บทนำ
ก่อนเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ของประเทศไทย ปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างยิ่ง คือ ปรากฏการณ์เสรีภาพเบ่งบาน หรือ เรียกกันว่า ยุคแห่งเสรีภาพ ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า ขณะนี้กรุงเทพมหานครถูกสื่อมวลชนเรียกขานว่า เป็นเมืองหลวงแห่งการชุมนุม เพราะมีการชุมนุมประท้วง และชุมนุมเรียกร้อง ตลอดถึงการชุมนุมขับไล่ อยู่หลายกลุ่ม กระจายกันอยู่ในจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร โดยอ้างว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนมีเสรีภาพที่จะชุมนุมกันเพื่อแสดงความคิดเห็นหรือประท้วง เรียกร้องได้โดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่เมื่อเราย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ.2549 จนถึงปัจจุบัน มีเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นอาทิการชุมนุมของกลุ่มการเมืองต่างๆ เสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อหลากสี นอกจากนี้ยังมีการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องกฎหมายสัญชาติของกลุ่มคนไร้สัญชาติในภาคใต้ การชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลหาทางช่วยเหลือเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำซึ่งมีทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด โดยในต่างจังหวัดมักจะใช้วิธีการปิดถนนสายสำคัญจนทำให้ผู้สัญจรใช้ถนนเดือดร้อน นอกจากเสรีภาพจะถูกนำมาใช้ในการแสดงออกทางการเมืองแล้วคนในสังคมไทยยังอ้างเสรีภาพในการดำเนินชีวิต กล่าวคือ ตนเองมีความพอใจที่จะดำเนินชีวิตอย่างไรก็ได้ และเสรีภาพนี้ถูกแสดงออกมาในรูปแบบของพฤติกรรมในการใช้ชีวิตหลายอย่างและเป็นประเด็นที่เป็นปัญหาของสังคมอยู่ไม่น้อย ได้แก่ เสรีภาพทางเพศ หรือ เพศเสรี, เสรีภาพในการเปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิงและจากหญิงเป็นชายได้, เสรีภาพในการแต่งกาย ของเหล่าดารา นักศึกษา และการแต่งกายเข้ารับปริญญาโดยไม่สัมพันธ์กับคำนำหน้านามตนเอง
เสรีภาพในประเด็นต่อมาอีกก็คือ เสรีภาพในทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ทุนนิยมเสรีของนักธุรกิจที่มีทุนจำนวนมากมีเสรีภาพที่จะลงทุนทำกิจการอะไรก็ได้ที่ไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งรวมไปถึง ธุรกิจสุรา ยาสูบ และเครื่องมึนเมาทั้งหลาย
ประเด็นปัญหาอีกอันหนึ่งที่เกิดขึ้นในวงวิชาการก็คือ เสรีภาพในทางวิชาการ (Academic Freedom) ที่จะศึกษา ทดลอง ค้นคว้า วิจัย ในเรื่องอะไรก็ได้ รวมถึงที่เกี่ยวกับสัตว์ทดลองและการโคลนนิ่ง (Cloning) มนุษย์
ปัญหาที่เกิดจากการใช้เสรีภาพในด้านต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น เป็นปัญหาที่จะสามารถแก้ไขได้ หากแต่เบื้องต้นนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับคำว่า เสรีภาพ ให้ชัดเจน การศึกษานี้จึงเป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพโดยอาศัยการวิจัยเชิงเอกสาร (documentary research) เป็นหลัก
โดยสิ่งเห็นว่าควรที่จะศึกษาในที่นี้คือ เสรีภาพคืออะไร มนุษย์มีเสรีภาพหรือไม่ หากมนุษย์มีเสรีภาพแล้ว เสรีภาพมีขอบเขตหรือไม่ อย่างไร เสรีภาพในทางปรัชญาอธิบายไว้ว่าอย่างไร เหมือนหรือต่างกันกับพฤติกรรมการใช้เสรีภาพของคนยุคปัจจุบัน เสรีภาพในทางปรัชญาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างไร
ความหมายของเสรีภาพ
