัออยู่แล้ว 7 แห่ง จะตั้งเพิ่มใหครับ 30 แห่ง ในเร็ว ๆ นี้ ถ้าจะให้ดีต้องครบ ทุกจังหวัดภายในสองสามปีข้างหน้า พร้อมมีหน้าร่วมมือกับสถาบันการศึกษา สอนไม่ให้เยาวชนโกง 8 ปีข้าหน้า มียุทธศาสตร์ล่อจับโกง ในทำนองล่อจับยาเสพติด ใครชี้เบาะแสการโกงได้ มีรางวัล ใครสามารถจับโกงได้ด้วยหลักฐานที่ครบครัน มีรางวัลให้อีก การปราบโกงนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการสอนในโรงเรียน และสถาบันการศึกษาให้ตระหนักว่าโกงเมื่อไร ถูกจับได้แน่นอน แล้วชีวิตจะทุกข์ไปตลอดกาล หากไม่โกงก็จะสุขไปตลอดกาลได้ด้วยขยันในการทำงาน ทำมาหากินที่สุจริต สำหรับสถาบันการศึกษา การผ่านรายวิชานี้ได้ อาจจะต้องให้เอาผลงานจับโกงได้ มาเปลี่ยนเป็นคะแนนการผ่านรายวิชา

5. การใช้คราบพุทธศาสนานิกชน กระทำความชั่ว  นับวันจะรุนแรง มีข่าวให้ได้ยินได้ฟังแทบทุกวัน จะป้องกันได้ ก็ต้องอาศัยการศึกษาส่วนหนึ่ง  ที่สอนให้ถึงแก่นแท้ของหลักธรรม  ที่ทำกันโดยทั่ว ๆ ไป ดูเหมือนจะเน้นไปที่พิธีกรรมเสียมากกว่า  พวกชั่วช้าที่เอาศาสนามากระทำให้ป่นปี้ ก็คงยังไม่หมด  แต่ทว่า หากคนส่วนใหญ่ เข้าใจศาสนาจริง ก็จะยิ่งเอาไปปราบคนเหล่านั้นได้  จึงต้องให้การศึกษาในเรื่องแก่นแท้ของศาสนาตั้งแต่วันนี้ แล้วต่ออีกในอีก 8 ปี ข้างหน้า ต่อหางให้หมาการศึกษาให้หายด้วย

6.ความเป็นพลเมืองอาเซียน พลเมืองโลก อีก 8 ปีข้างหน้าจะต้องเข้มข้นขึ้น การไปมาหาสู่ มากขึ้น การเคลื่อนย้ายแรงงานมีมากขึ้น การทำมาค้าขายมีมากขึ้น เราจะมีทั้งได้เปรียบและเสียเปรียบ โอกาสเสียเปรียบมีสูง หากเราไม่มีสินค้าไปขายให้เขา สินค้าที่เราทำได้ และเป็นจุดเด่นของเราคือ สินค้าทางการเกษตร ด้วยภูมิประเทศของเราเอื้อ แต่เราจะทำได้แปรรูปเป็นสินค้าออกได้มากน้อยเพียงใด หากทำไม่ได้ เกษตรกรเราสลาย แล้วเราจะเอาอะไรไปค้าขายกับเขา การเกษตรสำคัญ แต่ทุกวันนี้ การสอนการเกษตร ในโรงเรียนประถมโดยทั่วไปไม่แตกต่างอะไรกับการสอนเมื่อสมัย 50 ปีที่ผ่านมา จนเรากลายเป็นล้าหลังทางเกษตร ดังที่เห็นได้จากสิเกษตรจากจีน ส่งเข้ามาขายจนผลผลิตทางการเกษตรแทบครึ่งต่อครึ่งที่ขายกันในห้างสรรพสินค้า

การจัดการศึกษาเกี่ยวกับการเกษตรใน 8 ปีข้างหน้า ถ้าสินค้าเกษตรไทยแย่กว่าจีน หน่วยงานทางการเกษตร ต้องปรับปรุงอีก และต้องยกเครื่องการจัดการศึกษาทางการเกษตรทั้งในโรงเรียน ประถม มัธยม และสถาบันทางการศึกษาทางการเกษตร


