วิชาสร้างความสุขไม่ได้มีวิชาเดียว     หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งว่าประตูสู่ความสุขไม่ได้มีประตูเดียว      แต่ละคนน่าจะมีจริต ความชอบ หรือนิสัยที่เหมาะต่อการสร้างความสุขในแนวทางที่ไม่เหมือนกัน

          ความสุขในที่นี้ผมหมายถึงความสุขแบบยั่งยืน     เป็นความสุขเย็น    ไม่ใช่ความสุขชั่วแล่น หรือความสุขร้อน

         ความสุขแบบนี้ ถ้าเราสร้างเป็น หรือมีทักษะ ก็จะเป็น "ความสุขแบบพอเพียง" คือไม่ต้องลงทุนสูง      ไม่ต้องใช้เงิน หรือใช้ก็ไม่ต้องใช้เงินมาก   

        ประตูสู่ความสุขประตูที่ดีที่สุดคือประตู "การทำงาน" ครับ    นี่เป็นความเห็นของผม ซึ่งคงจะมีคนไม่เห็นด้วย     เพราะผมเคยได้ยินครูคนหนึ่งพูดกับเพื่อนในการประชุมปฏิบัติการ KM     ว่าอย่าพูดเรื่องงาน มันปวดหัว     ครูท่านนี้น่าสงสารนะครับ    ที่ไม่มีทักษะในการหาความสุขจากการทำงาน     หรือเป็นคนที่ทุกข์ทรมานจากการทำงาน

        คำแนะนำแรกในการสร้างความสุขจากการทำงาน คือ ต้องหาความหมายหรือคุณค่าของงานนั้นให้พบ    ว่าคุณค่าที่สูงส่งของงานนั้นคืออะไร     เกิดผลดีต่อใคร    ถ้าเราทำงานนั้นเพราะมันมีผลสูงส่งต่อผู้อื่น ต่อหน่วยงาน หรือต่อชุมชน สังคมส่วนรวม     ความสุขใจจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ     แต่ถ้าเรามุ่งทำงานเพียงเพื่อตัวเราเอง หัวใจเราจะเหือดแห้ง     เวลามีปัญหาอุปสรรคก็จะท้อแท้ง่าย      เวลามองประเด็นต่างกับเพื่อนร่วมงานเราก็จะทะเลาะกับเขาง่าย     เพราะจิตของเราเป็นจิตแคบ     แต่ถ้าเราทำงานเพราะเป้าหมายที่สูงส่งต่อผู้อื่น หรือต่อส่วนรวม เราจะมีพันธมิตรมาก     เวลามีปัญหาหรือมีข้อขัดแย้งก็จะไม่ทะเลาะกันง่ายๆ เพราะจิตของเราเป็นจิตใหญ่ ใจกว้าง

        การค้นหาความหมายของงานต่อผู้อื่น หรือต่อส่วนรวม จึงเป็นอุบายฝึกจิตของเราให้เป็นจิตใหญ่     เมื่อทำงานขั้นตอนต่างๆ ลุล่วงไป เราก็จะรู้สึกอิ่มเอม มีความสุขจากการได้ทำเพื่อผู้อื่น หรือเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่     เป็นจิตที่มองสิ่งต่างๆ เชิงบวก เชิงสร้างสรรค์ชื่นชมยินดี    มองเห็นลู่ทางที่จะต่อยอดความสำเร็จเล็กๆ ไปสู่เป้าหมายใหญ่

        ท่านเห็น KM Inside วิชาสร้างความสุขไหมครับ

        ใครมีวิชาสร้างความสุขแนวอื่น โปรดเอามา ลปรร. กันนะครับ

วิจารณ์ พานิช
๔ กย. ๔๙