คำว่า เสรีภาพ เป็นคำสมาสที่ประกอบด้วยคำว่า เสรี และ คำว่า ภาพ (ภาวะ) โดยคำว่า เสรี มีการอธิบายความหมายไว้หลายแบบ อาทิ
ในพจนานุกรมบาลี-ไทย ได้อธิบายว่า “เสน อตฺตนา อีริตํ สีลมสฺสาติ เสรี” แปลตามรูปศัพท์ว่า การดำเนินไปด้วยตน คือ ด้วยตนเองเป็นปกติของบุคคลนั้น เหตุนั้นบุคคลนั้นชื่อว่ามีเสรี” (ประยุทธ์ หลงสมบุญ, 2519)
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2540 ให้ความหมายของคำว่า เสรี ไว้ว่า “การที่ทำได้โดยไม่มีอุปสรรค มีสิทธิที่จะทำจะพูดได้โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น (ราชบัณฑิตยสถาน, 2540)
ฉะนั้น คำว่า “เสรี” เมื่อนำมาสมาสกับคำว่า ภาวะ หรือ ภาพ จึงได้เป็น เสรีภาพ ซึ่งมีความหมายว่า ภาวะแห่งความมีเสรี และยังมีอีกคำหนึ่งซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกันและมักใช้แทนกันกับคำว่า เสรีภาพ นั่นคือ คำว่า อิสรภาพ ซึ่งมีความหมายว่า ความที่จิตเป็นใหญ่ หลุดพ้นจากกิเลสและตัณหา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิมุตติ (deliverance) (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2538)
ในพจนานุกรมศัพท์ปรัชญา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า เสรีภาพ ว่า “หมายถึง อิสรภาพ ความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งมีหลายนัย คือ
1.สภาพที่บุคคลมีสิทธิ์ที่จะทำการใดๆ ตามที่ตนปรารถนา โดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง เช่น เสรีภาพในการพูด ในการเขียน ในการนับถือศาสนา ในลัทธิการเมือง
2.สภาพที่เป็นอิสระจากสิ่งไม่พึงปรารถนา เช่น อิสระจากความอัตคัดขัดสน (freedom from want) เป็นอิสระจากโรคภัยไข้เจ็บ (freedom from disease)
3.สภาพที่พ้นจากอุปสรรคขัดขวางไม่ให้บุคคลพัฒนาตนเองไปสู่ภาวะที่สมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ เช่น ในทางพระพุทธศาสนาถือว่า เมื่อจิตหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาเข้าสู่ภาวะนิพพาน เสรีภาพตามนัยนี้ทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า วิมุตติ หรือ ความหลุดพ้น (Liberation) (ราชบัณฑิตยสถาน, 2540)
จากความหมายของคำว่า เสรีภาพ ที่นักคิดและนักปรัชญาทั้งหลายให้ความหมายไว้แล้วข้างต้นนั้นพอจะประมวลออกมาได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1.เสรีภาพระดับสัญชาตญาณ หมายถึง การมีเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ แต่ยังไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็นเพียงการใช้เสรีภาพในสิทธิที่ตนมี จัดเป็นการใช้เสรีภาพในระดับเบื้องต้น
2.เสรีภาพระดับเหตุผล หมายถึง การมีเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ แต่จะต้องอยู่ในขอบเขตที่จะไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น เป็นการใช้เสรีภาพที่ประกอบด้วยเหตุผล จัดเป็นการใช้เหตุผลในระดับกลาง
3.เสรีภาพระดับปัญญา หมายถึง เสรีภาพระดับสูงที่บุคคลจะไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของกิเลสตัณหาใดๆ เป็นเสรีภาพในทางศาสนาที่หมายเอาจิตใจของผู้ที่เข้าถึงภาวะสูงสุด เช่น ภาวะนิพพาน ซึ่งอรหัตตบุคคลจะมีจิตใจที่อิสระจากอำนาจของกิเลส ไม่ตกอยู่ในอำนาจของความอยาก มีเสรีภาพอย่างสูงสุดที่จะดำเนินชีวิตอย่างประกอบด้วยปัญญาอย่างสมบูรณ์
มนุษย์มีเสรีภาพหรือไม่
ลำดับต่อไปที่จะศึกษาก็คือ ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์มีเสรีภาพหรือไม่ โดยจะได้พิจารณาไปตามกรอบของประเภทของเสรีภาพ 2 ประเภทคือ เสรีภาพทางกาย และเสรีภาพทางใจ ดังนี้