ความเป็นพลเมืองอาเซียน พลเมืองโลกยู่ตรงไหน ถ้าไม่ใช่

-ไปมาหาสู่กันได้ ไป เที่ยว เยี่ยมเยียน

-ไปทำงานได้ ดูงานได้ เรียนต่อได้

-ไปทำการใด ก็เป็นไปด้วยความราบรื่น


จะเป็นได้ ต้องเข้าใจ และรู้เรื่องอะไรบ้าง

- การขึ้นลงเครื่องบิน

- วิธีการเข้าออกประเทศของเขา

- ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ

- ภาษา ศาสนา อาหาร ประเพณี วัฒนธรรม

- ความรู้ความใจในเรื่องราวที่จะไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ในประเทศของเขาที่เราต้องรู้จริงๆ


เราจะทำอะไรกันบ้างในทางการศึกษา ในอีก 8 ปีข้างหน้า

สถาบันการศึกษาประถม มัธยม อุดมศึกษา ต้องพาครูอาจารย์ นักเรียนไปแวะเวียนกับโรงเรียน สถาบันการศึกษา ที่เป็นคู่การจัดการเรียนรู้กันให้ได้อย่างน้อยปีละครั้งที่เป็นแบบพบหน้ากัน และทุก ๆ วัน ผ่านอินเตอร์เน็ต (แล้วจะนำเอากรณีตัวอย่างเล็ก ๆ ที่โรงเรียนโดยทั่วไปก็สามรถทำได้ มาให้ดูว่าที่เชียงใหม่ โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ และโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยเขาทำอย่างไร)

6.เรื่องวิทยาศาตร์ เทคโนโลยี ในเรื่องนี้ อนุภาคระเจ้า หากรออีก 8 ปี ก็สายไปแล้วประเทศไทยโดยทั่วไป ในเรื่องวิทยาศาสตร์ อยู่ในภาวะ การเอา "กระไดไปล่อ" ผี อ่านตรงนี้ และจะรู่ว่าเป็นอย่างไร  http://www.gotoknow.org/blogs/posts/492882

การที่จะให้เข้าใจ สนใจ ในเรื่อง เรื่องอนุภาคพระเจ้า น่าจะยังอีกนาน หากการศึกษา

คนในวงการศึกษาไม่สนใจ แล้วใครจะสนใจ นักวิทยาศาสตร์ นั้นต้องเข้าใจว่า เขาจะไม่มาแลกเปลี่ยนไปแลกเปลี่ยนมาให้เสียเวลาของเขา เราต้องเข้าใจ แต่กระทรวงวิทยาศาสตร์ซิ ทำอะไรบ้าง ก็ให้เขาว่าของเขาไป แต่ กระทรวงศึกษาไทย โรงเรียน สถาบันการศึกษา ได้ทำอะไรกันบ้าง อย่างน้อย ก็ตั้งแต่ระดับมัธยมขึ้นไป

โรงเรียน ทำอะไรได้บ้าง

-บอร์ดนิทรรศการ

-เสียงตามสาย

-ครูพูดถึงในห้องเรียน

-ครูวิทยาศาสตร์ พูดถึง ทบทวนทฤษฎี ที่เกี่ยวข้อง

ฯลฯ


สถาบันการศึกษาที่สูงกว่ามัธยม ทำอะไรได้บ้าง

- โครงงานนักศึกษาในเรื่องเล็ก ที่เกี่ยวข้อง

- การวิจัยในเรื่องเล็ก ที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้

   ที่จะช่วยให้เกิดประโยชน์

ฯลฯ


อีก 8 ปี ข้างหน้า ต้องการรู้ว่าทำไม ประเทศไทย ไม่สนใจในเรื่อง อนุภาคพระเจ้า ก็ต้องถามหาว่า ในสมัยนั้นเป็นรัฐบาลของใคร ใครเป็นนายก  รมต.วิทยาศาสตร์ รมต. ศึกษา เลขา สพฐ. แล้วก็เดินหน้าต่อไป ทั้งวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ที่ชาวบ้านไม่ต้องเอา กระได ไปล่อผี และวิทยาศาสตร์ ร่วมสมัย ที่ทั่วโลกกำลำลังทำความเข้าใจเพื่อนำมาใช้ ในการสร้างประโยชน์ หรือ โทษ

อนุภาคพระเจ้าถ้ายังไม่ค่อยเข้าใจ ลองอ่านใน http://www.gotoknow.org/blogs/posts/493962