1. เสรีภาพทางกาย
1.1 เสรีภาพทางร่างกาย (Physical Freedom) ได้แก่ การไม่ถูกบีบคั้นจากการขาดแคลนอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค มีสุขภาพที่ดี ในข้อนี้มนุษย์มีเสรีภาพจากสิ่งเหล่านี้หรือไม่ หากพิจารณาดูในระดับเบื้องต้นจะพบว่า การที่เราสามารถที่จะแสวงหาอาหาร มาบำบัดความหิวกระหาย หรือการที่เราสามารถแสวงหาเครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัยมาบำบัดความหนาว ความร้อน และการที่เราสามารถแสวงหายารักษาโรคมาบำบัดโรคภัยไข้เจ็บให้มีสุขภาพที่ดี เป็นอิสระ หรือ เป็นเสรีภาพของเราที่มีสิทธิ์ที่จะทำได้โดยอิสระ หรือ ทำให้เราเป็นอิสระจากปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ ผู้วิจัยมองว่า อาจจะนับว่าเป็นเสรีภาพก็ได้ แต่เป็นเสรีภาพชั่วคราวเท่านั้น เพราะไม่มีมนุษย์และสัตว์ชนิดใดที่จะเป็นอิสระจากการถูกบีบคั้นทางกายได้ กล่าวคือ ความหิว กระหาย ความร้อน ความหนาว เป็นแต่เพียงว่าเราสามารถที่จะบำบัดให้บรรเทาลงไปเป็นขณะๆ เท่านั้น กล่าวเฉพาะเรื่องความหิวเท่านั้น มนุษย์ก็ต้องบำบัดอยู่ถึงวันละ 3 ครั้ง เป็นอย่างน้อย ฉะนั้น เมื่อมองในระดับสูงแล้ว มนุษย์ไม่มีเสรีภาพทางร่างกายในข้อนี้อย่างแท้จริง
1.2 เสรีภาพทางสังคม หรือ ความอิสระจากการถูกบีบคั้นทางสังคม (Social Freedom) ได้แก่ การไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบทางสังคม ไม่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่อยู่ท่ามกลางความรุนแรง การก่อการร้าย และภัยสงคราม ในข้อนี้เมื่อพิจารณาว่า เรามีเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ตามที่เราปรารถนาหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ได้ทุกอย่าง แต่เราสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ศีลธรรม และความสงบสุขของสังคม นั่นก็หมายความว่า เราไม่ได้มีเสรีภาพอย่างไร้ขีดจำกัด แต่เรามีขอบเขตของการใช้เสรีภาพ กล่าวคือ เรามีเสรีภาพภายใต้กรอบที่สังคมกำหนด หรือ จะเรียกว่า เราไม่มีเสรีภาพก็คงจะไม่ผิด เพราะเราจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์ทางสังคมอยู่เสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นอกจากนั้นเสรีภาพอันถูกจำกัดขอบเขตของเรานั้นก็ยังถูกจำกัดว่า ไม่ให้ละเมิดเสรีภาพของบุคคลอื่นอีกด้วย อย่างไรก็ตามแต่ละบุคคลก็จะได้รับความคุ้มครองเสรีภาพส่วนบุคคลที่บุคคลอื่นจะมาละเมิดไม่ได้ด้วย ฉะนั้น เมื่อจะวิเคราะห์ว่า มนุษย์มีเสรีภาพทางสังคมหรือไม่ ก็จะพบว่า การที่เราอยู่ในประเทศที่มีเอกราช และมีความมั่นทางความมั่นคง ไม่มีภัยสงคราม และรัฐปกครองโดยระบอบเสรีนิยม ก็พอจะกล่าวในเบื้องต้นได้ว่า เรามีเสรีภาพจากการถูกบีบคั้นทางสังคมได้ แต่หากเสรีภาพ คือ การกระทำได้ตามปรารถนาโดยไม่มีอุปสรรคขัดขวางแล้ว ก็อาจจะสรุปได้ว่า เราไม่ได้มีเสรีภาพอย่างไร้ขอบเขต แต่เรามีเสรีภาพโดยถูกจำกัดขอบเขต คือ กฎหมายบ้านเมือง และกฎศีลธรรม ซึ่งก็คือ มีอุปสรรคขัดขวาง การมีอุปสรรคขัดขวางก็คือ การไม่มีเสรีภาพนั่นเอง หรือ อาจกล่าวได้ว่า เราไม่มีเสรีภาพในทางสังคม ซึ่งผู้วิจัยจะได้อธิบายเพิ่มเติมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเสรีภาพทางกายกับความอิสระในทางใจต่อไป
2. เสรีภาพทางใจ ในที่นี้จะพิจารณาเฉพาะในความหมายระดับความมีอิสระในทางการคิดและการตัดสินใจเท่านั้น ประเด็นนี้เป็นปัญหาใหญ่ในทางอภิปรัชญา กล่าวคือ ปัญหาเกี่ยวกับเจตจำนงเสรี ซึ่งสนใจในปัญหาเกี่ยวกับความมีอิสระในการตัดสินใจของมนุษย์ โดยตั้งคำถามว่า มนุษย์มีเสรีภาพ หรือ อิสระหรือไม่ สำหรับปัญหานี้ในทางปรัชญามีความเห็นเป็น 3 ทัศนะ (ทองหล่อ วงศ์ธรรมา, 2549) คือ
2.1ลัทธิเหตุวิสัย ในทัศนะที่หนึ่งนี้มีความเชื่อว่า มนุษย์ไม่เคยเป็นตัวของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่า หากเราพิจารณาดูสภาพของสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในจักรวาล ทุกสิ่งล้วนเป็นผลของอะไรบางอย่างที่เกิดก่อนหน้านี้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ โดยปราศจากสาเหตุ สภาพปัจจุบัน คือ ผลของสภาพในอดีต และสภาพปัจจุบันเป็นตัวกำหนดสภาพในอนาคต กลุ่มลัทธิเหตุวิสัยเชื่อว่า ไม่มีอะไรในจักรวาลมีอิสระ ไม่มีอะไรที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีอะไรที่สามารถกำหนดความเป็นไปให้ตนเอง และไม่มีสิ่งใดสามารถปฏิเสธแรงผลักดันจากสภาพภายนอกที่อยู่รอบตัวได้ โดยความเป็นไปที่เกิดกับมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
2.1.1 สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ได้แก่ ความเป็นไปที่เกิดกับร่างกายของมนุษย์ จะตกอยู่ภายใต้ระบบจักรวาล หรือ ระบบเหตุวิสัย กล่าวคือ การเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ มิได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ต้องเกิดจากสาเหตุ เช่น เมื่อเกิดอาการปวดศีรษะ ย่อมจะต้องมาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง
2.1.2 การกระทำ หรือ พฤติกรรมของมนุษย์ ในการกระทำหรือพฤติกรรมของมนุษย์เรามักจะเข้าใจผิดว่า เป็นการตัดสินใจเลือกอย่างอิสระ ที่จะทำหรือไม่ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง กลุ่มเหตุวิสัยนิยม เชื่อว่าในความเป็นจริงแล้ว การตัดสินใจที่จะกระทำอะไรของบุคคลนั้นขึ้นอยู่กับอุปนิสัยใจคอของบุคคลนั้น รวมไปถึงรสนิยมและค่านิยมที่เขายึดถืออยู่ และค่านิยมเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาเองอย่างอิสระ แต่เกิดขึ้นมาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยพันธุกรรมจะมีอิทธิพลต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลต่อนิสัยใจคอ และรสนิยม ซึ่งสิ่งแวดล้อมในที่นี้ หมายเอาทั้ง ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ระบบสังคม การปกครอง วัฒนธรรม ศาสนา จารีตประเพณี การอบรมสั่งสอนของครอบครัว และโรงเรียน เป็นต้น มนุษย์ไม่ได้มีความเป็นตัวของตัวเอง เขาเป็นเพียงที่รวมของปัจจัย คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
2.2 ลัทธิอิสรวิสัย ในทัศนะที่สองนี้เชื่อว่า มนุษย์มีอิสระ มีเสรีภาพ มีความเป็นตัวของตัวเองการกระทำ หรือ พฤติกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ล้วนมาจากการตัดสินใจเลือกของมนุษย์ทั้งสิ้น คนทุกคนมีอิสระในการตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะกระทำ หรือ ไม่กระทำสิ่งใด โดยกลุ่มอิสรวิสัยให้เหตุผลว่า
2.2.1 ประสบการณ์บอกว่า เราอิสระ กล่าวคือ คนเรามีความรู้สึกเป็นอิสระของตัวเอง
2.2.2 งานสร้างสรรค์ด้านศิลปะและวิชาความรู้เกิดขึ้นได้เพราะมนุษย์เป็นอิสระ ศิลปะและวิชาการต่างๆ เหล่านี้จะมีไม่ได้ หากเราไม่มีอิสระทางความคิด
2.2.3 การยกย่องและตำหนิมีความหมายเพราะมนุษย์มีอิสระ หากมนุษย์ไม่มีอิสระ การเสียสละ ความมีน้ำใจ วีรบุรุษ คนขี้ขลาดก็ไม่มีความหมายอะไร
2.2.4 ความสำนึกผิดถูกชั่วดีมีความหมายเพราะมนุษย์มีอิสระ หากมนุษย์ไม่มีอิสระแล้วการทำตามศีลธรรมและการทำผิดศีลธรรมก็ไม่มีความหมาย
2.3 ลัทธิธรรมชาตินิยม ในทัศนะที่สามให้ความเห็นว่า มนุษย์เป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง คือ ทั้งเป็นอิสระและไม่เป็นอิสระ กล่าวคือ ในระดับหนึ่งการกระทำของมนุษย์ถูกกำหนดด้วยปัจจัยภายนอก ในกรณีนี้มนุษย์ไม่เป็นอิสระ เพราะต้องเป็นไปตามสาเหตุภายนอกที่บังคับให้ต้องทำ หรือ ต้องเป็นเช่นนั้น แต่ในอีกระดับ มนุษย์เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง มีการตัดสินใจเลือกและมีแผนการที่กำหนดไว้ในปัจจุบันเพื่อผลที่จะได้ในอนาคต และมนุษย์สามารถที่จะพัฒนาตัวเองไปได้เรื่อยๆ เพราะมนุษย์มีอิสระ
ในส่วนนี้ผู้วิจัยมีความเห็นสอดคล้องกับแนวคิดที่ 3 คือ ธรรมชาตินิยม เพราะเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า บางครั้งเราก็ตกอยู่ภายใต้การบังคับของเงื่อนไข หรือ ปัจจัยภายนอก แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้อีกเช่นเดียวกันว่า ในบางครั้งเราก็มีอิสระที่จะเลือกทำในสิ่งที่ใจเราต้องการได้ โดยไม่มีสิ่งอื่นมาบังคับการตัดสินใจของเรา เพราะฉะนั้น จึงสรุปว่า มนุษย์เรามีเสรีภาพในการตัดสินใจเลือกได้ แต่ก็ยังมีขอบเขตจำกัดในบางสถานการณ์ที่เราถูกปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิเหนือกว่ามาบังคับให้ตัดสินใจเลือก
ขอบเขตเสรีภาพ
เมื่อได้สรุปว่า เรามีเสรีภาพได้ทั้งในทางกาย ทางสังคม และทางจิตใจ แต่ก็ยังมีขอบเขตจำกัด ปัญหาที่ควรจะพิจารณาต่อไป ขอบเขตจำกัดของเสรีภาพอยู่ที่ไหน โดยผู้วิจัยจะขอเสนอมุมมองจากทัศนะ 2 ส่วน คือ เสรีภาพและขอบเขตของเสรีภาพในทัศนะของนักปรัชญาการเมือง (Political Philosophy) และเสรีภาพและขอบเขตของเสรีภาพในทัศนะของนักปรัชญาอัตถิภาวนิยม หรือ เอกซิสเทนเชียลลิสม์ (Existencialism) ดังต่อไปนี้
โดยสรุปหลักการเรื่องเสรีภาพในทางปรัชญาการเมืองนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มความคิดหลักๆ คือ ทัศนะแบบเสรีนิยม และทัศนะแบบสังคมนิยม มีข้อสรุปของทัศนะที่มีต่อเสรีภาพดังต่อไปนี้
1.ทัศนะแบบเสรีนิยม ถือว่าปัจเจกบุคคลสำคัญกว่ารัฐ รัฐที่ประชาชนเลือกเข้ามาหน้าที่ ปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน นอกจากนี้ เสรีภาพยังถือเป็นจุดหมายหรืออุดมคติ เสรีภาพของบุคคลต้องได้รับการคุมครองตราบเท่าที่เขายังไม่ใช้เสรีภาพส่วนตัวนั้นไปละเมิดสิทธิของคนอื่น
2.ทัศนะแบบสังคมนิยมมองว่า ประเทศ หรือ รัฐ สำคัญกว่าปัจเจกบุคคล ผลประโยชน์ของสังคมต้องมาก่อนปัจเจกบุคคล แม้จะต้องมีการละเมิดเสรีภาพของคนบางกลุ่มก็ตาม เป้าหมายหรืออุดมคติทางการเมืองอยู่ที่ ความยุติธรรม ไม่ใช่เสรีภาพ เสรีภาพของประชาชนต้องอยู่ในกรอบของอุดมคติแบบมาร์กซิสต์ หรือ พรรคคอมมิวนิสต์นั่นเอง
จะเห็นได้ว่า เสรีภาพทั้งในทัศนะแบบเสรีนิยม และทัศนะแบบสังคมนิยม ต่างก็เป็นเสรีภาพที่มีขอบเขตด้วยกันทั้งสิ้น กล่าวคือ เสรีนิยมกำหนดกรอบของเสรีภาพอยู่ที่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ส่วนสังคมนิยมกำหนดกรอบที่จะต้องไม่เกินเลยไปจากอุดมคติแบบคอมมิวนิสต์ หรือ มาร์กซิสต์ ที่เน้นความยุติธรรมทางสังคมเป็นหลัก
แนวคิดเรื่อง เสรีภาพ ในหลักปรัชญาอัตถิภาวนิยมนั้น มีแนวคิดของนักปรัชญาหลายท่าน โดยหลักๆ แล้วได้แก่ ซอเร็น คีร์เคกอร์ด, เฟรดริก นิชเช่, มาร์ติน ไฮเด็กเกอร์ และ ฌอง ปอล ซาร์ต ซึ่งผู้วิจัยจะขออธิบายแนวคิดเรื่องเสรีภาพของนักปรัชญาดังกล่าวโดยภาพรวม ดังต่อไปนี้
ซอเร็น คีร์เคกอร์ด (Soren Kierkegaard) มีแนวคิดว่า ปัจเจกชนมีเสรีภาพในการเลือกและตัดสินใจด้วยตนเองมิใช่ให้คนส่วนใหญ่เป็นผู้กำหนดตามวิถีของสังคม การเลือกกระทำของมนุษย์เป็นตัวสร้างวิถีชีวิตของตนเอง การตัดสินใจเลือกกระทำต้องมาจากภายในของคนๆ นั้น
มาร์ติน ไฮเด็กเกอร์ (Martin Heidegger) กล่าวว่า มนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกอยู่ตลอดเวลาเพราะมนุษย์ไม่สามารถหยุดเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้ โดยเขาคิดว่า สารัตถะที่สำคัญของมนุษย์ (Dasein) คือ การที่ดาซายทำให้ความเป็นไปได้ต่างๆ (possibility) ในชีวิตเป็นจริงและสมบูรณ์ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะไม่มีขีดจำกัดในความเป็นไปได้ต่างๆ แต่มนุษย์ทุกคนก็สามารถที่จะเลือกความเป็นไปได้บางอย่าง โดยเฉพาะการเลือกและตัดสินใจที่สำคัญ คือ การที่จะมีชีวิตที่แท้จริง หรือ จะมีชีวิตที่ไม่แท้จริงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การเลือกของมนุษย์ไม่ได้เป็นการเลือกออกมาจากความว่างเปล่า แต่การเลือกเหล่านี้ เป็นการเลือกของคนมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ดังนั้น มนุษย์ที่แท้จริงจะมีชีวิตอยู่ด้วยการตัดสินใจเลือกกระทำสิ่งต่างๆ และให้ความหมายและคุณค่าแก่โลกด้วยตัวของเขาเอง
ฌอง ปอล ซาร์ต (Jean-Paul Sartre)กล่าวว่า มนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ (Man is condemned to be free) (Jean-Paul Sartre, 1948) และเสรีภาพของมนุษย์มีมาก่อนสารัตถะในมนุษย์ และทำให้เสรีภาพนั้นเป็นไปได้ สิ่งที่เราเรียกว่า เสรีภาพนั้น ไม่สามารถแยกออกจากภาวะแห่งความเป็นจริงของมนุษย์ มนุษย์มิได้มีอยู่ก่อนเพื่อที่จะมีเสรีภาพในภายหลัง ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างความเป็นมนุษย์และการมีเสรีภาพของมนุษย์ (Jean-Paul Sartre, 1976)
จากทัศนะที่มีต่อเสรีภาพจากนักปรัชญาการเมืองและนักปรัชญาอัตถิภาวนิยมที่แสดงมานั้น สามารถสรุปได้ว่า
1. เสรีภาพในทางปรัชญาการเมืองมีอยู่ 2 ทัศนะหลักๆ คือ ทัศนะแบบเสรีนิยม และทัศนะแบบสังคมนิยม โดยทัศนะแบบเสรีนิยมให้ความสำคัญแก่เสรีภาพของปัจเจกบุคคล แต่ก็ยังจำกัดขอบเขตอยู่การไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น หรือ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน นอกจากนั้นสามารถทำได้โดยเสรีภายใต้กรอบของกฎหมาย ส่วนทัศนะแบบสังคมนิยมให้ความสำคัญแก่ความยุติธรรมทางสังคมเป็นอันดับแรก ส่วนเสรีภาพเป็นเพียงทางผ่านไปสู่ความยุติธรรมเท่านั้น เสรีภาพสามารถยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบอุดมคติแบบมาร์กซิสต์
2. เสรีภาพในทางปรัชญาอัตถิภาวนิยมแม้จะมีความหลากหลายแนวคิดของนักปรัชญาแต่โดยภาพรวมแล้ว นักปรัชญาอัตถิภาวนิยมแสดงให้เห็นว่า แก่นแท้ของมนุษย์ คือ เสรีภาพ เสรีภาพเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด มนุษย์แต่ละคนมีอิสระที่จะตัดสินใจเลือกทางเดินของชีวิตของตัวเองได้โดยไม่ต้องทำตามคนอื่นๆ หรือ สังคม เรามีเสรีภาพที่กระทำ พูด และคิดได้อย่างเสรี แต่เสรีภาพในทัศนะของปรัชญาอัตถิภาวนิยมเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากความรับผิดชอบ เสรีภาพของมนุษย์ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบเสมอ รับผิดชอบทั้งต่อตนเองและผู้อื่นหรือสังคม และเสรีภาพที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบย่อมเป็นเสรีภาพในทางสร้างสรรค์ไม่ใช่ในทางทำลาย
การประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาสังคม
จากปัญหาเกี่ยวกับการใช้เสรีภาพด้านต่างๆ ของคนในสังคมดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเมื่อนำมาพิจารณาโดยหลักการของเสรีภาพทั้งในทางปรัชญาการเมือง และเสรีภาพในทางปรัชญาอัตถิภาวนิยมแล้วผู้วิจัยพบว่า พฤติกรรมการใช้เสรีภาพของคนในสังคมไม่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว ดังจะได้อภิปรายต่อไปในรายละเอียดของแต่ละประเด็นดังต่อไปนี้
1. เสรีภาพในการชุมนุมทางการเมืองกับ เสรีภาพส่วนบุคคลของผู้อื่น
ในประเด็นแรกนี้เป็นประเด็นสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวคือ การชุมนุมทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายปี และสะสมปัญหาความขัดแย้งเรื่อยมา โดยประเด็นหลักๆ อยู่ที่ ผู้ชุมนุมอ้างเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อชุมนุม แต่การชุมนุมนั้นมักจะมีการปิดถนน หรือปิดล้อมสถานที่ราชการ และส่งผลกระทบถึงผู้ค้าขายที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น จนมีประชาชนบางกลุ่มเรียกร้องให้รัฐเข้ามาจัดการกับปัญหา และรัฐก็มีมาตรการเข้ามาจัดการตั้งแต่การเจรจา การใช้กฎหมายความมั่นคง จนถึงการสลายการชุมนุม แล้วปัญหาก็วนเวียนกับมาเป็นเช่นเดิมอีก และมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากจากปัญหานี้ จนกระทั่งปัจจุบันได้มีการเสนอกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อควบคุมฝูงชนในการชุมนุมในอนาคต ท่ามกลางเสียงคัดค้านของฝ่ายค้านในรัฐสภา เพื่อความเข้าใจปัญหานี้ให้ชัดเจนผู้วิจัยจะวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ปัญหาดังต่อไปนี้
1.1 ประชาชนมีเสรีภาพที่จะชุมนุมหรือไม่ คำตอบก็คือ ประชาชนมีเสรีภาพที่จะแสดงซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
1.2 การแสดงออกของเสรีภาพด้วยการชุมนุมนี้ เกิดผลกระทบต่อผู้อื่นหรือไม่ คำตอบก็คือ เกิดผลกระทบหลายด้าน คือ
1.2.1 เสรีภาพในการใช้ถนน เพราะการชุมนุมมักจะมีขบวนรถและคนไปตามท้องถนน การปักหลักชุมนุมยืดเยื้อบนท้องถนน ทำให้ผู้สัญจรไปมาเกิดความไม่สะดวก และเกิดปัญหาแก่ผู้สัญจรในละแวกนั้น เพราะต้องมีการปิดเส้นทางบางเส้นทาง
1.2.2 เสรีภาพในการใช้ชีวิตของบุคคลที่อาศัยอยู่ในชุมชนย่านการชุมนุม ซึ่งเดือดร้อนทั้งในแง่ของการเดินทาง การดำรงชีวิตประจำวันในแง่ต่างๆ
1.2.3 เสรีภาพในการประกอบธุรกิจการค้าของบุคคล กล่าวคือ การประกอบธุรกิจการค้าของบุคคลในบริเวณที่มีการชุมนุมซึ่งต้องปิดร้านเพื่อความปลอดภัย และเป็นเหตุให้สูญเสียรายได้จากการค้าขาย
1.2.4 นอกจากการละเมิดเสรีภาพของบุคคลอื่นข้างต้นแล้ว ผู้นำทางการเมืองยังถูกละเมิดเสรีภาพด้วยการไปชุมนุมขับไล่ ขว้างปาสิ่งของ การทำร้ายร่างกายและทรัพย์สิน ซึ่งประเด็นนี้จะไม่พิจารณาเพราะเป็นสิ่งที่ผิดอย่างชัดเจน
1.3 การชุมนุมในลักษณะข้างต้นดังกล่าวเป็นไปตามหลักการใช้เสรีภาพที่ถูกต้องหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่เป็นไปตามหลักการของเสรีภาพซึ่งในทางปรัชญาการเมืองมีกรอบแนวคิดที่ชัดเจนว่า การใช้เสรีภาพต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และในทางปรัชญาอัตถิภาวนิยมก็แสดงว่า การใช้เสรีภาพต้องไม่เป็นการทำให้ผู้อื่นขาดเสรีภาพ และจะต้องกระทำในทางสร้างสรรค์และรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นการแสดงออกของเสรีภาพที่ละเมิดต่อเสรีภาพของผู้อื่นและทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนจึงเป็นการผิดหลักการของเสรีภาพอย่างชัดเจน
1.4 เพราะเหตุใดการชุมนุมจึงละเมิดต่อเสรีภาพของผู้อื่น ผู้ชุมนุมทำผิดหรือไม่ เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้วเราจะพบว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากผู้ชุมนุมเท่านั้น แต่เมื่อวิเคราะห์ดูแล้วมีหลายปัจจัยดังนี้
1.4.1 รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนมีเสรีภาพในการชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองได้โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นการชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ แต่ก็ไม่มีกฎหมายลูกใดที่กำหนดว่า การชุมนุมที่สงบมีขอบเขตแค่ไหน การชุมนุมที่ปราศจากอาวุธมีลักษณะอย่างไร การชุมนุมที่อยู่บนถนนอย่างยืดเยื้อโดยไม่มีอาวุธใดๆ ก็ไม่ผิดรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ (แต่รัฐระบุว่า ผิด กฎหมายจราจรและพยายามขอคืนพื้นที่) และการชุมนุมที่นำยางรถยนต์และไม้ไผ่จำนวนมากมากองกั้นเป็นกำแพงเป็นการชุมนุมที่ปราศจากอาวุธหรือไม่ จะเห็นได้ว่า ความไม่ชัดเจนของกฎหมายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการอ้างเสรีภาพโดยไม่มีขอบเขตจำกัดได้
1.4.2 การที่การชุมนุมส่งผลกระทบต่อเสรีภาพส่วนบุคคลและสังคม เนื่องมาจากผู้ชุมนุมไม่ได้มีสถานที่สำหรับแสดงออกทางการเมืองอย่างเป็นกิจลักษณะ ทำให้ผู้ชุมนุมต้องไปชุมนุมตามสถานที่ต่างๆ อย่างไม่มีระเบียบ อยากจะไปที่ไหนก็ไปได้อย่างเสรี รวมไปถึงการไปยึดสถานที่ราชการ ย่านธุรกิจ และสนามบินเป็นตัวประกัน บีบบังคับให้รัฐทำตามข้อเรียกร้อง
1.4.3 การใช้เสรีภาพของผู้ชุมนุมผิดวัตถุประสงค์และหลักการของเสรีภาพ เพราะเสรีภาพตามหลักปรัชญาการเมืองและปรัชญาอัตถิภาวนิยมเป็นเสรีภาพที่จะต้องไม่ละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น ไม่ว่าจะโดยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม เช่น ในการบุกยึดสนามบินของผุ้ชุมนุมเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจกว่าแสนล้านบาท จนมีเสียงวิจารณ์การอย่างหนัก และแกนนำได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การทำงานใหญ่มันก็ต้องกระทบกระเทือนผู้อื่นบ้างเป็นธรรมดา ซึ่งหากผู้ที่มีแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยย่อมไม่คิดเช่นนั้น แต่ความคิดดังกล่าวใกล้เคียงกับเสรีภาพในทัศนะแบบสังคมนิยมมากกว่า เพราะสังคมนิยมมีเป้าหมายที่ความเท่าเทียมกันในสังคมโดยอาจจะละเมิดเสรีภาพของคนบางกลุ่มในสังคม ดังนั้น การชุมนุมโดยอ้างเสรีภาพแล้วปิดถนน ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ยึดย่านธุรกิจ มีกองกำลัง มีอาวุธ จึงเป็นการละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นและขาดความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง
1.4.4 การผิดวัตถุประสงค์ของการใช้เสรีภาพของประชาชนส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากประชาชนเห็นว่า ในอดีตที่ผ่านมาการชุมนุมไม่ว่าจะมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ค่อยจะมีผลต่อนักการเมือง จึงหันมาใช้วิธีการอื่นๆ กดดันแทน คือ การยึดสถานที่ราชการ การยึดสนามบิน การยึดย่านธุรกิจสำคัญ ปิดถนน เพื่อเอาความเดือดร้อนจากการละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นเป็นตัวประตัวประกันกดดันรัฐบาลแทน
&nbs